ดานิเอล บทที่ 9
3. เกี่ยวกับอิสราเอลในเจ็ดสิบสัปตที่กำหนดไว้สำหรับพวกเขา
9:1-27
9:1-27
(1) ปีที่ได้รับนิมิต (ประมาณ 538 ปีก่อนคริสตศักราช)
ข้อ 1-2ก
ข้อ 1-2ก
ดนอ.
9:1 ในปีที่หนึ่งแห่งรัชกาลกดาระยาศบุตรชายของอะหัศวะโรศ พงศ์พันธุ์ของคนมีเดีย ผู้ได้เป็นกษัตริย์เหนืออาณาจักรของคนเคเซ็ด
ดนอ.
9:2 ในปีที่หนึ่งแห่งรัชกาลของท่าน
(2) สาเหตุของนิมิต
ข้อ2ข
ข้อ2ข
ข้าพเจ้าดานิเอลได้เข้าใจใน1หนังสือคัมภีร์ถึงจำนวนปี ซึ่งพระคำของพระยะโฮวาได้มาถึงยิระมะยาผู้เผยพระวจนะ เกี่ยวกับการครบกำหนดแห่งความรกร้างของกรุงเยรูซาเล็มคือ กเจ็ดสิบปี
(3) หนทางที่จะได้รับนิมิต
ข้อ 3-23
ข้อ 3-23
ดนอ.
9:3 แล้วข้าพเจ้าก็หันหน้าไปยังพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า 1แสวงหา[พระองค์]ในกการอธิษฐานและการอ้อนวอน ทั้งด้วยการอดอาหาร และนุ่งห่มผ้ากระสอบและ[นั่งบน]ขี้เถ้า.
ดนอ.
9:4 ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระยะโฮวาพระเจ้าของข้าพเจ้า และสารภาพว่า ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า กพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ผู้ทรงถือรักษาพันธสัญญาและขความเอ็นดูรักใคร่ต่อผู้ที่รักพระองค์และถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์
ดนอ.
9:5 เราทั้งหลายได้กทำบาป และทำความบาปชั่ว เราได้กระทำการชั่วและกบฏ ได้หันจากพระบัญญัติและคำตัดสินของพระองค์.
ดนอ.
9:6 เราไม่ได้เชื่อฟังบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้กล่าวในพระนามของพระองค์ต่อบรรดากษัตริย์ของเราทั้งหลาย ทั้งต่อบรรดาหัวหน้าและบรรพบุรุษของเรา รวมทั้งพลไพร่ทั้งสิ้นของดินแดน.
ดนอ.
9:7 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ความชอบธรรมเป็นของพระองค์ แต่ความขายหน้าเป็นของพวกเราจนถึงทุกวันนี้ [คือ]คนยูดา ผู้อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม และอิสราเอลทั้งหมด ทั้งผู้อยู่ใกล้และอยู่ไกลออกไปในดินแดนทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงขับไล่พวกเขาไปนั้น เพราะเหตุการล่วงละเมิด ซึ่งพวกเขาได้ล่วงละเมิดต่อสู้พระองค์.
ดนอ.
9:8 โอ พระยะโฮวา ความขายหน้าเป็นของเราทั้งหลาย คือกษัตริย์ หัวหน้า และบรรพบุรุษของพวกเรา เพราะเราทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์.
ดนอ.
9:9 พระกรุณาและการอภัยเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเราทั้งหลาย เพราะพวกเราได้กบฏต่อพระองค์
ดนอ.
9:10 และไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยะโฮวาพระเจ้าของเราทั้งหลาย ไม่ดำเนินตามคำชี้แนะของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงตั้งไว้ต่อหน้าเราทั้งหลายผ่านมือของบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์.
ดนอ.
9:11 แน่ทีเดียว อิสราเอลทั้งหมดได้ล่วงละเมิดต่อกฎบัญญัติของพระองค์และได้หันเหไปเสีย ไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงพระองค์ ดังนั้นกคำแช่งสาปจึงได้เทลงเหนือเราทั้งหลาย คือคำปฏิญาณซึ่งจารึกไว้ในกฎบัญญัติของโมเซผู้รับใช้ของพระเจ้า เพราะพวกเราได้ทำบาปต่อพระองค์.
ดนอ.
9:12 พระองค์ได้ทรงยืนยันถ้อยคำของพระองค์ ซึ่งพระองค์กตรัสกล่าวโทษเราทั้งหลาย และกล่าวโทษผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาพวกเรา โดยนำวิบัติอย่างใหญ่หลวงมาเหนือเราทั้งหลาย เพราะภายใต้ฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดที่ได้กระทำเหมือนที่ได้ขกระทำในเยรูซาเล็ม.
ดนอ.
9:13 ดังที่ได้จารึกไว้ในกฎบัญญัติของโมเซแล้ว วิบัติทั้งสิ้นก็ได้ตกอยู่เหนือเราทั้งหลายแล้ว แต่เรายังไม่ได้วอนขอความโปรดปรานจากพระยะโฮวาพระเจ้าของเราทั้งหลายโดยการหันจากความบาปชั่วของเราและใส่ใจต่อหลักความจริงของพระองค์.
ดนอ.
9:14 เพราะฉะนั้นพระยะโฮวาทรงเตรียมภัยวิบัติไว้พร้อม และได้ทรงนำมาเหนือเราทั้งหลาย เพราะพระยะโฮวาพระเจ้าของเราทั้งหลายทรงเป็นผู้ชอบธรรมในพระราชกิจทั้งสิ้นซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ แต่พวกเราไม่ได้เชื่อฟังพระสุรเสียงพระองค์.
ดนอ.
9:15 โอ องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้าของเราทั้งหลาย ผู้ทรงกนำชนชาติของพระองค์ออกจากดินแดนอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และได้ทำให้พระนามเลื่องลือมาจนทุกวันนี้ เราทั้งหลายได้ทำบาปและเราทั้งหลายได้ทำชั่ว.
ดนอ.
9:16 โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ตาม1ความชอบธรรมทั้งสิ้นที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระองค์ ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ความกริ้วและพระพิโรธของพระองค์หันไปจากเยรูซาเล็มเมืองของพระองค์ กภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์ เพราะเหตุความบาปของเราทั้งหลาย และความบาปชั่วของบรรพบุรุษของเราทั้งหลาย เยรูซาเล็มและพลไพร่ของพระองค์จึงกลายเป็นที่ด่าประณามสำหรับผู้คนทั้งสิ้นที่อยู่รอบข้างเรา.
ดนอ.
9:17 โอ พระเจ้าของเราทั้งหลาย บัดนี้ขอพระองค์สดับฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์และคำอ้อนวอนของเขา และกระทำให้พระพักตร์ของพระองค์กส่องสว่างเหนือสถานที่บริสุทธิ์ของพระองค์ซึ่งรกร้างไปนั้น เพื่อเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า.
ดนอ.
9:18 โอ พระเจ้าของข้าพเจ้า ขอทรงเงี่ยพระกรรณกฟัง ขอทรงลืมพระเนตรดูความรกร้างของเราทั้งหลาย ทั้งเมืองซึ่งถูกเรียกตามพระนามของพระองค์ เพราะว่าเราทั้งหลายไม่ได้ถวายคำอ้อนวอนต่อพระพักตร์พระองค์บนพื้นฐานของความชอบธรรมที่เราได้กระทำ แต่บนพื้นฐานของพระกรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์.
ดนอ.
9:19 โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงฟัง! โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงอภัย! โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดสดับฟังและกระทำการ! ขออย่าทรงล่าช้าเลยเพื่อเห็นแก่พระองค์เอง โอ พระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะว่าเมืองของพระองค์ และพลไพร่ของพระองค์ถูกเรียกตามพระนามของพระองค์เอง.
ดนอ.
9:20 ขณะที่ข้าพเจ้ายังคงพูด อธิษฐานกสารภาพความบาปของข้าพเจ้าและความบาปของอิสราเอลชนชาติของข้าพเจ้า และถวายคำอ้อนวอนต่อพระยะโฮวาพระเจ้าของข้าพเจ้าเพื่อภูเขาบริสุทธิ์ของพระเจ้าของข้าพเจ้า.
ดนอ.
9:21 ขณะเมื่อข้าพเจ้ากล่าวคำอธิษฐาน 1กฆับรีเอลคนนั้น ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตครั้งแรกนั้น ได้มาถึงข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าอ่อนล้าจนหมดเรี่ยวแรง ในเวลาขถวายเครื่องบูชาตอนเย็น.
ดนอ.
9:22 ท่านได้แจ้งและกล่าวกับข้าพเจ้าว่า ดานิเอลเอ๋ย เราออกมา ณ บัดนี้ เพื่อเจ้าจะเข้าใจได้โดยความเข้าใจลึกซึ้งที่เรามอบให้
ดนอ.
9:23 เมื่อเจ้าเริ่มอ้อนวอนคำบัญชาก็ปรากฏทันที เราจึงมาบอกให้เจ้าทราบ เพราะตัวเจ้าเองเป็นกความล้ำค่า เพราะฉะนั้นจงทำความเข้าใจเรื่องราวและพิจารณานิมิตนั้น.
(4) เนื้อหาของนิมิต — เจ็ดสิบสัปต
ข้อ 24-27
ข้อ 24-27
ดนอ.
9:24 มี1เจ็ดสิบสัปตกำหนดไว้สำหรับชนชาติของเจ้าและเมืองบริสุทธิ์ของเจ้าเพื่อให้ยุติการล่วงละเมิด 2ให้ความบาปจบสิ้น และให้กระงับข้อพิพาทที่มีต่อความบาปชั่ว เพื่อนำ3ขความชอบธรรมที่นิรันดร์เข้ามา เพื่อ4ผนึกตราทั้งนิมิตและคำพยากรณ์ไว้ และเพื่อจะ5คชโลมที่บริสุทธิ์สุด.
ดนอ.
9:25 เพราะฉะนั้นจงทราบและเข้าใจว่า นับตั้งแต่ประกาศกฤษฎีกาให้กฟื้นสภาพและสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จนถึง[สมัยของ]ขพระมาซีฮาคองค์เจ้านายก็เป็นเวลา1เจ็ดสัปตและ1หกสิบสองสัปต เมืองนั้นจะถูกสร้างขึ้นใหม่พร้อมด้วย2ถนนและคูเมือง กระทั่งในเวลาที่ยากลำบาก.
ดนอ.
9:26 หลังจากหกสิบสองสัปตะแล้ว พระมาซีฮาจะถูก1กตัดออกและจะไม่มีอะไรเหลือ และขชนชาติของ2เจ้านายผู้ที่จะมานั้นจะทำลายเมืองและคสถานที่บริสุทธิ์ และที่สุดปลายของมันจะมีน้ำท่วม และจะมี3สงครามไปจนถึงที่สุด ความรกร้างนั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว.
ดนอ.
9:27 1เขาจะทำพันธสัญญาอย่างมั่นคงกับคนเป็นอันมากอยู่หนึ่งสัปต และเมื่อถึงกกลางสัปตนั้น เขาจะทำให้การถวายสัตวบูชาและเครื่องบรรณาการอื่นๆ หยุดไป และ2จะแทนที่เครื่องสัตวบูชาและเครื่องบรรณาการอื่นๆ ด้วย3ขสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของผู้ที่ทำให้เกิดความรกร้าง จนความครบถ้วนของการทำลายล้างที่ได้กำหนดไว้จะถูกเทลงบนผู้ที่ทำให้เกิดความรกร้างนั้น.
คำอธิบาย ดานิเอล บทที่ 9
ดนอ.
9:1 ก ดนอ.5:31; 6:28
ดนอ.
9:2 1 การที่ดานิเอลเข้าใจคำพยากรณ์ที่อยู่ใน ยรม.25:11–12 และ 29:10–14 เกี่ยวกับการตกเป็นเชลยของอิสราเอลเป็นเวลาเจ็ดสิบปี ก่อนที่ชาวอิสราเอลที่เหลืออยู่จะกลับมายังกรุงเยรูซาเล็มนั้น (2คนก.36:21–23) เป็นเหตุให้ดานิเอลได้รับนิมิตเรื่องเจ็ดสิบสัปตที่บันทึกไว้ในบทนี้.
ดนอ.
9:2 ก 2คนก.36:21; ยรม.25:11-12; 29:10; ซคย.7:5
ดนอ.
9:3 1 ดานิเอลถูกจับเป็นเชลยในบาบิโลน (ข้อ 1–2ก); ใจของเขาตั้งมั่นอย่างสิ้นเชิงอยู่ที่พระเจ้ากับพลไพร่ของพระองค์, พระวิหารของพระองค์ และเมืองบริสุทธิ์ของพระองค์ เพื่ออาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก (ข้อ 2ข–19); และเขาอยู่ในวิญญาณของเขา เขาจดจ่ออยู่กับการอธิษฐานและการอ้อนวอนต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง (ข้อ 20–23). ดังนั้น เขาจึงมีจุดยืนที่ถูกต้องและมุมมองที่ถูกต้องที่จะต้อนรับการเปิดเผยและมองเห็นนิมิตจากพระเจ้า (เทียบ วว.1:9 คำอธิบาย 3, ข้อ 10 คำอธิบาย 1 และข้อ 12 คำอธิบาย 1).
ดนอ.
9:3 ก นฮย.1:4; ยรม.29:12-13; ดนอ.6:10; ยก.4:8-10
ดนอ.
9:4 ก นฮย.1:5; 9:32
ดนอ.
9:4 ข อซด.20:6; พบญ.7:9
ดนอ.
9:5 ก ดนอ.9:15; 1พกษ.8:47-48; 2คนก.6:37; นฮย.1:6-7; บพส.106:6
ดนอ.
9:11 ก ลวต.26:16; พบญ.27:15; 28:15; 29:20; 30:17-18
ดนอ.
9:12 ก ซคย.1:6
ดนอ.
9:12 ข พรท.1:12; 2:13; ยอค.5:9
ดนอ.
9:15 ก อซด.6:1, 6; 32:11; 1พกษ.8:51
ดนอ.
9:16 1 แปลตามตรงคือ ความชอบธรรมทั้งหลายของพระองค์.
ดนอ.
9:16 ก ดนอ.9:20; ซคย.8:3
ดนอ.
9:17 ก อฤธ.6:25; บพส.67:1; 80:3, 7, 19
ดนอ.
9:18 ก 2พกษ.19:16; ยซย.37:17
ดนอ.
9:20 ก บพส.32:5
ดนอ.
9:21 ก ดนอ.8:16; ลก.1:19
ดนอ.
9:21 1ก ในคำอธิษฐานอย่างเอาเป็นเอาตายของดานิเอลนั้น เขาได้สารภาพทั้งความบาปของตนเองและความบาปของอิสราเอลชนชาติของเขา (ข้อ 3–15) และทูลขอให้พระเจ้าทรงฟื้นฟูดินแดนบริสุทธิ์, นำพลไพร่ของพระองค์กลับมา และก่อสร้างเมืองบริสุทธิ์ขึ้นใหม่ (ข้อ 16–19). พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเขาโดยใช้ทูตสวรรค์ฆับรีเอลมาประกาศข่าวเกี่ยวกับเรื่องเจ็ดสิบสัปต (ข้อ 20–27). คำตอบนี้เกินกว่าที่ดานิเอลได้ทูลขอไว้.
ดนอ.
9:21 ข 1พกษ.18:36
ดนอ.
9:23 ก ดนอ.10:11, 19
ดนอ.
9:24 1 เนื้อหาของนิมิตที่ดานิเอลได้รับคือ เจ็ดสิบสัปต ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับพลไพร่ของพระองค์และเมืองบริสุทธิ์ของพระองค์. จุดประสงค์ของเจ็ดสิบสัปตคือ เพื่อยุติการล่วงละเมิด, ทำให้ความบาปจบสิ้น, ระงับข้อพิพาทที่มีต่อความบาปชั่ว, นำความชอบธรรมที่นิรันดร์เข้ามา, ผนึกตรานิมิตและคำพยากรณ์ และชโลมที่บริสุทธิ์สุด. ในสิ่งทรงสร้างเก่าภายใต้การปกครองของมนุษย์นั้น การล่วงละเมิด, ความบาป และความบาปชั่วยังคงมีอยู่ทั่วไป แต่เมื่อพระคริสต์เสด็จมาเพื่อบดขยี้การปกครองของมนุษย์ (2:34–35) ตามเวลาที่กำหนดไว้ การล่วงละเมิดจะถูกยุติ, ความบาปจะจบสิ้น และความบาปชั่วช้าจะได้รับการระงับข้อพิพาท. จากนั้นความชอบธรรมที่นิรันดร์ก็จะถูกนำเข้ามา, นิมิตและคำพยากรณ์จะถูกผนึกตรา และที่บริสุทธิ์สุดจะได้รับการชโลม.
ดนอ.
9:24 2 หรือ ถูกผนึกตราไว้.
ดนอ.
9:24 ก ยซย.53:10; ฮร.9:12
ดนอ.
9:24 ข ยซย.53:11; ยรม.23:5-6; รม.3:21-22
ดนอ.
9:24 3ข เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาและยุคนี้สำเร็จสุดยอดก็จะไม่มีความอธรรมบนแผ่นดินโลกอีกต่อไป. หลังจากการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า คนชั่วร้ายและสิ่งชั่วร้ายทั้งสิ้นบนโลกจะถูกกวาดลงสู่บึงไฟ (มธ.13:30; 25:32–33, 41; วว.19:19–21) และซาตานจะถูกมัดและโยนลงสู่เหวลึก (วว.20:1–3). เมื่อสิ้นสุดอาณาจักรพันปี บรรดาประชาชาติที่ถูกซาตานหลอกลวง (พร้อมทั้งซาตาน) จะถูกกำจัดออกไปในการกบฏครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติที่มีต่อพระเจ้า (วว.20:7–10) และหลังจากอาณาจักรพันปี คนตายที่ไม่เชื่อและพวกผีโสโครกจะถูกสะสางผ่านการพิพากษาที่พระที่นั่งใหญ่สีขาว (วว.20:11–15). เริ่มตั้งแต่อาณาจักรพันปีเป็นต้นไปจะมีอาณาจักรที่นิรันดร์ของพระคริสต์พร้อมด้วยความชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งก็คือความชอบธรรมที่นิรันดร์. ในอาณาจักรพันปี พระคริสต์จะทรงเป็นองค์ผู้ชอบธรรม (ยรม.23:5) และจะทรงปกครองอาณาจักรพันปีด้วยความชอบธรรม (ยซย.11:4–5). ในที่สุด ในโลกนิรันดร์ ความชอบธรรมจะดำรงอยู่ในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ตลอดไปเป็นนิตย์ (2ปต.3:13 และคำอธิบาย 3).
ดนอ.
9:24 4 การผนึกตรานิมิตและคำพยากรณ์ คือการสิ้นสุดยุคแห่งข้อลับลึกเมื่อเสียงแตรที่เจ็ดดังขึ้น (วว.10:7 และคำอธิบาย 2). เนื่องจากข้อลับลึกทั้งสิ้นของพระเจ้าจะถูกทำให้สำเร็จเป็นจริง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีนิมิตหรือคำพยากรณ์อีกต่อไป. ในยุคแห่งอาณาจักรจะมีเพียงกษัตริย์และปุโรหิต (วว.20:6) แต่จะไม่มีผู้เผยพระวจนะ.
ดนอ.
9:24 ค เทียบ อซด.30:26; 40:9
ดนอ.
9:24 5ค ในเวลาที่ดานิเอลอธิษฐานนั้น ที่บริสุทธิ์สุดได้ถูกทำให้แปดเปื้อน, เป็นมลทิน และถูกทำลายล้าง แต่เมื่อเวลาที่กำหนดไว้มาถึง ที่บริสุทธิ์สุดจะได้รับการชโลมอย่างเหมาะสม. กรณีนี้หมายความว่าการปรนนิบัติที่มีต่อพระเจ้าจะได้รับการฟื้นฟู (ดู 11:31 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2 และ 12:11 คำอธิบาย 2 และข้อ 12 คำอธิบาย 1).
ดนอ.
9:25 ก นฮย.2:5-8
ดนอ.
9:25 ข ยฮ.1:20, 41; เทียบ ลก.4:18
ดนอ.
9:25 ค ยซย.55:4
ดนอ.
9:25 1 เจ็ดสิบสัปตแบ่งออกเป็นสามส่วน โดยหนึ่งสัปตมีความยาวเจ็ดปี (ดู “แผนผังเจ็ดสิบสัปตและการเสด็จมาของพระคริสต์ พร้อมกับการถูกรับขึ้นไปของวิสุทธิชนทั้งหลาย” ท้ายพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่). ส่วนแรก เจ็ดสัปต (สี่สิบเก้าปี) นับตั้งแต่เวลาที่ประกาศกฤษฎีกาให้ฟื้นสภาพและสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ (นฮย.2:1–8) จนการก่อสร้างสำเร็จครบถ้วน. ส่วนที่สอง หกสิบสองสัปต (สี่ร้อยสามสิบสี่ปี) นับตั้งแต่เวลาที่ก่อสร้างกรุงเยรูซาเล็มเสร็จจนถึงเวลาที่พระมาซีฮาถูกตัดออก (ตรึงกางเขน) (ข้อ 26). ส่วนที่สาม สัปตสุดท้าย ซึ่งมีระยะเวลาเจ็ดปี เป็นช่วงที่ผู้ต่อต้านพระคริสต์จะทำพันธสัญญาอย่างมั่นคงกับชนชาติอิสราเอล (ข้อ 27).
ในระหว่างหกสิบเก้าสัปตแรกกับสัปตสุดท้ายของเจ็ดสิบสัปตนั้นมีช่องว่างที่ไม่ทราบระยะเวลาคั่นอยู่. ช่องว่างนี้คือยุคแห่งข้อลับลึก ซึ่งก็คือยุคพระคุณ ยุคคริสตจักร (อฟ.3:3–11; 5:32; กซ.1:27). ในระหว่างยุคนี้ พระคริสต์ทรงกำลังก่อสร้างคริสตจักรขึ้นอย่างลับๆ และลับลึกในสิ่งทรงสร้างใหม่ เพื่อมาเป็นพระกายของพระองค์และเป็นเจ้าสาวของพระองค์ (อฟ.5:25–32). เมื่อสิ่งทรงสร้างใหม่สุกงอมในชีวิตแล้ว ก็จะถูกเชื่อมต่อกับพระคริสต์และกลายเป็นหนึ่งกับพระองค์ เพื่อเป็นคู่ครองของพระองค์ (วว.19:7–9). เมื่อสิ้นสุดสัปตสุดท้ายของเจ็ดสิบสัปต หลังจากพระคริสต์สมรสกับเจ้าสาวของพระองค์แล้ว พระองค์พร้อมด้วยกองทัพเจ้าสาวจะเสด็จมาในฐานะศิลาที่ถูกตัดออกมิใช่ด้วยมือมนุษย์ และจะทรงบดขยี้ปฏิมากรใหญ่รูปมนุษย์ตั้งแต่นิ้วเท้าจนถึงศีรษะ ทำลายการปกครองของมนุษย์ที่ต่อสู้กับพระเจ้าโดยตรง. ปัญหาของการปกครองของมนุษย์ในสิ่งทรงสร้างเก่าจะได้รับการแก้ไขผ่านการบดขยี้นี้. แล้วพระคริสต์พร้อมด้วยผู้มีชัยชนะของพระองค์จะเพิ่มพูนจนกลายเป็นภูเขาใหญ่เติมเต็มทั่วแผ่นดินโลก (2:34–35 และคำอธิบาย).
ในระหว่างหกสิบเก้าสัปตแรกกับสัปตสุดท้ายของเจ็ดสิบสัปตนั้นมีช่องว่างที่ไม่ทราบระยะเวลาคั่นอยู่. ช่องว่างนี้คือยุคแห่งข้อลับลึก ซึ่งก็คือยุคพระคุณ ยุคคริสตจักร (อฟ.3:3–11; 5:32; กซ.1:27). ในระหว่างยุคนี้ พระคริสต์ทรงกำลังก่อสร้างคริสตจักรขึ้นอย่างลับๆ และลับลึกในสิ่งทรงสร้างใหม่ เพื่อมาเป็นพระกายของพระองค์และเป็นเจ้าสาวของพระองค์ (อฟ.5:25–32). เมื่อสิ่งทรงสร้างใหม่สุกงอมในชีวิตแล้ว ก็จะถูกเชื่อมต่อกับพระคริสต์และกลายเป็นหนึ่งกับพระองค์ เพื่อเป็นคู่ครองของพระองค์ (วว.19:7–9). เมื่อสิ้นสุดสัปตสุดท้ายของเจ็ดสิบสัปต หลังจากพระคริสต์สมรสกับเจ้าสาวของพระองค์แล้ว พระองค์พร้อมด้วยกองทัพเจ้าสาวจะเสด็จมาในฐานะศิลาที่ถูกตัดออกมิใช่ด้วยมือมนุษย์ และจะทรงบดขยี้ปฏิมากรใหญ่รูปมนุษย์ตั้งแต่นิ้วเท้าจนถึงศีรษะ ทำลายการปกครองของมนุษย์ที่ต่อสู้กับพระเจ้าโดยตรง. ปัญหาของการปกครองของมนุษย์ในสิ่งทรงสร้างเก่าจะได้รับการแก้ไขผ่านการบดขยี้นี้. แล้วพระคริสต์พร้อมด้วยผู้มีชัยชนะของพระองค์จะเพิ่มพูนจนกลายเป็นภูเขาใหญ่เติมเต็มทั่วแผ่นดินโลก (2:34–35 และคำอธิบาย).
ดนอ.
9:25 2 ชี้ถึงลานกว้างของเมือง หรือ พื้นที่เปิดโล่งด้านหน้าพระวิหาร.
ดนอ.
9:26 ก ยซย.53:8; มก.9:12; ลก.24:26, 46; 1กธ.15:3
ดนอ.
9:26 1ก สิ่งนี้ชี้ถึงการตรึงตายของพระคริสต์ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดสิ่งทรงสร้างเก่า รวมทั้งการปกครองของมนุษย์ที่อยู่ในสิ่งทรงสร้างเก่า และเป็นการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ของสิ่งทรงสร้างใหม่ของพระเจ้าผ่านการเป็นขึ้นของพระคริสต์ (1ปต.1:3) โดยมีอาณาจักรที่นิรันดร์ของพระเจ้าเป็นการบริหารปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ในสิ่งทรงสร้างใหม่ของพระเจ้า. ดังนั้นกางเขนของพระคริสต์จึงเป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายแห่งการงานของพระเจ้า.
หนังสือดานิเอลมีลักษณะพิเศษประการหนึ่ง คือ การขีดเส้นแบ่งยุคต่างๆ. ประการแรก การตรึงตายของพระคริสต์ในการมาปรากฏครั้งแรกของพระองค์เป็นหลักเขตที่สิ้นสุดยุคของสิ่งทรงสร้างเก่า เพื่อให้ยุคของสิ่งทรงสร้างใหม่มีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ในการเป็นขึ้นของพระคริสต์. ในการตรึงตายของพระคริสต์ พระองค์ในฐานะอาดามคนสุดท้ายได้ทรงสิ้นสุดสิ่งทรงสร้างเก่า (2กธ.5:14) และในการเป็นขึ้นของพระองค์ พระองค์ได้ทรงกลายเป็นพระวิญญาณที่ทำให้มีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) เพื่อให้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งหมดได้มีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ในการเป็นขึ้นของพระองค์ (ยฮ.12:24; 1ปต.1:3) กลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ของพระเจ้า (2กธ.5:17; ฆต.6:15). สิ่งทรงสร้างใหม่นี้เริ่มต้นจากผู้เชื่อในพระคริสต์ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้า (ฆต.3:26) และเป็นอวัยวะของพระคริสต์ที่ก่อรูปขึ้นเป็นพระกายของพระองค์ (1กธ.12:27). พระกายนี้จะเติบโต (อฟ.4:13–16) และในที่สุดจะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (วว.21—22). ประการที่สอง การมาปรากฏที่กำลังจะมาถึงของพระคริสต์พร้อมด้วยผู้มีชัยชนะของพระองค์ในฐานะเจ้าสาวของพระองค์จะเป็นหลักเขตที่จะสิ้นสุดยุคแห่งการปกครองของมนุษย์บนแผ่นดินโลกที่อยู่ในสิ่งทรงสร้างเก่า และจะเริ่มต้นยุคที่พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทั้งแผ่นดินโลกในอาณาจักรพันปี และในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ตลอดชั่วนิรันดร์ (2:34–35, 44; 7:13–14). แม้ว่าในการมาปรากฏครั้งแรก พระคริสต์ได้ทรงสิ้นสุดสิ่งทรงสร้างเก่าทางฝ่ายวิญญาณผ่านทางการตายของพระองค์บนกางเขนแล้ว แต่การปกครองของมนุษย์ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่นิมโรดยังคงดำรงอยู่. ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการมาปรากฏครั้งที่สองของพระคริสต์ ซึ่งพระองค์จะทรงสะสางการปกครองของมนุษย์ที่อยู่ในสิ่งทรงสร้างเก่าทางกายภาพ และจะทรงนำอาณาจักรฝ่ายจักรวาลและนิรันดร์ของพระเจ้าเข้ามา. โดยการมาปรากฏของพระคริสต์ในทั้งสองด้านนี้ และโดยการปกครองของสวรรค์เหนือสภาพแวดล้อมทั้งปวงบนแผ่นดินโลก พระคริสต์ผู้ทรงเป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าและการเคลื่อนไหวของพระเจ้านั้นจะทรงเป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร รวมถึงอิสราเอลและคริสตจักรด้วย.
หนังสือดานิเอลมีลักษณะพิเศษประการหนึ่ง คือ การขีดเส้นแบ่งยุคต่างๆ. ประการแรก การตรึงตายของพระคริสต์ในการมาปรากฏครั้งแรกของพระองค์เป็นหลักเขตที่สิ้นสุดยุคของสิ่งทรงสร้างเก่า เพื่อให้ยุคของสิ่งทรงสร้างใหม่มีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ในการเป็นขึ้นของพระคริสต์. ในการตรึงตายของพระคริสต์ พระองค์ในฐานะอาดามคนสุดท้ายได้ทรงสิ้นสุดสิ่งทรงสร้างเก่า (2กธ.5:14) และในการเป็นขึ้นของพระองค์ พระองค์ได้ทรงกลายเป็นพระวิญญาณที่ทำให้มีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) เพื่อให้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งหมดได้มีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ในการเป็นขึ้นของพระองค์ (ยฮ.12:24; 1ปต.1:3) กลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ของพระเจ้า (2กธ.5:17; ฆต.6:15). สิ่งทรงสร้างใหม่นี้เริ่มต้นจากผู้เชื่อในพระคริสต์ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้า (ฆต.3:26) และเป็นอวัยวะของพระคริสต์ที่ก่อรูปขึ้นเป็นพระกายของพระองค์ (1กธ.12:27). พระกายนี้จะเติบโต (อฟ.4:13–16) และในที่สุดจะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (วว.21—22). ประการที่สอง การมาปรากฏที่กำลังจะมาถึงของพระคริสต์พร้อมด้วยผู้มีชัยชนะของพระองค์ในฐานะเจ้าสาวของพระองค์จะเป็นหลักเขตที่จะสิ้นสุดยุคแห่งการปกครองของมนุษย์บนแผ่นดินโลกที่อยู่ในสิ่งทรงสร้างเก่า และจะเริ่มต้นยุคที่พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทั้งแผ่นดินโลกในอาณาจักรพันปี และในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ตลอดชั่วนิรันดร์ (2:34–35, 44; 7:13–14). แม้ว่าในการมาปรากฏครั้งแรก พระคริสต์ได้ทรงสิ้นสุดสิ่งทรงสร้างเก่าทางฝ่ายวิญญาณผ่านทางการตายของพระองค์บนกางเขนแล้ว แต่การปกครองของมนุษย์ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่นิมโรดยังคงดำรงอยู่. ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการมาปรากฏครั้งที่สองของพระคริสต์ ซึ่งพระองค์จะทรงสะสางการปกครองของมนุษย์ที่อยู่ในสิ่งทรงสร้างเก่าทางกายภาพ และจะทรงนำอาณาจักรฝ่ายจักรวาลและนิรันดร์ของพระเจ้าเข้ามา. โดยการมาปรากฏของพระคริสต์ในทั้งสองด้านนี้ และโดยการปกครองของสวรรค์เหนือสภาพแวดล้อมทั้งปวงบนแผ่นดินโลก พระคริสต์ผู้ทรงเป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าและการเคลื่อนไหวของพระเจ้านั้นจะทรงเป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร รวมถึงอิสราเอลและคริสตจักรด้วย.
ดนอ.
9:26 ข มธ.22:7; ลก.19:43-44; 21:20
ดนอ.
9:26 2 ติตัสเจ้านายแห่งจักรวรรดิโรมันผู้ได้นำกองทัพเข้ามาทำลายเมืองและสถานที่บริสุทธิ์ คือพระวิหาร ใน ค.ศ. 70 ตามที่องค์พระเยซูเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ใน มธ.24:2.
ดนอ.
9:26 ค มธ.24:2
ดนอ.
9:26 3 นับตั้งแต่การทำลายล้างกรุงเยรูซาเล็มใน ค.ศ. 70 จนกว่าช่วงเวลาเจ็ดสิบสัปตจะครบถ้วนนั้นได้มีและจะยังคงมีสงครามแล้วสงครามเล่า เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง.
ดนอ.
9:27 1 ชี้ถึงผู้ต่อต้านพระคริสต์ ซึ่งมีติตัสเจ้านายที่กล่าวถึงในข้อ 26 เป็นแบบเล็ง. เมื่อเริ่มต้นสัปตสุดท้ายของเจ็ดสิบสัปต คือช่วงเจ็ดปีสุดท้ายของยุคปัจจุบัน ผู้ต่อต้านพระคริสต์จะทำพันธสัญญาสันติภาพอย่างมั่นคงกับอิสราเอล แต่เมื่อถึงกลางสัปตนั้น เขาจะละเมิดพันธสัญญา และจะทำให้การถวายสัตวบูชาและเครื่องบรรณาการอื่นๆ หยุดไป (12:11ก). นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติใหญ่ (มธ.24:21) ซึ่งจะดำเนินอยู่เป็นเวลาสามปีครึ่ง (7:25; 12:7; วว.11:2–3; 12:6, 14; 13:5). ระหว่างภัยพิบัติใหญ่นั้น ทั้งชาวยิวที่สัตย์ซื่อและคริสเตียนที่ยังอยู่บนแผ่นดินโลกจะต้องทนทุกข์จากการข่มเหงของผู้ต่อต้านพระคริสต์ (7:21, 25; วว.13:7). หลังจากที่เขาทำให้การถวายสัตวบูชาและเครื่องบรรณาการอื่นๆ หยุดลงแล้ว ผู้ต่อต้านพระคริสต์จะนำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของผู้ที่ทำให้เกิดความรกร้าง (รูปเคารพของผู้ต่อต้านพระคริสต์ — 12:11; มธ.24:15; วว.13:14–15; 2ธซ.2:4) มาแทนที่. รูปเคารพเหล่านี้จะคงอยู่ในพระวิหารเป็นเวลาสามปีครึ่ง จนกว่าการทำลายล้างอย่างครบถ้วนซึ่งได้กำหนดไว้จะถูกเทลงเหนือผู้ที่ทำให้เกิดความรกร้างนั้น คือผู้ต่อต้านพระคริสต์ (2:34–35ก; 2ธซ.2:8; วว.17:14; 19:20).
ข้อเท็จจริงที่ว่าพระวิหารจะถูกผู้ต่อต้านพระคริสต์ทำลายล้างและทำให้แปดเปื้อนไปนั้นเป็นข้อบ่งชี้อย่างหนักแน่นว่า พระวิหารซึ่งยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ถูกติตัสและกองทัพโรมันทำลายใน ค.ศ. 70 จะต้องถูกชาวยิวสร้างขึ้นใหม่ก่อนที่เจ็ดสิบสัปตจะสำเร็จครบถ้วน. นี่จะเป็นหนึ่งในเครื่องหมายสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นก่อนการเสด็จกลับมาของพระคริสต์.
ข้อเท็จจริงที่ว่าพระวิหารจะถูกผู้ต่อต้านพระคริสต์ทำลายล้างและทำให้แปดเปื้อนไปนั้นเป็นข้อบ่งชี้อย่างหนักแน่นว่า พระวิหารซึ่งยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ถูกติตัสและกองทัพโรมันทำลายใน ค.ศ. 70 จะต้องถูกชาวยิวสร้างขึ้นใหม่ก่อนที่เจ็ดสิบสัปตจะสำเร็จครบถ้วน. นี่จะเป็นหนึ่งในเครื่องหมายสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นก่อนการเสด็จกลับมาของพระคริสต์.
ดนอ.
9:27 ก เทียบ ดนอ.7:25; 12:7; วว.13:5
ดนอ.
9:27 2 แปลตามตรงคือ บนปีกของสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนจะมีผู้ที่ทำให้เกิดความรกร้าง. ความหมายของข้อความภาษาเฮ็บรายไม่แน่ชัด คำแปลในที่นี้อ้างตามเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ใน 11:31.
ดนอ.
9:27 ข ดนอ.8:13; 11:31; 12:11; มธ.24:15; มก.13:14; วว.13:14
ดนอ.
9:27 3ข ดู มธ.24:15 คำอธิบาย 2 และ 3.