การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

เลวีติโก บทที่ 13

3. ความไม่สะอาดที่ออกมาจากภายในของมนุษย์ (โรคเรื้อน)
13:1-59
ลวต. 13:1 พระยะโฮวาตรัสแก่โมเซว่า
ลวต. 13:2 “ถ้าผู้ใดมีอาการ1กบวมขึ้น หรือเป็นผื่นหรือมีรอยด่างที่2ผิวหนังซึ่งกลายเป็น1ขโรคเรื้อนที่ผิวหนังของเขานั้น จงพาคนนั้นมาหา3อาโรนผู้เป็นปุโรหิต หรือบุตรชายของอาโรนคนหนึ่งคนใดที่เป็นปุโรหิต.
ลวต. 13:3 ให้ปุโรหิตนั้นตรวจดูโรคที่ผิวหนังของเขา ถ้าขนบนบริเวณที่ติดโรคนั้นได้กลายเป็น1กสีขาวและโรคนั้นปรากฏ2ลึกลงไปในผิวหนัง นั่นเป็นโรคเรื้อน และปุโรหิตตรวจดูเขาแล้วจะประกาศว่าคนนั้นไม่สะอาด.
ลวต. 13:4 ถ้าผิวหนังตรงจุดนั้นเป็นรอยด่างสีขาวอยู่และปรากฏไม่ลึกลงไปในผิวหนัง และขนในบริเวณนั้นมิได้กลายเป็นสีขาว ให้ปุโรหิตกักตัวผู้ป่วยนั้นไว้เจ็ดวัน.
ลวต. 13:5 ครั้นถึงวันที่เจ็ดให้ปุโรหิตตรวจดูคนนั้นอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นว่าโรคนั้นทรงอยู่มิได้ลามออกไปตามผิวหนัง ให้ปุโรหิตกักคนนั้นไว้อีกเจ็ดวัน.
ลวต. 13:6 และครั้นถึงวันที่เจ็ดให้ปุโรหิตตรวจดูคนนั้นอีกครั้งหนึ่ง ถ้าบริเวณที่เป็นโรคนั้น1จางลงมิได้ลามออกไปตามผิวหนัง ให้ปุโรหิตประกาศว่าคนนั้นสะอาดแล้วเขาเป็นผื่นเท่านั้น ให้คนนั้นซักเสื้อผ้าแล้วก็จะสะอาด.
ลวต. 13:7 แต่หลังจากเขาแสดงตัวให้ปุโรหิตตรวจดูและได้รับการชำระตัวแล้ว และผื่นนั้นยังลามออกไปอีก คนนั้นจะต้องมาให้ปุโรหิตตรวจดูอีกครั้งหนึ่ง.
ลวต. 13:8 เมื่อปุโรหิตได้ตรวจดูแล้วเห็นว่าผื่นนั้นลามออกตามผิวหนัง ให้ปุโรหิตประกาศว่าคนนั้นไม่สะอาด เขาเป็นโรคเรื้อน.
ลวต. 13:9 ถ้าผู้ใดมีอาการของโรคเรื้อนให้พาผู้นั้นมาหาปุโรหิต.
ลวต. 13:10 และให้ปุโรหิตตรวจดูเขา ถ้าเห็นว่าผิวหนังนั้นบวมขึ้นและเป็นสีขาว ทำให้ขนกลายเป็นสีขาวและมี1เนื้อแผลสดในบริเวณที่บวมนั้น.
ลวต. 13:11 นี่เป็นโรคเรื้อนเรื้อรังในผิวหนังของตัวคนนั้น ให้ปุโรหิตประกาศว่า คนนั้นไม่สะอาด ไม่ต้องกักคนนั้นไว้เพราะเขาไม่สะอาด.
ลวต. 13:12 และถ้าโรคเรื้อนนั้นลามออกไปทั่วผิวหนัง 1ปกคลุมทั่วตัวผู้ป่วยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าตามที่ปุโรหิตได้เห็นนั้น
ลวต. 13:13 ให้ปุโรหิตตรวจดู ถ้าโรคเรื้อนนั้นปกคลุมทั่วทั้งตัวเช่นนั้น ให้ปุโรหิตประกาศว่าผู้ป่วยนั้นสะอาด ทั้งตัวของเขาเป็นสีขาว เขาจึงสะอาด.
ลวต. 13:14 แต่ถ้ามี1เนื้อแผลสดปรากฏขึ้นเมื่อไร เขาก็จะไม่สะอาด.
ลวต. 13:15 ให้ปุโรหิตตรวจที่เนื้อแผลสดและประกาศว่าเขาไม่สะอาด เนื้อแผลสดนั้นทำให้เขาไม่สะอาด เขาจึงเป็นโรคเรื้อน.
ลวต. 13:16 และถ้าเนื้อแผลสดนั้นเปลี่ยนไปอีกกลายเป็นสีขาว เขาก็ต้องมาหาปุโรหิต.
ลวต. 13:17 ให้ปุโรหิตตรวจดูเขา ถ้าโรคนั้นกลายเป็นสีขาว ให้ปุโรหิตประกาศว่าผู้ป่วยนั้นสะอาด เขาจึงสะอาด.
ลวต. 13:18 ถ้าร่างกายของใคร1เป็นฝีที่ผิวหนังและหายแล้ว
ลวต. 13:19 ถ้าบริเวณที่เป็นฝีนั้นบวมขึ้นมีสีขาวหรือมีรอยสีขาวอมแดงเรื่อๆ ปรากฏขึ้นก็ให้ผู้นั้นไปแสดงตัวต่อปุโรหิต.
ลวต. 13:20 และเมื่อปุโรหิตตรวจดู ถ้าปรากฏว่าที่เป็นนั้นลึกกว่าผิวหนัง และขนที่บริเวณนั้นกลายเป็นสีขาวแล้ว ให้ปุโรหิตประกาศว่าเขาไม่สะอาด นั่นเป็นโรคเรื้อนซึ่งได้ผุดขึ้นที่แผลฝีนั้น.
ลวต. 13:21 แต่ถ้าปุโรหิตตรวจดูแล้วเห็นว่าขนไม่ได้กลายเป็นสีขาวและแผลไม่ลึกกว่าผิวหนังและสีจางลงให้ปุโรหิตกักตัวเขาไว้เจ็ดวัน.
ลวต. 13:22 และถ้าโรคนั้นลามออกไปตามผิวหนัง ให้ปุโรหิตประกาศว่าเขาไม่สะอาด เขาติดโรคแล้ว.
ลวต. 13:23 ถ้ารอยด่างนั้นคงที่อยู่มิได้ลามออกไปอีก เป็นแต่เพียงแผลเป็นของฝี ให้ปุโรหิตประกาศว่าเขาสะอาดแล้ว.
ลวต. 13:24 หรือถ้า1ผิวหนังของร่างกายถูกไฟไหม้ และเนื้อแผลสดนั้นกลายเป็นรอยด่าง เป็นรอยสีแดงเรื่อๆ หรือสีขาว
ลวต. 13:25 ให้ปุโรหิตตรวจดูถ้าเห็นว่าขนที่รอยด่างนั้นกลายเป็นสีขาว และปรากฏลึกกว่าผิวหนัง ก็เป็นโรคเรื้อนซึ่งผุดขึ้นตรงแผลที่ไฟไหม้นั้น ให้ปุโรหิตประกาศว่าคนนั้นไม่สะอาดเขาเป็นโรคเรื้อน.
ลวต. 13:26 แต่ถ้าปุโรหิตได้ตรวจดูแล้ว และเห็นว่าขนที่รอยด่างนั้นไม่เป็นสีขาว และไม่ลึกกว่าผิวหนังและสีจางลง ให้ปุโรหิตกักคนนั้นไว้เจ็ดวัน.
ลวต. 13:27 พอถึงวันที่เจ็ดนั้นปุโรหิตจึงจะตรวจดูเขา ถ้าเห็นว่ารอยด่างนั้นลามออกไปที่ผิวหนังแล้ว ให้ปุโรหิตประกาศว่าเขาไม่สะอาดเพราะเป็นโรคเรื้อน.
ลวต. 13:28 และถ้ารอยด่างนั้นคงที่อยู่ไม่ลามออกไปตามผิวหนัง และสีของแผลนั้นจางลง เป็นเพียงแผลบวมเพราะไฟไหม้ ให้ปุโรหิตประกาศว่าเขาสะอาด เพราะเป็นเพียงแผลเป็นของไฟไหม้.
ลวต. 13:29 ถ้าชายก็ดีหรือหญิงก็ดีติดโรคที่1ศีรษะหรือที่1เครา
ลวต. 13:30 ให้ปุโรหิตตรวจดูโรคนั้น ถ้าปรากฏลึกกว่าผิวหนังและมี1ขนบางๆ เป็นสีเหลือง ให้ปุโรหิตประกาศว่าเขาไม่สะอาด เขาเป็นผื่นคันซึ่งเป็นโรคเรื้อนอยู่ที่ศีรษะหรือที่เครานั้น.
ลวต. 13:31 และถ้าปุโรหิตตรวจดูผื่นคันนั้น และถ้าปรากฏ1ไม่ลึกกว่าผิวหนัง และไม่มีขนดำๆ ที่บริเวณนั้น ให้ปุโรหิตกักผู้ป่วยที่เป็นผื่นคันนั้นไว้เจ็ดวัน.
ลวต. 13:32 ในวันที่เจ็ดให้ปุโรหิตตรวจดูโรคนั้น ถ้าเห็นว่าผื่นคันนั้นไม่ลามออกไปและขนไม่เป็นสีเหลืองและผื่นคันนั้นปรากฏไม่ลึกกว่าผิวหนัง
ลวต. 13:33 ให้คนนั้น1โกนหนวดเสีย แต่ห้ามโกนบริเวณที่เป็นผื่นคันนั้น และให้ปุโรหิตกักคนนั้นที่เป็นผื่นคันไว้อีกเจ็ดวัน.
ลวต. 13:34 ในวันที่เจ็ดให้ปุโรหิตตรวจดูที่บริเวณที่เป็นผื่นคันนั้น ถ้าผื่นคันนั้นไม่ลามออกไปที่ผิวหนังหรือปรากฏไม่ลึกกว่าผิวหนัง ให้ปุโรหิตประกาศว่าเขาสะอาด และเขาต้อง1ซักเสื้อผ้าของตนเพื่อจะได้สะอาด.
ลวต. 13:35 หลังจากชำระสะอาดแล้ว ถ้าผื่นคันนั้นลามออกไปที่ผิวหนัง
ลวต. 13:36 ให้ปุโรหิตตรวจดูคนนั้นอีก และถ้าผื่นคันลามออกไปที่ผิวหนัง ปุโรหิตไม่ต้องหาขนสีเหลืองอีก คนนั้นไม่สะอาดแล้ว.
ลวต. 13:37 แต่ถ้า1ปุโรหิตเห็นว่าผื่นคันระงับอยู่ และ2ขนดำงอกขึ้นที่บริเวณนั้นผื่นคันนั้นหายแล้ว คนนั้นจึงสะอาด และปุโรหิตจะประกาศว่าคนนั้นสะอาดแล้ว.
ลวต. 13:38 เมื่อผู้ชายหรือผู้หญิงก็ดีมีรอยด่างบนผิวหนัง คือ1รอยด่างสีขาว
ลวต. 13:39 ให้ปุโรหิตตรวจดูเขา ถ้ารอยด่างที่ผิวหนังเป็นสีขาวขุ่น นั่นเป็นเกลื้อนที่ผุดขึ้นจากผิวหนัง เขาสะอาด.
ลวต. 13:40 ถ้าชายใด1ผมร่วงจากศีรษะ เขาก็เป็นเพียงหัวล้าน เขายังคงสะอาด.
ลวต. 13:41 ถ้าชายใดผมที่หน้าผากและที่ขมับร่วง เขาเป็นเพียงหัวเถิก เขายังคงสะอาด.
ลวต. 13:42 ถ้าตรงที่ศีรษะล้านหรือหน้าผากเถิก มีรอยสีแดงเรื่อๆ เขาก็เป็นโรคเรื้อนที่ผุดขึ้นตรงศีรษะล้านหรือหน้าผากเถิก.
ลวต. 13:43 ให้ปุโรหิตตรวจดูเขา และถ้ามีรอยบวมเป็นสีแดงเรื่อๆ ที่ศีรษะล้านหรือที่หน้าผากเถิกนั้น ซึ่งปรากฏเหมือนโรคเรื้อนที่ผิวหนัง
ลวต. 13:44 คนนั้นเป็นกโรคเรื้อน เขาจึงไม่สะอาด ให้ปุโรหิตประกาศอย่างแน่ชัดว่า เขาไม่สะอาดเพราะเขาติดโรคอยู่ที่ศีรษะ.
ลวต. 13:45 และให้คนที่เป็นโรคเรื้อนนั้นฉีก1เสื้อผ้าและให้1ปล่อยผม แล้วให้เขา1ปิดริมฝีปากบนไว้ และร้องว่า 1ไม่สะอาด! ไม่สะอาด!
ลวต. 13:46 เขาจะไม่สะอาดตลอดเวลาที่เป็นโรค เขาไม่สะอาด เขาจะต้องอยู่แต่ลำพังกภายนอกค่าย.
ลวต. 13:47 1กเสื้อผ้าที่เปื้อนโรคเรื้อนนั้น ไม่ว่าจะเป็น2เสื้อผ้าขนสัตว์หรือ2เสื้อผ้าป่าน
ลวต. 13:48 หรือจะเป็น1ด้ายแนวตั้งหรือ1ด้ายแนวนอน หรือป่าน หรือขนสัตว์หรือหนังหรือสิ่งใดๆ ที่ทำด้วยหนัง
ลวต. 13:49 และถ้าโรคนั้นเกิดเป็นสี1เขียวหรือสีแดงที่เสื้อผ้านั้น หรือที่หนังหรือที่ด้ายแนวตั้งหรือด้ายแนวนอนหรือสิ่งใดๆ ที่ทำด้วยหนัง นั่นก็คือโรคเรื้อน ต้องนำไปกแสดงต่อปุโรหิต.
ลวต. 13:50 ให้ปุโรหิตตรวจดูของที่มีโรคเปื้อนมานั้นและกักไว้เจ็ดวัน.
ลวต. 13:51 และวันที่เจ็ดนั้นให้ปุโรหิตตรวจดูโรคนั้นอีกครั้งหนึ่ง ถ้าโรคลามออกไปในเสื้อผ้านั้น หรือด้ายแนวตั้งหรือด้ายแนวนอนหรือหนังหรือของที่ทำด้วยหนัง โรคนั้นเป็นโรคเรื้อนร้ายแรง จึงไม่สะอาด.
ลวต. 13:52 ให้เขาเอาเสื้อผ้า หรือด้ายแนวตั้งหรือด้ายแนวนอน หรือหนัง หรือป่าน หรือของที่ทำด้วยหนัง 1เผาเสียทั้งหมด เพราะนั่นเป็นโรคเรื้อนร้ายแรงต้องเผาผลาญเสียด้วยไฟ.
ลวต. 13:53 ให้ปุโรหิตตรวจดูถ้าเห็นว่าโรคนั้นไม่ลามออกที่เสื้อผ้าหรือด้ายแนวตั้งหรือด้ายแนวนอน หรือของที่ทำด้วยหนังนั้น
ลวต. 13:54 ให้ปุโรหิตสั่งให้เขาเอาของที่มีโรคเปื้อนอยู่นั้น ไป1ซักล้างเสีย แล้วให้ปุโรหิตกักเก็บของนั้นไว้อีกเจ็ดวัน.
ลวต. 13:55 หลังจากซักแล้วให้ปุโรหิตตรวจดูของที่มีโรคเปื้อนอยู่นั้นอีก ถ้าเห็นว่าการปรากฏของโรคนั้นไม่เปลี่ยน แม้จะไม่ลามไปอีกก็ยังไม่สะอาด ต้องเผาเสียในไฟ เพราะเป็น1เชื้อเรื้อนที่เน่า ไม่ว่าเชื้อเรื้อนนั้นจะอยู่ภายนอกหรือภายใน.
ลวต. 13:56 หลังจากซักล้างแล้วให้ปุโรหิตตรวจดู ถ้าเห็นว่าโรคนั้นจางลง ให้เขา1ฉีกส่วนที่ติดโรคออกจากเสื้อผ้าหรือหนัง หรือด้ายแนวตั้งหรือด้ายแนวนอน.
ลวต. 13:57 ถ้ายังปรากฏขึ้นที่เสื้อผ้าหรือด้ายแนวตั้งหรือด้ายแนวนอน หรือของที่ทำด้วยหนังนั้น นี่เป็นโรคเรื้อนที่ลามออกไปแล้ว ก็ต้องใช้ไฟเผาสิ่งของที่เปื้อนเชื้อโรคนั้น.
ลวต. 13:58 บรรดาเสื้อผ้าหรือด้ายแนวตั้งหรือด้ายแนวนอน หรือสิ่งที่ทำด้วยหนัง ถ้าผ่านการซักล้างและโรคได้หายแล้วก็ต้องซักล้าง1อีกครั้งหนึ่ง และของเหล่านี้จะสะอาด.
ลวต. 13:59 นี้เป็นกฎเกณฑ์ว่าด้วยโรคเรื้อน ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนสัตว์หรือผ้าป่านหรือด้ายแนวตั้งหรือด้ายแนวนอน หรือของที่ทำด้วยหนังสำหรับที่จะกำหนดว่าเป็นของสะอาดหรือของไม่สะอาด.”

คำอธิบาย เลวีติโก บทที่ 13

ลวต. 13:2 ก ลวต.14:56
ลวต. 13:2 1ก โรคเรื้อนเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความบาปที่ร้ายแรงอันบังเกิดจากภายในมนุษย์ เช่น ความบาปของการล่วงละเมิดโดยเจตนา การกระทำตามอำเภอใจและการจงใจต่อต้านพระเจ้า. ดังที่ได้เห็นในกรณีของมิระยาม (อฤธ.12:1–10) เฆฮะซี (2พกษ.5:20–27) และอุซียา (2คนก.26:16–21) โรคเรื้อนมีต้นเหตุมาจากการกบฏต่ออำนาจของพระเจ้า การกบฏต่อตัวแทนอำนาจของพระเจ้า การกบฏต่อหลักเกณฑ์ของพระเจ้า และการกบฏต่อแผนการบริหารของพระเจ้า. ในความหมายของพระคัมภีร์ ความบาปก็คือการกบฏ (1ยฮ.3:4 และคำอธิบาย 3). เหตุฉะนี้ โรคเรื้อนจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความบาป. ตัวอย่างประการแรกของความบาปในพระคัมภีร์คือการที่ซาตานได้กบฏต่อพระเจ้า (ยอค.28:13–18; ยซย.14:12–15) เพราะฉะนั้น ความบาปแห่งการกบฏถูกคิดค้นและตั้งต้นขึ้นโดยลูซีเฟอร์หัวหน้าทูตสวรรค์ซึ่งได้ก่อกบฏ. ในที่สุดความบาปนี้หรือโรคเรื้อนนี้ได้เข้าสู่มนุษยชาติโดยผ่านอาดาม (รม.5:12, 19ก; 7:20). เนื่องจากความบาปได้เข้าสู่ภายในมนุษย์ ก็ได้ก่อให้เกิดความบาปมากมายหลายอย่างในมนุษย์ กล่าวคือการปรากฏอันมากมายของการกบฏ. ฉะนั้นผู้เป็นโรคเรื้อนจึงเป็นตัวแทนของลูกหลานของอาดามที่ตกต่ำ พวกเขาล้วนเป็นโรคเรื้อนกันทั้งหมด. ดู มธ.8:2 คำอธิบาย 1.
อาการบวมผื่นหรือรอยด่างที่อยู่บนผิวหนังของมนุษย์เป็นเครื่องหมายของโรคเรื้อน อาการเหล่านี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการปรากฏทางภายนอกของมนุษย์ในการไร้กฎระเบียบ ความไม่ลงรอยกันกับผู้อื่น และในความทะนงตนและยกชูตนเอง.
ลวต. 13:2 2 แปลตามตรงคือ เนื้อหนัง. เช่นเดียวกันตลอดทั้งบท.
ลวต. 13:2 ข อฤธ.12:10, 14–15; 2คนก.26:21; มธ.8:12
ลวต. 13:2 3 การพาคนมาหาปุโรหิตให้เขาตรวจดูและถูกกักไว้ (ถูกแยกไว้) 7 วัน (ข้อ 2ค–28) เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการพาคนไปอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และอีกด้านหนึ่งพาเขาไปหาผู้ปรนนิบัติพระเจ้าให้เขาตรวจดู และไม่ให้ติดต่อผู้คนในช่วงเวลาที่ครบถ้วนช่วงหนึ่ง.
ลวต. 13:3 ก อซด.4:6; อฤธ.12:10; 2พกษ.5:27
ลวต. 13:3 1ก การที่ขนกลายเป็นสีขาวเป็นเครื่องหมายเล็งว่า กำลังแห่งการประพฤติ ซึ่งก็คือกำลังแห่งการดำเนินชีวิตที่ปกตินั้นกำลังเสื่อมถอยอยู่. ในทางกลับกัน ผมสีดำเป็นเครื่องหมายเล็งว่า คนๆ หนึ่งสามารถเข้มแข็งในวิญญาณและดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างถูกต้องโดยที่เขาได้นอบน้อมต่อพระเจ้า (พพร.5:11 และคำอธิบาย ; เทียบ วว.1:14 และคำอธิบาย 1).
ลวต. 13:3 2 การที่โรคปรากฏลึกลงไปในผิวหนังเป็นเครื่องหมายเล็งว่า มนุษย์ปิดบังการประพฤติที่ผิดพลาดของตนโดยไม่ยอมรับสารภาพ. การที่โรคไม่ปรากฏลึกลงไปในผิวหนังและขนในบริเวณนั้นมิได้กลายเป็นสีขาว (ข้อ 4) เป็นเครื่องหมายเล็งว่า มนุษย์ยอมรับการประพฤติที่ผิดพลาดของตนโดยไม่ปิดบังและกำลังแห่งการประพฤติของเขาก็ไม่ได้เสื่อมถอย.
ลวต. 13:6 1 การที่โรคจางลงมิได้ลามออกไปตามผิวหนัง เป็นเครื่องหมายเล็งว่า ความอ่อนแอของมนุษย์ได้ถูกกลืนกินด้วยชีวิตโดยการงานแห่งการฟื้นฟูที่พระคริสต์ทรงกระทำในตัวของพระองค์เองด้วยพระคุณ คนเช่นนี้จึงได้รับการเยียวยารักษาและถูกฟื้นฟู.
ลวต. 13:10 1 การที่ขนกลายเป็นสีขาวและมีเนื้อแผลสดงอกขึ้น เป็นเครื่องหมายเล็งว่า ความบาปที่เดิมมีนั้นได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เนื่องด้วยความอ่อนกำลังในการประพฤติ.
ลวต. 13:12 1 สภาพการณ์ในข้อ 12–13 เป็นเครื่องหมายเล็งว่า คนๆ หนึ่งที่เต็มไปด้วยความบาปและยินยอมที่จะสารภาพความบาปทั้งหมดของเขาต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าจะได้รับการอภัยและถูกชำระให้สะอาด (1ยฮ.1:9).
ลวต. 13:14 1 กรณีนี้เป็นเครื่องหมายเล็งว่า ความบาปเดิมได้กลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามการที่เนื้อแผลสดเปลี่ยนเป็นสีขาวอีกครั้งหนึ่ง และคนโรคเรื้อนถูกประกาศว่าสะอาด (ข้อ 16–17) เป็นเครื่องหมายเล็งว่า ถ้าความบาปที่กระทำซ้ำได้ถูกสารภาพออกมา ความบาปนั้นจะได้รับการอภัยและชำระ (1ยฮ.1:9)
ลวต. 13:18 1 การที่โรคเรื้อนผุดขึ้นที่แผลฝีนั้น (ข้อ 18–20) เป็นเครื่องหมายเล็งว่า หลังจากมนุษย์ได้รับความรอด การดำเนินชีวิตทางภายนอกของเขาอ่อนแอลง (ขนกลายเป็นสีขาว) และมีประเด็นใหม่ที่อ่อนแอได้ปรากฏในการประพฤติของเขา.
ลวต. 13:24 1 สภาพการณ์ในข้อ 24–25 เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการประพฤติตนโดยเนื้อหนังของมนุษย์ที่ได้รับความรอดคนหนึ่ง เช่นการบันดาลโทสะ การยกย่องว่าตนเองชอบธรรม และการไม่ยอมที่จะให้อภัยผู้อื่น คืออาการของโรคเรื้อนฝ่ายวิญญาณ.
ลวต. 13:29 1 ในพระคัมภีร์ ศีรษะ โดยเฉพาะผมที่อยู่บนศีรษะเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสง่าราศีของมนุษย์ (1กธ.11:7, 15) ส่วนเคราเกี่ยวข้องกับความมีเกียรติหรือศักดิ์ศรีของมนุษย์. การติดโรคที่ศีรษะและที่เคราบ่งชี้ว่า โรคเรื้อน (ความบาปของการกบฏ) ง่ายที่จะซ่อนอยู่ในสง่าราศีและศักดิ์ศรีของมนุษย์.
โรคบนศีรษะเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการมีปัญหาในการนอบน้อมต่ออำนาจและในทัศนะแห่งความคิด (เทียบ 2กธ.10:5; 2ตธ.3:8). โรคอันเกิดที่เคราเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการให้เกียรติตนเอง และการเสาะแสวงหาการยกชูจากคนอื่น (เทียบ มธ.6:1-6; ลก.11:43; 14:7–11).
ลวต. 13:30 1 ขนบางๆ สีเหลืองเป็นเครื่องหมายเล็งว่า กำลังของการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ปกติค่อยๆ เสื่อมถอยเนื่องจากมนุษย์ไม่นอบน้อมต่อพระคำของพระเจ้า ดู ข้อ 3 คำอธิบาย 1.
ลวต. 13:31 1 โรคปรากฏไม่ลึกกว่าผิวหนัง เป็นเครื่องหมายเล็งว่า มนุษย์ไม่ได้ปกปิดความบาปของตน ไม่มีขนดำๆ ที่บริเวณนั้น เป็นเครื่องหมายเล็งว่าเขาไม่มีกำลังในการต้านทานความบาปของตน.
ลวต. 13:33 1 การโกนหนวดแต่ไม่โกนศีรษะเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการจัดการกับการให้เกียรติตนเองและการแสวงหาการยกชูจากคนอื่น แต่คงไว้ซึ่งการนอบน้อมต่ออำนาจ (เทียบ 1กธ.11:10, 15).
ลวต. 13:34 1 เสื้อผ้าเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการประพฤติของเรา (ยซย.64:6). การซักเสื้อผ้าเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการล้างออกซึ่งด่างพร้อยของจุดอ่อนในการประพฤติ การล่วงละเมิด ข้อบกพร่อง ถ้อยคำของการกบฏและการกระทำที่ไม่ถูกต้องโดยอาศัยพระโลหิตของพระคริสต์ก่อน จากนั้นโดยพระวิญญาณนั้น (วว.7:14; 1กธ.6:11).
ลวต. 13:37 1 แปลตามตรงคือ เขา.
ลวต. 13:37 2 การที่ขนดำงอกขึ้นที่บริเวณนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งว่า กำลังฝ่ายวิญญาณของคนๆ หนึ่งที่มีเพื่อการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ปกติ ได้รับการเพิ่มพูนในขณะที่เขากำลังอ่อนแออยู่.
ลวต. 13:38 1 รอยด่างสีขาวเป็นเครื่องหมายเล็งถึงโรคที่โอ้อวดตนเอง (เทียบ มธ.6:1–6). รอยด่างเป็นสีขาวขุ่น (ข้อ 39) เป็นเครื่องหมายเล็งว่ามนุษย์ได้ถ่อมตนเองลงและได้รับการฟื้นฟูจากโรคที่โอ้อวดตนเอง.
ลวต. 13:40 1 ผมร่วงจากศีรษะ หรือร่วงจากหน้าผากและขมับ (ข้อ 41—หัวเถิก) เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการสูญเสียการนอบน้อมต่ออำนาจ ทว่าไม่ได้บกฏต่อหน้ามนุษย์ กล่าวคือไม่มีอาการของโรคเรื้อน (ข้อ 42–44).
ลวต. 13:44 ก อฤธ.12:10, 14–15; 2คนก.26:21; มธ.8:2
ลวต. 13:45 1 การที่ผู้เป็นโรคเรื้อนสารภาพการติดโรคเรื้อนของตนเองต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย (ข้อ 45–46) เป็นเครื่องหมายเล็งว่า คนบาปสารภาพความบาปของตนเองต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย. การฉีกเสื้อผ้าของตนเองเป็นเครื่องหมายของการยอมรับว่าตนล้มละลายในด้านศีลธรรม. การปล่อยผมเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการขาดการนอบน้อมต่ออำนาจอย่างสิ้นเชิง การไร้กฎระเบียบและการกระทำตามอำเภอใจ. การปิดริมฝีปากบนไว้เป็นเครื่องหมายบ่งชี้ว่า ทุกสิ่งที่ออกมาจากผู้เป็นโรคเรื้อน (คนบาป) ล้วนเป็นมลทินและสามารถติดต่อผู้อื่นได้ทั้งนั้น และยังบ่งชี้ว่า ไม่ควรที่จะไปติดต่อเขา. การร้องว่า “ไม่สะอาด ไม่สะอาด” ชี้ถึงการปรับโทษตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง. การอยู่แต่ลำพังภายนอกค่าย (ข้อ 46) เป็นเครื่องหมายเล็งว่า บุคคลที่กระทำบาปควรอยู่นอกชีวิตคริสตจักร และถูกแยกออกจากการสามัคคีธรรมท่ามกลางพลไพร่ของพระเจ้า (1กธ.5:13).
ลวต. 13:46 ก อฤธ.5:2–3; 12:14–15; เทียบ 2พกษ.7:3; 15:5; 2คนก.26:21; ลก.17:12; 2ยฮ.11
ลวต. 13:47 ก เทียบ ยด.23; วว.3:4
ลวต. 13:47 1ก โรคเรื้อนในเสื้อผ้า (ข้อ 47–59) เป็นเครื่องหมายเล็งถึงความมลทินในการดำเนินชีวิตทางภายนอก การประพฤติตน การติดต่อคน ฯลฯ ของมนุษย์.
ลวต. 13:47 2 เนื่องจากขนสัตว์เป็นของที่อ่อนนุ่ม เสื้อผ้าขนสัตว์จึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความอ่อนโยนของบุคคลในการประพฤติตน และในการติดต่อคน เป็นต้น. ผ้าป่านเป็นของที่บริสุทธิ์และเรียบๆ ฉะนั้นเสื้อผ้าป่านจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการประพฤติ การติดต่อคน ฯลฯ ด้วยความเรียบง่าย. เสื้อที่ทำด้วยหนัง (ข้อ 48) เป็นของที่ทำให้อบอุ่น ฉะนั้นเสื้อที่ทำด้วยหนังจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่มนุษย์มีการประพฤติ การติดต่อคน ฯลฯ ด้วยความอบอุ่น ดังที่มีเสื้อผ้าสามชนิดเป็นเครื่องหมาย การประพฤติของเราควรที่จะอ่อนโยน บริสุทธิ์ เรียบง่าย และอบอุ่นโดยไม่มีอาการของโรคเรื้อนซึ่งก็คือ การปรากฏของความบาปและการกบฏ.
ลวต. 13:48 1 ด้ายแนวตั้งในเสื้อผ้าที่ถูกถักทอนั้นไปจากด้านบนสู่ด้านล่าง ส่วนด้ายแนวนอนไปจากด้านซ้ายสู่ด้านขวา. ฉะนั้น ด้ายแนวตั้งจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการประพฤติทางภายนอกของเราที่มีต่อพระเจ้า และความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ส่วนด้ายแนวนอนเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการประพฤติทางภายนอกของเราที่มีต่อผู้อื่น. การประพฤติตนในชีวิตประจำวันของเราคือการถักทอทั้งตามแนวตั้งและแนวนอนอันเกี่ยวข้องกับพระเจ้าและมนุษย์. เราต้องมีความถูกต้องกับทั้งพระเจ้าและมนุษย์ กล่าวคือในเสื้อผ้าของเรา (การประพฤติของเรา) ไม่ควรมีโรคเรื้อน คือการกบฏ ไม่ว่าจะอยู่บนเส้นด้ายแนวตั้งหรือเส้นด้ายแนวนอน (ไม่ว่าต่อพระเจ้าหรือต่อมนุษย์).
ลวต. 13:49 1 การที่โรคเกิดเป็นสีเขียวหรือสีแดงบนเสื้อผ้านั้น เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติและแปลกประหลาดในการดำเนินชีวิตและการประพฤติของบุคคลคนหนึ่ง. การที่โรคลามออกไปในเสื้อผ้ากลายเป็นโรคเรื้อนร้ายแรง (ข้อ 51) ชนิดที่ลามออกไปจนกัดกินเนื้อหนังนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งว่า ความบาปแพร่กระจายอยู่ในบุคคลคนหนึ่งโดยการกลืนกินคนนั้นและทวีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้น.
ลวต. 13:49 ก มธ.8:4; มก.1:44; ลก.5:14; 17:14
ลวต. 13:52 1 การเอาเสื้อผ้าเผาด้วยไฟทั้งหมด เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการขจัดไปซึ่งการดำเนินชีวิตและการประพฤติที่มีบาปและมลทินโดยการจัดการกับมันอย่างเข้มแข็งด้วยกางเขนของพระคริสต์ (ฆต.5:19–24).
ลวต. 13:54 1 การเอาเสื้อที่เปื้อนด้วยโรคแต่ไม่ได้ลามไปนั้นไปซักล้างเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการจัดการกับจุดอ่อนที่น่าสงสัยในการดำเนินชีวิตและการประพฤติของบุคคลคนหนึ่งโดยพระวิญญาณแห่งการชำระของพระเจ้า ซึ่งถูกเปรียบเป็นน้ำเพื่อการชำระ (1กธ.6:11; ตต.3:5).
ลวต. 13:55 1 โรคที่เป็นเชื้อเรื้อนที่เน่านั้นเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก นี่เป็นเครื่องหมายเล็งว่า ความบาปที่กัดกร่อนได้ทวีความร้ายแรงและซึมเข้าไปที่ลึก แม้ว่าได้กลับใจและสารภาพบาปแล้ว แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในลักษณะทางภายนอก. ความบาปชนิดนี้สามารถครอบครองมนุษย์และกลืนกินเขาจนหมดตัว.
ลวต. 13:56 1 การฉีกส่วนที่ติดโรคและจางลงออกจากเสื้อผ้าเป็นเครื่องหมายเล็งว่า การขจัดจุดอ่อนที่น่าสงสัยในการดำเนินชีวิตและการประพฤติของบุคคลคนหนึ่งโดยการจัดการอันถี่ถ้วน. การที่โรคยังปรากฏขึ้นที่เสื้อผ้า (ข้อ 57) เป็นเครื่องหมายเล็งว่า จุดอ่อนของบุคคลปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ถูกจัดการและขจัดแล้ว.
ลวต. 13:58 1 การซักเสื้อผ้าอีกครั้งหนึ่งหลังจากโรคเรื้อนได้หายแล้วเป็นเครื่องหมายเล็งว่า หลังจากที่จุดอ่อนของบุคคลคนหนึ่งได้ผ่านการจัดการแล้ว ยังควรมีการจัดการอีกครั้งที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง.
สารบัญ