การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

ยะเอศเคล บทที่ 1

หัวข้อหลัก: การปรากฏของพระเจ้าต่อมนุษย์ในสง่าราศี, การพิพากษาของพระเจ้าต่อทั้งพลไพร่ของพระองค์และบรรดาประชาชาติ และการฟื้นฟูพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรร เพื่อการก่อสร้างที่ประทับมาเป็นที่อาศัยซึ่งกันและกัน และเป็นการสำแดงที่ครบถ้วนของพระองค์เอง

ผู้เขียน : ยะเอศเคล

เวลาที่เขียน : ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตศักราช

สถานที่เขียน : ริมแม่น้ำคะบาระ ในหมู่บ้านเธลอาบิบ (1:1; 3:15) ไม่ไกลจากกรุงบาบิโลน.

ช่วงเวลาที่ได้ครอบคลุมถึง : ประมาณ 22 ปี ตั้งแต่ 595 ปีก่อนคริสตศักราชจนถึง 573 ปีก่อนคริสตศักราช คือปีที่ห้าที่ยะโฮยาคินตกเป็นเชลย (1:2) จนถึงปีที่ยี่สิบเจ็ด (29:17).

I. คำนำ
1:1-3
ยอค. 1:1 ในวันที่ห้า [เดือนที่]สี่ ปีที่1สามสิบ ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกเชลยที่ริม2แม่น้ำคะบาระ 3ฟ้าสวรรค์ได้กเปิดออก และข้าพเจ้าได้เห็น4ขนิมิตของพระเจ้า.
ยอค. 1:2 ในวันที่ห้าของเดือนนั้น (คือในปีที่1ห้าที่กษัตริย์กยะโฮยาคินตกเป็นเชลย)
ยอค. 1:3 1พระคำของพระยะโฮวามาถึง2ยะเอศเคล3ปุโรหิตผู้เป็นบุตร2บูซีเป็นพิเศษ ในดินแดนของชนชาติ4เคเซ็ดริมแม่น้ำคะบาระ ณ ที่นั่น5กพระหัตถ์ของพระยะโฮวามาอยู่เหนือเขา.
II. นิมิตแห่งรูปลักษณ์ที่ปรากฏของสง่าราศีของพระยะโฮวา เพื่อการปรากฏเป็นที่ประจักษ์, การเคลื่อนไหว และการบริหารปกครองของพระองค์
1:4-28
1. ลม, เมฆ, ไฟ และทองผสมเงิน
ข้อ 4
ยอค. 1:4 เมื่อข้าพเจ้ามองดู มี1ลมกพายุพัดมาจากทาง2ขเหนือ มี3คเมฆก้อนใหญ่และมี4ไฟลุกวาบออกมาเรื่อยๆ และมีความสว่างสุกใสโดยรอบ และ[สิ่ง]ที่มาจากท่ามกลางนั้นคือจากท่ามกลางไฟนั้น ดูเหมือน5งทองผสมเงิน
2. สิ่งมีชีวิตทั้งสี่
ข้อ 5-14
ยอค. 1:5 และจากท่ามกลางนั้น[มี]ลักษณะของ1กสิ่งมีชีวิตทั้งสี่. รูปลักษณ์ที่ปรากฏของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเป็นเช่นนี้คือ พวกเขามีลักษณะของ2ขมนุษย์
ยอค. 1:6 แต่ละตนมีหน้าสี่1กหน้า และมีปีกสี่2ขปีก.
ยอค. 1:7 มีเท้าตรง ฝ่าเท้าเหมือนฝ่า1เท้าของกลูกโค และเป็นประกายดูเหมือนขทองเหลืองขัดเงา.
ยอค. 1:8 มี1กมือของมนุษย์อยู่ใต้ปีกข้างลำตัวทั้งสี่ด้าน. ทั้งสี่ตนต่างมีหน้าและปีกของตน[ดังนี้]:
ยอค. 1:9 กปีกของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นต่างก็1เชื่อมต่อปีกของกันและกัน พวกเขาไม่ขหันตัวขณะที่เคลื่อนไป แต่ละตน2มุ่งตรงไปข้างหน้า.
ยอค. 1:10 สำหรับลักษณะใบหน้าของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น [ด้านหน้าของทั้งสี่ตนมี]หน้าของ1กมนุษย์ ด้านขวาของทั้งสี่ตนมีหน้าของ1ขสิงโต ด้านซ้ายของทั้งสี่ตนมีหน้าของ1โค และ[ด้านหลังของ]ทั้งสี่ตนมีหน้าของ1นกอินทรี.
ยอค. 1:11 1ใบหน้าของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็เป็นดังนี้แหละ. ส่วนปีกทั้งหลายนั้นกางแผ่ขึ้นข้างบน แต่ละตนมีสอง[ปีก]ที่2เชื่อมต่อกันและกัน ส่วนอีกกสอง[ปีก]3คลุมกายของตัวเองไว้.
ยอค. 1:12 แต่ละตนกมุ่ง1ตรงไปข้างหน้าไม่ว่า2พระวิญญาณจะขไปทางไหน พวกเขาก็ไปทางนั้นและพวกเขาไม่หันตัวขณะที่เคลื่อนไป.
ยอค. 1:13 สำหรับลักษณะของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น มีกรูปลักษณ์ที่ปรากฏเหมือน1ถ่านไฟที่ลุกโชน เหมือนรูปลักษณ์ที่ปรากฏของ1คบเพลิงหลายอัน 2ไฟนั้นเคลื่อนไปมาท่ามกลางสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ไฟนั้น3สว่างจ้าและมี4แสงฟ้าแลบออกมาจากไฟนั้น.
ยอค. 1:14 สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น1วิ่งกไปวิ่งมาเหมือนรูปลักษณ์ที่ปรากฏของขฟ้าแลบ.
3. วงล้อสูงและน่าเกรงขาม
ข้อ 15–21
ยอค. 1:15 เมื่อข้าพเจ้ากำลังมองดูสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ข้าพเจ้าเห็น1กวงล้ออยู่บนแผ่นดินโลก อยู่ข้างๆ หน้าทั้งสี่ของสิ่งมีชีวิตนั้น [แต่ละ]2หน้ามีวงล้อหนึ่งวง.
ยอค. 1:16 กรูปลักษณ์ที่ปรากฏและงานฝีมือของวงล้อเหล่านั้นดูเหมือน1ขเพทาย. วงล้อทั้งสี่มีลักษณะ2เหมือนกัน มีรูปลักษณ์ที่ปรากฏและงานฝีมือเหมือน3วงล้อซ้อนอยู่ในวงล้อ.
ยอค. 1:17 เมื่อเคลื่อนที่ วงล้อเหล่านั้นเคลื่อนไปใน1สี่ทิศทางและไม่หันขณะที่เคลื่อนไป.
ยอค. 1:18 ขอบวงล้อนั้น1สูงและ1น่าเกรงขาม และขอบวงล้อทั้งสี่เต็มด้วย2กดวงตาอยู่โดยรอบ.
ยอค. 1:19 เมื่อไรที่สิ่งมีชีวิต1กเคลื่อนไป วงล้อเหล่านั้นก็เคลื่อนตามไปข้างๆ ด้วย เมื่อสิ่งมีชีวิตลอยขึ้นจากแผ่นดินโลก วงล้อก็ยกลอยขึ้นไป[ด้วย]
ยอค. 1:20 ไม่ว่า1พระวิญญาณกเสด็จไปที่ไหน สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็ไปด้วยทุกที่ซึ่งพระวิญญาณเสด็จไป. ส่วนวงล้อนั้นก็ยกลอยตามไปข้างๆ เพราะว่า1พระวิญญาณของสิ่งมีชีวิตนั้นอยู่ในขวงล้อ.
ยอค. 1:21 เมื่อสิ่งเหล่านั้นเคลื่อนไป สิ่งเหล่านี้ก็เคลื่อนไปด้วย และเมื่อสิ่งเหล่านั้นหยุดนิ่ง สิ่งเหล่านี้ก็หยุดนิ่งด้วย เมื่อสิ่งเหล่านั้นยกลอยขึ้นจากแผ่นดินโลก วงล้อก็ยกลอยตามไปข้างๆ ด้วย เพราะว่าพระวิญญาณของสิ่งมีชีวิตนั้นอยู่ในวงล้อ.
4. ผืนฟ้าดูเหมือนแก้วผลึกที่น่าเกรงขาม
ข้อ 22-25
ยอค. 1:22 เหนือศีรษะของสิ่งมีชีวิตมีลักษณะเหมือน1กผืนฟ้าดูเหมือนขแก้วผลึกที่น่าเกรงขามแผ่กว้างอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา.
ยอค. 1:23 ใต้ผืนฟ้านี้ปีก[คู่หนึ่ง]ของพวกเขา1เหยียดตรงออกจรดเข้าหากัน และปีก[อีก]คู่หนึ่งของแต่ละตน2คลุมกายของตนเองไว้ข้างนี้และข้างโน้น
ยอค. 1:24 และเมื่อสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไป ข้าพเจ้าได้ยินกเสียงปีกของพวกเขาเหมือนเสียงขน้ำลั่นมากมาย เหมือน1พระสุรเสียงขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เป็นเสียงที่อึกทึกครึกโครมเหมือนเสียงกองทัพ. เมื่อพวกเขายืนนิ่ง ปีกทั้งหลายก็จะหุบลง.
ยอค. 1:25 และมี1พระสุรเสียงจากบนผืนฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะของพวกเขา. เมื่อพวกเขายืนนิ่ง ปีกทั้งหลายก็หุบลง.
5. มนุษย์บนพระที่นั่ง
ข้อ 26-28
ยอค. 1:26 และบนผืนฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะของพวกเขา มีสิ่งที่มีลักษณะของ1กพระที่นั่งเหมือนรูปลักษณ์ที่ปรากฏของ2ขไพลิน และบนสิ่งที่มีลักษณะของพระที่นั่งนั้นก็มีผู้หนึ่งซึ่งมีรูปลักษณ์ที่ปรากฏเหมือน3มนุษย์อยู่เหนือสิ่งนั้น.
ยอค. 1:27 กและจากส่วนที่มีรูปลักษณ์ที่ปรากฏของบั้นเอวของผู้นั้นขึ้นไป ข้าพเจ้าเห็น[สิ่ง]ที่ดูเหมือน1ทองผสมเงิน เหมือนรูปลักษณ์ที่ปรากฏของไฟที่ถูกบังไว้โดยรอบ และจากส่วนที่มีรูปลักษณ์ที่ปรากฏของบั้นเอวของผู้นั้นลงมา ข้าพเจ้าเห็น[สิ่ง]ที่มีรูปลักษณ์ที่ปรากฏคล้าย1ไฟ. และมีความสว่างสุกใสอยู่รอบๆ ท่านผู้นั้น.
ยอค. 1:28 รูปลักษณ์ที่ปรากฏของความสว่างสุกใสที่อยู่รอบๆ นั้นเหมือนรูปลักษณ์ของ1กรุ้งในเมฆเมื่อวันฝนตก. นี่คือรูปลักษณ์ของลักษณะแห่งสง่าราศีของพระยะโฮวา และเมื่อข้าพเจ้าเห็นแล้ว ข้าพเจ้าก็ขซบหน้าลงถึงดิน และข้าพเจ้าได้ยินเสียงผู้หนึ่งที่กำลังตรัส.

คำอธิบาย ยะเอศเคล บทที่ 1

ยอค. 1:1 1 ชี้ถึงอายุของยะเอศเคล. เมื่อปุโรหิตชาวเลวีมีอายุครบสามสิบปีก็มีคุณสมบัติที่จะเริ่มปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า (อฤธ.4:2-3; 1คนก.23:3; เทียบ ลก.3:23). อายุนี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงความสุกงอม ซึ่งบ่งชี้ว่าในเรื่องราวฝ่ายวิญญาณ โดยเฉพาะในการมองเห็นนิมิตที่บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้จำเป็นต้องมีความสุกงอมในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (เทียบ 1กธ.2:14-15; 3:1-2).
ยอค. 1:1 2 แม่น้ำในบาบิโลนที่ไหลไปทางตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส และสุดท้ายก็ไหลลงแม่น้ำยูเฟรติส. คะบาระหมายถึง เข้มแข็ง, มีอำนาจ. แม่น้ำคะบาระเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงอำนาจของบาบิโลนที่จะทำลายพลไพร่ของพระเจ้า (เทียบ ยซย.8:7-8) ซึ่งบ่งชี้ถึงกระแสของยุคปัจจุบัน ซึ่งพัดพาผู้คนออกจากพระเจ้าไปยังบาบิโลน. ในหนังสือยะเอศเคลมีแม่น้ำสองสาย: แม่น้ำคะบาระในบทที่ 1 และแม่น้ำที่ไหลออกจากพระวิหารในบทที่ 47. แม่น้ำสายแรกพัดพาพลไพร่ของพระเจ้าออกจากพระองค์และทำลายการก่อสร้างของพระเจ้า ส่วนแม่น้ำสายที่สองนำพาผู้คนเข้าสู่ชีวิตของพระเจ้าและก่อสร้างที่ประทับของพระเจ้า (เทียบ ยนซ.2:12 คำอธิบาย 1).
ยอค. 1:1 3 การเปิดออกของฟ้าสวรรค์นั้นเป็นการมาเยี่ยมเยียนที่พิเศษของพระเจ้า (เทียบ ยนซ.28:11-17; มธ.3:16-17; กจ.7:56). พลไพร่อิสราเอลถูกซาตานทำลายและถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ผลลัพธ์ทำให้ฟ้าสวรรค์ไม่สามารถเปิดออกต่อพวกเขาได้. อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางผู้ที่ตกเป็นเชลยนั้น มีปุโรหิตคนหนึ่ง คือ ยะเอศเคล (ข้อ 3) ซึ่งเป็นผู้ที่แสวงหาพระเจ้าและติดต่อกับพระองค์ อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับฟ้าสวรรค์. ฟ้าสวรรค์จึงสามารถเปิดออกต่อยะเอศเคลและยังได้ลงมาบนแผ่นดินโลกด้วย ทำให้มนุษย์ที่อยู่บนแผ่นดินโลกสามารถมองเห็นถึงเรื่องราวฝ่ายสวรรค์ของพระเจ้า และทำให้เรื่องราวเหล่านี้สามารถสำเร็จเป็นจริงท่ามกลางพวกเขาบนแผ่นดินโลก.
ยอค. 1:1 ก มธ.3:16; กจ.7:56; วว.4:1; 19:11
ยอค. 1:1 ข ยอค.8:3
ยอค. 1:1 4ข นิมิตของพระเจ้าก็คือการเปิดเผยของพระองค์ ซึ่งทำให้พลไพร่ของพระองค์มองเห็นเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์, ฝ่ายวิญญาณ และฝ่ายสวรรค์. ยะเอศเคลได้มองเห็นนิมิตฝ่ายวิญญาณและฝ่ายสวรรค์ในวิญญาณของเขา (เทียบ อฟ.3:3–5; วว.1:10; 4:2; 17:3; 21:10) ภายใต้ฟ้าสวรรค์ที่เปิดออก และเขาก็ได้นำเสนอนิมิตเหล่านี้ต่อพลไพร่ของพระเจ้า เพื่อพวกเขาจะได้รับการฟื้นฟูจากการตกเป็นเชลย เพื่อการก่อสร้างที่ประทับของพระเจ้า. ในที่สุดพวกเขาก็เกลียดชังรูปเคารพ, หันใจกลับมาหาพระเจ้า และกลับมาสู่แผ่นดินเกิดของพวกเขาหลังจากผ่านไปเจ็ดสิบปี โดยอาศัยการเผยพระวจนะของยะเอศเคลที่มีต่อพลไพร่ที่ตกเป็นเชลยเป็นสำคัญ (3:10-11).
พระคัมภีร์ทั้งเล่มและหนังสือยะเอศเคลซึ่งเป็นภาพย่อของพระคัมภีร์นั้น เปิดเผยว่าจุดมุ่งหมายที่นิรันดร์ของพระเจ้า คือการแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรร และทำให้พวกเขาเป็นเหมือนกับพระองค์ในชีวิต, พระนิสัย และพระฉายาของพระองค์ แต่ไม่มีส่วนในฐานันดรความเป็นพระเจ้า เพื่อพวกเขาจะได้ผสมกลมกลืนกับพระองค์กลายเป็นกายจริงเดียว และถูกก่อสร้างเข้าด้วยกันในพระองค์กลายเป็นที่ประทับอันนิรันดร์ของพระองค์ ซึ่งก็คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่. นี่ก็คือประเด็นศูนย์กลางแห่งการเปิดเผยของพระคัมภีร์ และก็คือนิมิตทั้งสี่ประการที่ได้ถูกนำเสนอไว้ในหนังสือยะเอศเคลด้วย.
ยอค. 1:2 1 ในขณะที่ปีที่สามสิบ (ข้อ 1) นับจากปีที่ยะเอศเคลเกิด แต่ปีที่ห้าในที่นี้นับจากปีที่ยะโฮยาคินตกเป็นเชลย (2พกษ.24:8-16). ในเวลานั้นยะเอศเคลก็ถูกจับไปเป็นเชลยด้วย. จากข้อนี้จนถึงตอนท้ายของหนังสือ ปีต่างๆ ถูกนับจากปีที่ตกเป็นเชลย. หลังจากถูกจับไปเป็นเวลา 5 ปี ยะเอศเคลก็เริ่มมองเห็นนิมิตในบทนี้. ในปีต่อๆ มาเขามองเห็นต่อไปถึงนิมิตเกี่ยวกับการยึดกรุงเยรูซาเล็มในเวลาต่อมา ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่สิบเอ็ดแห่งการครอบครองของซิดคียาผู้มาเป็นกษัตริย์แห่งยูดาแทนยะโฮยาคิน (2พกษ.24:17—25:21). ขณะที่ยะเอศเคลตกเป็นเชลย เขาก็ถูกนำกลับสู่วิญญาณไปยังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อเห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น. ก่อนที่นะบูคัศเนซัรจะมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม, เผาเมือง, ทำลายพระวิหาร และจับซิดคียานั้น ยะเอศเคลก็ได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้ในนิมิตของเขาแล้ว.
ยอค. 1:2 ก 2พกษ.24:12, 15
ยอค. 1:3 1 พระเจ้าไม่เพียงประสงค์ให้ยะเอศเคลเห็นด้วยตาเท่านั้น แต่ยังได้ยินด้วยหูของเขาด้วย (40:4) ดังนั้น พระองค์จึงประทานพระคำของพระองค์ควบคู่ไปกับนิมิตของพระองค์. พระคำของพระเจ้าที่มีต่อยะเอศเคลนั้นไม่ใช่ถ้อยคำธรรมดา แต่เป็นถ้อยคำที่ชัดแจ้ง เป็นถ้อยคำที่พิเศษ. พระคำที่ชัดแจ้งของพระเจ้าทำให้เราสามารถเข้าใจนิมิต รวมทั้งประกาศและอธิบายสิ่งที่เราเห็นได้ (1กธ.2:9-13).
ยอค. 1:3 2 ยะเอศเคล หมายถึง “พระเจ้าทรงเพิ่มกำลัง” หรือ “ขอให้พระเจ้าทรงเพิ่มกำลัง” ส่วนบูซี หมายถึง “ถูกดูถูก” หรือ “ถูกดูหมิ่น”. ในฐานะที่เป็นบุตรของบูซี ยะเอศเคลเป็นผู้เผยพระวจนะที่ถูกพลไพร่ดูหมิ่นและปฏิบัติด้วยความดูถูกเหยียดหยาม แต่เขาได้รับการเพิ่มกำลังจากพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ (ภาษาเฮ็บรายคือ El เอล). ในฐานะบุตรแห่งความอับอาย บุตรแห่งความต่ำต้อย ยะเอศเคลถูกพระเจ้าตั้งให้เป็นเครื่องหมายต่อชนชาติอิสราเอล เป็นเครื่องหมายแห่งความอับอายของพวกเขา (12:6, 11; 24:24, 27). ในฐานะผู้ที่ได้รับการเพิ่มกำลังและเพิ่มฤทธิ์เดชจากพระเจ้า ยะเอศเคลสามารถทนต่อความอับอายและความอัปยศเพื่อทำให้การปฏิบัติของเขาสำเร็จเป็นจริงในฐานะที่เป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า เป็นพระดำรัสของพระเจ้า.
ยอค. 1:3 3 ในฐานะปุโรหิต ยะเอศเคลเป็นผู้ที่มีชีวิตเป็นอยู่ในการสถิตอยู่ของพระเจ้า, ปรนนิบัติพระเจ้า และผสมกลมกลืนกับพระเจ้า. เขาอยู่ในดินแดนที่ตกเป็นเชลย อยู่ริมแม่น้ำคะบาระ ไม่ได้อยู่ในพระวิหารอันบริสุทธิ์ แต่เขาเฝ้าหวังในพระเจ้า, อธิษฐานต่อพระเจ้า, ติดต่อกับพระเจ้า, มีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า และคอยท่าพระเจ้า. เนื่องจากยะเอศเคลเป็นบุคคลเช่นนี้ ฟ้าสวรรค์จึงเปิดออกต่อเขา และเขาก็ได้มองเห็นนิมิตของพระเจ้า (ข้อ 1).
ยอค. 1:3 4 เคเซ็ดเป็นสถานที่เริ่มต้นของบาเบล (ยนซ.11:1-9). ชื่อบาเบลในภาษาเฮ็บรายเทียบเท่ากับบาบิโลนในภาษากรีก. ดังนั้นแท้จริงแล้ว เคเซ็ดก็คือบาบิโลนนั่นเอง (12:13) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ซาตานยุยงให้เกิดการกบฏครั้งใหญ่ที่สุดต่อพระเจ้าในท่ามกลางผู้คนที่ตกต่ำ. นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่พระเจ้าเรียกอับราฮามออกมาเพื่อพระองค์จะได้มาซึ่งพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรร (กจ.7:2-4). ในสมัยของยะเอศเคล พลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหลายคนถูกกวาดต้อนกลับไปยังสถานที่แห่งนั้น.
ยอค. 1:3 ก 1พกษ.18:46; 2พกษ.3:15; ยอค.3:14, 22; 8:1; 33:22; 37:1; 40:1
ยอค. 1:3 5ก พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาตามหลังพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า. หากสิ่งที่ผู้หนึ่งหล่อเลี้ยงออกไปเป็นพระคำของพระเจ้าจริง ๆ พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าจะตามมาเพื่อทำให้สิ่งที่เขาพูดสำเร็จสมบูรณ์. พระหัตถ์ของพระเจ้าที่อยู่เหนือมนุษย์ยังมีเพื่อนำพามนุษย์และให้มนุษย์ลงมือกระทำการ (เทียบ 1 พกษ.18:46). หลังจากพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาอยู่เหนือยะเอศเคลแล้ว เขาก็ไม่ได้กระทำตามการเลือกสรรของตนเอง แต่กระทำตามการนำพาและการชี้นำจากพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ยอค. 1:4 1 เช่นเดียวกับพระคัมภีร์ทั้งเล่ม หนังสือยะเอศเคลใช้สิ่งของฝ่ายวัตถุที่มองเห็นได้มาเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสิ่งของฝ่ายวิญญาณ. ลมพายุในที่นี้เป็นภาพเล็งของพระวิญญาณที่ทรงอานุภาพของพระเจ้า (กจ.2:2, 4ก). ลมในพระคัมภีร์มีทั้งความหมายสำคัญที่อยู่ในด้านลบและด้านบวก. ในความหมายสำคัญทางด้านลบ ลมเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่เล็งถึงการพิพากษาซึ่งพระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ (ยรม.49:36; วว.7:1). ในความหมายสำคัญทางด้านบวก ลมเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพัดมาเหนือมนุษย์ หรือการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จลงบนตัวมนุษย์เพื่อทำให้มนุษย์มีชีวิตของพระเจ้า (37:9-10; ยฮ.3:6-8; กจ.2:2-21). ลมพายุในที่นี้ก็มีความหมายสำคัญทางด้านบวกอย่างที่ว่ามานี้.
ยอค. 1:4 ก บพส.107:25; ยรม.23:19; 25:32; 30:23; นฮม.1:3; เทียบ กจ.2:2
ยอค. 1:4 ข โยบ 37:22; บพส.48:2; ยซย.14:13; เทียบ ยรม.1:14
ยอค. 1:4 2ข “จากทางเหนือ” หมายถึง “จากพระเจ้า” (บพส.75:6-7ก; ยซย.14:13) ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงเยี่ยมเยียนเราและฟื้นสภาพเรา พระวิญญาณของพระองค์ก็จะพัดมาถึงตัวเราเหมือนลมที่ทรงอานุภาพ เพื่อนำพายุฝ่ายวิญญาณเข้ามาในชีวิตของเรา, ในการงานของเรา และในคริสตจักรของเรา ทำให้เรารู้สึกไม่อิ่มหนำและเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพการณ์ฝ่ายวิญญาณของเราเอง และทำให้เรามีการหันเปลี่ยนในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา.
ยอค. 1:4 ค อซด.19:16; 24:16; 2คนก.5:14; บพส.97:2-3; ยอค.10:4
ยอค. 1:4 3ค เมฆในที่นี้เป็นภาพเล็งของพระเจ้าในฐานะพระวิญญาณที่อาศัยอยู่กับพลไพร่ของพระองค์ และปกคลุมพวกเขาเพื่อจะดูแลพวกเขาและสำแดงความโปรดปรานแก่พวกเขา (อซด.13:21; 40:34-35; สภษ.16:15; 1กธ.10:1-2). พระเจ้าเสด็จมาหาเราในฐานะที่เป็นลม แต่พระองค์ทรงคงอยู่กับเราในฐานะที่เป็นเมฆ. เมื่อลมและเมฆมารวมกันก็บ่งชี้ว่ากำลังจะมีการติดต่อสัมพันธ์ที่สำคัญเกิดขึ้นระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
ยอค. 1:4 4 ไฟที่ยะเอศเคลได้เห็นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงฤทธิ์เดชที่ทำการเผาผลาญและแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระเจ้า (พบญ.4:24; ฮร.12:29). ทุกครั้งที่พระเจ้าเสด็จมาเยี่ยมเยียนเรา ไฟอันบริสุทธิ์นี้ก็จะมาเผาผลาญทุกสิ่งในตัวเราที่ไม่สอดคล้องกับเนื้อแท้และพระนิสัยอันบริสุทธิ์ของพระองค์. ไฟที่เผาผลาญนี้ยังทำให้เราได้รับการส่องสว่างเกี่ยวกับสภาพการณ์ฝ่ายวิญญาณของเราต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า. ไฟแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ยิ่งเผาผลาญอยู่ภายในเรา เราก็ยิ่งถูกชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการส่องสว่าง (เทียบ ยซย.6:5-7; 1ยฮ.1:7).
ยอค. 1:4 ง ยอค.1:27; 8:2
ยอค. 1:4 5ง ตามฉบับเซ็บทัวจินต์และฉบับวัลเกต ฉบับอื่นแปลว่า โลหะที่เปล่งแสง. “สสารอย่างหนึ่งที่ไม่รู้แน่ชัด ซึ่งบางคนคิดว่าเป็นของผสมระหว่างทองคำกับเงิน” (ดาร์บี้). ทองคำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระนิสัยของพระเจ้า ส่วนเงินเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการไถ่. ทองผสมเงินประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบของทองคำกับเงิน ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระเจ้า-พระเมษโปดก ซึ่งก็คือพระเจ้าผู้ทำการไถ่ (ดู วว.22:1 คำอธิบาย 5). การที่ทองผสมเงินที่เปล่งแสงปรากฏออกมาจากท่ามกลางไฟนั้นบ่งชี้ว่าการเผาผลาญของไฟอันศักดิ์สิทธิ์มีเพื่อทำให้ทองผสมเงินปรากฏเป็นที่ประจักษ์.
ประวัติศาสตร์ฝ่ายวิญญาณของคริสเตียนที่ปกติควรมีประสบการณ์ต่อพระเจ้าในฐานะที่เป็นลม, เมฆ, ไฟ และทองผสมเงินเป็นวัฏจักรที่วนเวียนอย่างต่อเนื่อง. เรายิ่งมีประสบการณ์ต่อลม, เมฆ และไฟ ทองผสมเงินก็ยิ่งถูกก่อรูปเข้าสู่เรา ทำให้เราเป็นผู้ที่ถูกเติมเต็มด้วยพระเจ้าตรีเอกภาพและเป็นผู้ที่ให้สง่าราศีของพระองค์เป็นที่ประจักษ์. การติดต่อสัมพันธ์ฝ่ายวิญญาณซึ่งเกี่ยวพันกับลมที่พัดพา, เมฆที่ปกคลุม, และไฟที่หลอมให้บริสุทธิ์จะส่งผลให้เกิดทองผสมเงินที่เปล่งแสง — การสำแดงที่มีรัศมีของพระเจ้าพระผู้ไถ่. ดู 1ยฮ.1:7 คำอธิบาย 3.
ยอค. 1:5 ก วว.4:6
ยอค. 1:5 1ก คำว่า “และ” ในตอนต้นของข้อนี้บ่งชี้ว่านอกจากทองผสมเงินแล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตทั้งสี่ออกมาจากท่ามกลางไฟนั้นด้วย. เรายิ่งมีประสบการณ์ต่อพระเจ้าเป็นลมที่พัดพา, เมฆที่ให้ร่มเงา, ไฟที่เผาผลาญ, และทองผสมเงินที่เปล่งแสง เราก็ยิ่งถูกชุบชีพด้วยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทั้งสี่. เลขสี่มีความเกี่ยวข้องกับการเนรมิตสร้างของพระเจ้า (ยซย.11:12; ยรม.49:36; วว.7:1) และเป็นเครื่องหมายเล็งถึงมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า.
ยอค. 1:5 ข ยอค.1:26
ยอค. 1:5 2ข สิ่งมีชีวิตทั้งสี่ไม่ได้เป็นปัจเจกชน แต่ถือว่าเป็นกลุ่มหนึ่ง เป็นกายจริงกายเดียว. เช่นนี้ สิ่งมีชีวิตทั้งสี่จึงเป็นการสำแดงแห่งกลุ่มชนของมนุษย์ที่อยู่บนพระที่นั่ง (ข้อ 26). สิ่งมีชีวิตทั้งสี่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ และพระเจ้าผู้ประทับบนพระที่นั่งก็มีรูปลักษณ์ที่ปรากฏเหมือนกับมนุษย์ด้วย ข้อเท็จจริงนี้บ่งชี้ว่า แนวคิดศูนย์กลางของพระเจ้าและการจัดแจงของพระองค์นั้นเกี่ยวข้องกับมนุษย์ (ยนซ.1:26; บพส.8:4-8). ถ้าว่าตามนิมิตที่ได้เปิดเผยไว้ในบทนี้ มนุษย์เป็นสื่อกลางที่พระเจ้าทรงใช้ในการทำให้สง่าราศีของพระองค์ปรากฏเป็นที่ประจักษ์, มนุษย์เป็นสื่อกลางที่พระเจ้าทรงใช้ในการเคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก และมนุษย์เป็นสื่อกลางที่พระเจ้าทรงใช้ในการบริหารปกครองบนพระที่นั่ง. พระเจ้าทรงใช้ลม, เมฆ, ไฟ, และทองผสมเงินมาชุบชีพเรา เพื่อพระองค์จะทรงได้มาซึ่งมนุษย์ที่เป็นสื่อกลางในการปรากฏเป็นที่ประจักษ์, ในการเคลื่อนไหว, และในการบริหารปกครองของพระองค์.
ยอค. 1:6 ก ยอค.1:10; 10:14, 21
ยอค. 1:6 1ก ดูข้อ 10 คำอธิบาย 1.
ยอค. 1:6 ข อซด.25:20; 1พกษ.6:24-27; ยซย.6:2; ยอค.10:21
ยอค. 1:6 2ข นี่จะต้องเป็นปีกของนกอินทรี เพราะในท่ามกลางสิ่งมีชีวิตที่มีสี่หน้าเป็นตัวแทนนั้น (ข้อ 10) มีแต่นกอินทรีเท่านั้นที่มีปีก. ในพระคัมภีร์ ปีกของนกอินทรีเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคุณ, กำลัง และฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่ถูกนำมาปรับใช้กับเรา (อซด.19:4; ยซย.40:31; 1กธ.15:10; 2กธ.1:12; 4:7; 12:9).
ยอค. 1:7 1 เท้าเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการดำเนินชีวิต. เท้าของลูกโคนั้นตรง ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งว่าการดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตไม่คดเคี้ยวไปตามความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ แต่ตรงไปตรงมา, ซื่อตรง, ซื่อสัตย์ และสัตย์จริงในพระคุณอันศักดิ์สิทธิ์ (2กธ.1:12; 4:2; มธ.5:37; 21:23-27; 1กธ.4:21; ฆต.2:11-14). เท้าของลูกโคนั้นยังแยกกีบ ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งว่าการดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถแยกแยะสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิด และสิ่งที่สะอาดกับสิ่งที่ไม่สะอาดในสายพระเนตรของพระเจ้าได้ (ฟป.1:9-10; เทียบ ลวต.11:3 คำอธิบาย 1). การที่เท้าของสิ่งมีชีวิตเป็นประกายดูเหมือนทองเหลืองขัดเงานั้นเป็นเครื่องหมายเล็งว่าการดำเนินชีวิตของพวกเขาได้ถูกทดสอบและตรวจสอบโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า และการดำเนินชีวิตนั้นส่องสว่าง, เป็นแสงสว่างแก่ผู้อื่น และเป็นการทดสอบแก่การดำเนินชีวิตของพวกเขา (เทียบ วว.1:15 คำอธิบาย 1).
ลูกโคเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความสดใหม่, ความมีชีวิตชีวา และพลังชีวิต (เทียบ บพส.29:6; มลค.4:2). การดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตนั้นเต็มไปด้วยพลัง, ชีวิต, ความสดใหม่ และสภาพใหม่ เหมือนกับลูกโคอ่อน (เทียบ รม.6:4; 7:6).
ยอค. 1:7 ก เทียบ ลวต.11:3
ยอค. 1:7 ข ดนอ.10:6; วว.1:15
ยอค. 1:8 ก ยอค.10:8, 21
ยอค. 1:8 1ก มือของมนุษย์บ่งชี้ว่าคริสเตียนที่ถูกต้องและเป็นปกติควรทำสิ่งต่างๆ เหมือนมนุษย์อย่างสิ้นเชิงอยู่เสมอ (กจ.20:34). แม้เราจะประพฤติตนและตรากตรำอยู่ในพระคุณและฤทธิ์เดชของพระเจ้า (2กธ.1:12; 1กธ.15:10) แต่เราก็ควรเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงในการดำเนินชีวิตของเราในการร่วมมือกับพระเจ้าในวิถีทางของมนุษย์ และทำหน้าที่ของมนุษย์ให้สำเร็จครบถ้วน. นี่ก็คือการมีความสมดุล. การที่มือของมนุษย์อยู่ใต้ปีกนกอินทรีนั้นบ่งชี้ว่าเราควรทำสิ่งต่างๆ อยู่ภายใต้พระคุณของพระเจ้าและภายใต้การปกคลุมของพระองค์ พึ่งพิงองค์พระผู้เป็นเจ้าและสำแดงพระองค์ออกมา.
ยอค. 1:9 ก ยอค.1:11
ยอค. 1:9 1 ดูข้อ 11 คำอธิบาย 2.
ยอค. 1:9 ข ยอค.1:12; 10:11
ยอค. 1:9 2 ดูข้อ 12 คำอธิบาย 1.
ยอค. 1:10 1 สิ่งมีชีวิตแต่ละตนมีสี่หน้า (ข้อ 6). หน้าของมนุษย์บ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพมนุษย์ที่ถูกต้อง คือในสภาพมนุษย์ของพระเยซู. หน้าของสิงโตบ่งชี้ว่าในเรื่องของความบาป, ฝ่ายโลก และซาตานนั้น พวกเขามีความกล้าหาญ, เข้มแข็ง, มีชัยชนะ, และทำการครอบครอง (วว.5:5; รม.5:17). หน้าของโคบ่งชี้ว่าพวกเขายินดีตรากตรำ, แบกภาระ และกระทั่งเสียสละตัวเอง (1กธ.15:10, 58; กจ.20:24; ฟป.2:30). หน้าของนกอินทรีบ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตมีความเหนือล้ำ, เหินฟ้า และมีฤทธิ์เดชในชีวิตของพระเจ้า (ยฮ.6:15; ฟป.4:12–13).
สิ่งมีชีวิตทั้งสี่พร้อมด้วยใบหน้าทั้งสี่นั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงกายจริงแห่งกลุ่มชนที่ร่วมประสานกัน ซึ่งก็คือพระคริสต์แห่งกลุ่มชน (1กธ.12:12 และคำอธิบาย 2) ในฐานะที่เป็นการสำแดงแห่งกลุ่มชนของพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางมนุษย์. สี่หน้าของสิ่งมีชีวิตแสดงให้เห็นถึงชีวิตของพระคริสต์ดังที่ได้บรรยายไว้ในกิตติคุณสี่เล่ม: มัดธายแสดงให้เห็นถึงพระคริสต์ในฐานะที่เป็นสิงโต ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรของพระเจ้า; มาระโกบรรยายถึงพระองค์ในฐานะที่เป็นโค ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า; ลูกาบรรยายถึงพระองค์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ซึ่งก็คือมนุษย์พระผู้ช่วย; และโยฮันแสดงให้เห็นถึงพระองค์ในฐานะที่เป็นนกอินทรี ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเอง (ดู มธ.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 3). ดังนั้นสิ่งมีชีวิตทั้งสี่จึงเป็นการสำแดงแห่งกลุ่มชนของพระคริสต์ที่ได้ดำเนินชีวิตพระคริสต์ออกมาอย่างเป็นกลุ่มชน.
ยอค. 1:10 ก ยอค.10:14; วว.4:7
ยอค. 1:10 ข 1คนก.12:8; วว.5:5
ยอค. 1:11 1 หรือ ใบหน้าและปีกทั้งหลายของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นกางแผ่ขึ้นข้างบน.
ยอค. 1:11 2 ข้อ 11ข-14 ถ่ายทอดรูปภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับการร่วมประสานของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นภาพบรรยายของการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง. การที่ปีกสองปีกของสิ่งมีชีวิตเชื่อมต่อกันนั้นมีเพื่อให้พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเป็นกลุ่มชนในการร่วมประสาน. ปีกนกอินทรีคือสื่อกลางที่ให้พวกเขาร่วมประสานและเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียวกัน. สิ่งนี้เป็นเครื่องหมายเล็งว่าพวกเขาไม่ได้ร่วมประสานกันในตัวของพวกเขาเอง แต่ร่วมประสานกันในพระเจ้า และร่วมประสานกันโดยฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์, กำลังอันศักดิ์สิทธิ์ และพระคุณอันศักดิ์สิทธิ์. สิ่งนี้สอดคล้องกับฝากระดานของพลับพลาที่เชื่อมต่อกลายเป็นสิ่งก่อสร้างเดียวกันโดยทองคำที่หุ้มไว้และห่วงทองคำ (อซด.26:26-29 และคำอธิบาย).
ยอค. 1:11 ก ยซย.6:2; ยอค.1:23
ยอค. 1:11 3 ปีกของนกอินทรีไม่ได้มีไว้เพื่อการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่มีเพื่อการปกป้องด้วย. ทุกสิ่งที่เรากระทำและทุกสิ่งที่เราเป็นจำต้องเป็นไปโดยพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าและฤทธิ์เดชขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1กธ.15:10; 2กธ.1:12; 4:7). ในเวลาเดียวกัน เราก็อยู่ภายใต้ร่มเงา ซึ่งก็คือการปกคลุมแห่งพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าและฤทธิ์เดชขององค์พระผู้เป็นเจ้า (บพส.17:8; 57:1; 63:7; 91:4; 2กธ.12:9ข).
สิ่งมีชีวิตดูเหมือนกับมนุษย์ (ข้อ 5) แต่เคลื่อนไหวเหมือนนกอินทรี. กรณีนี้บ่งชี้ว่าเราต้องสำแดงตัวเราเหมือนอย่างมนุษย์ที่ปกติอยู่เสมอ ทว่าปีกที่เคลื่อนไหวและให้ร่มเงานั้นควรจะทำให้ผู้อื่นมีภาพลักษณ์ถึงตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ มีภาพลักษณ์ว่าเรามีพระเจ้าอยู่กับเราเป็นฤทธิ์เดชและการปกป้องของเรา.
ยอค. 1:12 ก ยอค.1:9, 17; 10:22
ยอค. 1:12 1 แปลตามตรงคือ ไปในทิศที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา. การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตไม่ได้เป็นปัจเจกชน แต่เป็นกลุ่มชน. สิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวเป็นกายจริงกายเดียวในการร่วมประสาน. สิ่งมีชีวิตแต่ละตนหันหน้าไปแต่ละทิศ. เมื่อมันหันหน้าไปยังสี่ทิศเหล่านี้ ปีกทั้งสองของมันก็กางออกสัมผัสปีกของสิ่งมีชีวิตตนที่อยู่ข้างๆ กลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส. เมื่อสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหว ก็ไม่จำเป็นต้องมีตนใดหัน; ตนหนึ่งเคลื่อนตรงไปข้างหน้า ตนหนึ่งเคลื่อนถอยหลัง และอีกสองตนก็เคลื่อนตะแคงไป (ข้อ 9). นี่คือรูปภาพที่งดงามของการร่วมประสานในคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์ ในคริสตจักรนั้น แต่ละอวัยวะมีฐานะและการใช้งาน หรือการปฏิบัติของตนเองอย่างเฉพาะเจาะจง (รม.12:4–8; 1กธ.12:14–30; อฟ.4:7–16). เมื่ออวัยวะหนึ่งมีการใช้งาน เขาก็เคลื่อน “ตรงไปข้างหน้า” เพื่อสำเร็จการใช้งานของเขา ส่วนอวัยวะอื่นๆ ก็อำนวยความสะดวกให้กับเขาโดยการเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่บางคนเคลื่อน “ถอยหลัง” และบางคนก็เคลื่อน “ตะแคงไป.”
ถ้าว่าตามนิมิตของสิ่งมีชีวิตทั้งสี่ การร่วมประสานของบรรดาผู้เชื่อในฐานะอวัยวะในพระกายของพระคริสต์นั้นส่งผลให้เกิดการสำแดงพระเจ้าอย่างเป็นกลุ่มชนในพระคริสต์, ในการเคลื่อนไหวของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก และในการบริหารปกครองของพระเจ้าบนพระที่นั่ง ทั้งนี้จึงเปิดทางให้พระเจ้าสามารถทำให้สง่าราศีของพระองค์ปรากฏเป็นที่ประจักษ์และทำให้พระประสงค์และแผนการที่นิรันดร์ของพระองค์สำเร็จสมบูรณ์. ถ้าจะมีส่วนในการร่วมประสานเช่นนี้ เราก็ต้องมีประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณและการดำเนินชีวิตในภาคปฏิบัติที่เป็นจริง ดังที่มีรายละเอียดในข้อ 4-12 เป็นสัญลักษณ์.
ยอค. 1:12 2 การที่สิ่งมีชีวิตติดตามพระวิญญาณนั้นบ่งชี้ว่า การที่เราจะมีการร่วมประสานที่แท้จริง เราก็จำเป็นต้องปฏิเสธตัวเองและดำเนินโดยพระวิญญาณนั้น (ฆต.5:16, 25) และตามวิญญาณ (รม.8:4).
ยอค. 1:12 ข ยอค.1:20
ยอค. 1:13 ก ยอค.1:27; ดนอ.10:6
ยอค. 1:13 1 ผลลัพธ์ของการร่วมประสานของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ทำให้พวกเขากลายเป็นถ่านไฟที่ลุกโชน โดยมีพระเจ้าผู้แยกบริสุทธิ์เป็นไฟที่เผาผลาญทำการเผาผลาญอยู่ท่ามกลางพวกเขาและภายในพวกเขา (ฮร.12:29; เทียบ อซด.3:2 และคำอธิบาย 2). นอกจากนี้ พวกเขายังกลายเป็นคบเพลิงที่ลุกโชนเพื่อฉายส่องและส่องสว่าง (เทียบ วว.4:5ข). การลุกโชนของถ่านไฟและการส่องสว่างของคบเพลิงเป็นเครื่องหมายเล็งว่าไฟที่ทำการแบ่งแยกบริสุทธิ์ได้กลายเป็นความสว่างที่ทำการแบ่งแยกบริสุทธิ์. การที่ทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้อยู่บนพระที่นั่ง (ข้อ 26) และสิ่งมีชีวิตมีรูปลักษณ์ที่ปรากฏเหมือนไฟนั้นบ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นการสำแดงขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ยอค. 1:13 2 แปลตามตรงคือ มัน. ไฟเคลื่อนไปมาท่ามกลางสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่เคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งบ่งชี้ว่าในการสามัคคีธรรมของพวกเขา สิ่งมีชีวิตยอมให้พระเจ้าผู้มีไฟเป็นเครื่องหมายเล็งถึงนั้นเคลื่อนไหวท่ามกลางพวกเขาได้อย่างอิสระ.
ยอค. 1:13 3 การที่ไฟนั้นสว่างจ้าบ่งชี้ว่า ในการร่วมประสานของสิ่งมีชีวิตนั้น ทำให้สภาพการณ์ที่มีสง่าราศีและมีพระบรมเดชานุภาพได้เป็นที่ประจักษ์.
ยอค. 1:13 4 แสงฟ้าแลบออกมาจากไฟเป็นเครื่องหมายเล็งถึงแสงฟ้าแลบที่พิเศษของความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในคริสตจักรในระหว่างช่วงเวลาที่มีพายุและความมืด.
ยอค. 1:14 1 การวิ่งของสิ่งมีชีวิตที่เหมือนฟ้าแลบนั้นบ่งชี้ว่าเมื่อสิ่งมีชีวิตมีการร่วมประสานที่ถูกต้อง, เป็นถ่านไฟและคบเพลิงที่ลุกโชน และมีไฟอันศักดิ์สิทธิ์ที่เคลื่อนไปมาท่ามกลางพวกเขาแล้ว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็จะไม่ใช่แค่เดิน แต่จะวิ่ง. สิ่งมีชีวิตเหล่านี้วิ่งเพราะพวกเขามีฤทธิ์เดชและแรงพุ่งทะลุ.
ยอค. 1:14 ก ซคย.4:10
ยอค. 1:14 ข เทียบ มธ.24:27; ลก.17:24
ยอค. 1:15 ก ยอค.10:9
ยอค. 1:15 1ก พระคัมภีร์ทั้งเล่มตั้งแต่เยเนซิศจนถึงวิวรณ์ได้นำเสนอรูปภาพที่ครบสมบูรณ์แห่งแผนการบริหารของพระเจ้า (อฟ.1:10; 3:9; 1ตธ.1:4) และการเคลื่อนไหวของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเพื่อทำให้แผนการบริหารของพระองค์สำเร็จลุล่วง. ในหนังสือยะเอศเคล แผนการบริหารของพระเจ้าและการเคลื่อนไหวที่อยู่ในแผนการบริหารของพระองค์นั้น มีวงล้อเป็นเครื่องหมายเล็ง. ดุมล้อของวงล้อใหญ่นี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า ส่วนขอบล้อเป็นเครื่องหมายเล็งถึงคู่ครองของพระคริสต์ คือคริสตจักรซึ่งจะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่. ซี่ล้อที่แผ่จากดุมล้อไปถึงขอบล้อนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงผู้เชื่อมากมายซึ่งเป็นอวัยวะทั้งหลายของพระคริสต์.
การที่วงล้อปรากฏอยู่บนแผ่นดินโลกข้างสิ่งมีชีวิตนั้นบ่งชี้ว่า การเคลื่อนไหวของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกติดตามการร่วมประสานของสิ่งมีชีวิตทั้งสี่. การเคลื่อนไหวโดยวงล้อนั้นมีความหมายเป็นนัยถึงการเคลื่อนไหวที่พิเศษซึ่งมีจุดประสงค์. นอกจากนั้นยังมีความหมายเป็นนัยว่า การเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เป็นไปโดยกำลังของเราเอง.
ยอค. 1:15 2 การที่วงล้อมีไว้สำหรับใบหน้าทั้งสี่ของสิ่งมีชีวิตนั้นบ่งชี้ว่า ถ้าเราอยากจะมีการเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราก็ต้องดำเนินชีวิตออกซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า สำแดงพระองค์ก่อน.
ยอค. 1:16 ก ยอค.10:10
ยอค. 1:16 ข ดนอ.10:6
ยอค. 1:16 1ข เพทายคือรูปลักษณ์ที่ปรากฏขององค์พระผู้เป็นเจ้าขณะที่พระองค์ทรงกำลังเคลื่อนไหว (ดนอ.10:6). กรณีนี้บ่งชี้ว่าภายในการเคลื่อนไหวของวงล้อนั้นก็คือรูปลักษณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ปรากฏออกมา.
ยอค. 1:16 2 การที่วงล้อทั้งสี่มีลักษณะเหมือนกัน มีรูปลักษณ์ที่ปรากฏเหมือนกันนั้นบ่งชี้ว่าการเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้ามีลักษณะและรูปลักษณ์ที่ปรากฏเหมือนกันในทุกคริสตจักร (1กธ.4:17; 7:17; 11:16; 14:33; 16:1; 1ธซ.2:14; ดู วว.2:7 คำอธิบาย 3 และ วว.1:20 คำอธิบาย1).
ยอค. 1:16 3 วงล้อซ้อนอยู่ในวงล้อบ่งชี้ว่าในการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตนั้นมีการเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเคลื่อนไหวอยู่ในการเคลื่อนไหวของพวกเขา (เทียบ ยก.5:17 และคำอธิบาย). ล้อวงในซึ่งก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าในฐานะที่เป็นดุมล้อนั้น เป็นแหล่งกำเนิดของฤทธิ์เดชสำหรับการเคลื่อนไหวของล้อวงนอก ซึ่งก็คือคริสตจักรในฐานะที่เป็นขอบล้อ.
ยอค. 1:17 1 การที่วงล้อเคลื่อนไปในสี่ทิศทางและก็ไม่ได้หันขณะที่เคลื่อนไปนั้นบ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวในการร่วมประสาน ซึ่งไม่มีการหันไปมา (เทียบข้อ 12 คำอธิบาย 1).
ยอค. 1:18 1 ในตัวเราเอง เราควรจะเล็กน้อย แต่วงล้อที่อยู่ข้างเรา ซึ่งก็คือการเคลื่อนไหวแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าที่อยู่กับเรานั้น ควรจะสูงและน่าเกรงขาม (1กธ.15:9; 2กธ.11:5; 12:11; อฟ.3:8–11).
ยอค. 1:18 ก ยอค.10:12; ซคย.4:10; วว.4:6
ยอค. 1:18 2ก ดวงตาบ่งชี้ถึงการหยั่งรู้, การมองการณ์ไกล และการมองเห็นในด้านต่างๆ. เรายิ่งเคลื่อนไหวไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า เราก็จะยิ่งได้รับการส่องสว่างมากขึ้น และจะสามารถมองเห็นได้มากขึ้น.
ยอค. 1:19 ก ยอค.10:16-17
ยอค. 1:19 1ก การที่วงล้อติดตามสิ่งมีชีวิตบ่งชี้ว่าถ้าเราเคลื่อนไหวในความเชื่อ องค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะทรงติดตามการเคลื่อนไหวของเรา.
ยอค. 1:20 1 วงล้อติดตามสิ่งมีชีวิต (ข้อ 19, 21) และสิ่งมีชีวิตติดตามพระวิญญาณนั้น ทว่าพระวิญญาณนั้นอยู่ในวงล้อ. กรณีนี้บ่งชี้ว่าเราเป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์ทรงเป็นหนึ่งกับเรา (1กธ.6:17). องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงติดตามเรา, เราติดตามพระวิญญาณนั้น และพระวิญญาณนั้นทรงอยู่ในวงล้อ.
ยอค. 1:20 ก ยอค.1:12
ยอค. 1:20 ข ยอค.10:17
ยอค. 1:22 ก ยอค.10:1
ยอค. 1:22 1ก เมื่อมีประสบการณ์ต่อทุกสิ่งที่มีเครื่องหมายเล็งถึงในข้อ 4-21 แล้ว ท้องฟ้าฝ่ายวิญญาณที่อยู่เหนือศีรษะของสิ่งมีชีวิตก็จะใสดุจแก้วผลึก เหมือนกับแก้วผลึกที่น่าเกรงขามผืนใหญ่. นอกจากนี้ท้องฟ้ายังแผ่กว้างออกไป และมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงดุจแก้วผลึก. ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นระหว่างสิ่งมีชีวิตกับพระเจ้า และไม่มีสิ่งใดขวางกั้นระหว่างพวกเขาด้วยกันเอง. พวกเขามีการสามัคคีธรรมกับองค์พระผู้เป็นเจ้าและสามัคคีธรรมซึ่งกันและกันอย่างถี่ถ้วน. สิ่งนี้ต้องอาศัยการรักษามโนธรรมที่บริสุทธิ์หมดจดปราศจากบกพร่องทั้งต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์ (กจ.24:16).
ยอค. 1:22 ข วว.4:6; 21:11
ยอค. 1:23 1 ปีกคู่หนึ่งของสิ่งมีชีวิตเหยียดตรงออกเป็นเครื่องหมายเล็งว่าภายใต้ท้องฟ้าที่แจ่มใสและแผ่กว้างออกไปนั้น เราสามารถมีการร่วมประสานที่เพียงพอและถูกต้องได้ คือการร่วมประสานที่ตรงไปตรงมาอย่างสิ้นเชิง ไม่มีสิ่งใดคดเคี้ยวเลย. เทียบข้อ 7 คำอธิบาย 1.
ยอค. 1:23 2 การใช้สองปีกคลุมกายของสิ่งมีชีวิตไว้นั้นบ่งชี้ว่าในการร่วมประสาน เราไม่ควรจะแสดงตัวเองออกมา แต่ควรจะซ่อนตัวเราเองไว้ภายใต้พระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า (2กธ.3:5–6; 12:9; ฟป.3:3). ดูข้อ 11 คำอธิบาย 3.
ยอค. 1:24 ก ยอค.10:5
ยอค. 1:24 ข ยอค.43:2; ดนอ.10:6; วว.1:15
ยอค. 1:24 1 เสียงที่ออกมาจากปีกซึ่งเชื่อมต่อกันนั้นคือพยานของสิ่งมีชีวิต. กรณีนี้บ่งชี้ว่าเสียงพยานของคริสตจักรท้องถิ่นใดก็ตามจะต้องเป็นเสียงของพระกายที่ร่วมมือ ร่วมประสานกันอย่างเป็นกลุ่มชน เป็นเสียงที่ออกมาจากการร่วมประสานที่ถูกต้อง (เทียบ กจ.2:14). พยานเช่นนี้จะเข้มแข็งดุจเสียงน้ำลั่นมากมาย อีกทั้งยังเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าเองและเสียงของกองทัพที่สู้รบเพื่อแผนการบริหารของพระเจ้า.
ยอค. 1:25 1 นี่คือพระสุรเสียงของพระเจ้า. การที่สิ่งมีชีวิตยืนนิ่งและหุบปีกลงนั้นบ่งชี้ว่าพวกเขาไม่เพียงรู้ว่าจะพูดหรือส่งเสียงของพวกเขาอย่างไร แต่รู้ด้วยว่าจะฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าอย่างไร (เทียบ อซด.21:5–6; ยซย.50:4–5; ลก.10:38–42).
ยอค. 1:26 ก 1พกษ.22:19; ยซย.6:1; ดนอ.7:9; วว.4:2
ยอค. 1:26 1ก สิ่งมีชีวิตทั้งสี่ไม่เพียงมีเพื่อการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อการเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้าและการบริหารปกครองขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางพวกเขาและอยู่เหนือพวกเขาเพื่อการปรากฏเป็นที่ประจักษ์, การเคลื่อนไหว และการปกครองของพระองค์. ในสถานการณ์เช่นนี้ พระเจ้าไม่เพียงทรงเป็นพระเจ้าของฟ้าสวรรค์เท่านั้น แต่ยังทรงเป็นพระเจ้าของแผ่นดินโลกด้วย (ดู มธ.11:25 คำอธิบาย 2). ฟ้าสวรรค์ได้เปิดออกต่อแผ่นดินโลกและเชื่อมต่อกับแผ่นดินโลกโดยอาศัยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้.
การสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมอยู่ที่พระที่นั่งเสมอ. พระที่นั่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่เพียงอยู่บนสวรรค์ชั้นสามเท่านั้น แต่อยู่ในวิญญาณของเราด้วย (วว.4:2–3; ฮร.4:16 และคำอธิบาย 1; เทียบ 2ตธ.4:22). พระที่นั่งเหนือผืนฟ้าที่ใสดุจแก้วผลึกบ่งชี้ว่า เมื่อไรก็ตามที่เรามี “ท้องฟ้าที่แจ่มใส” ในชีวิตคริสเตียนและชีวิตคริสตจักรของเรา เราก็จะอยู่ภายใต้การปกครองของพระที่นั่ง. จุดสูงสุดในประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณของเราคือการมีท้องฟ้าที่แจ่มใสพร้อมด้วยพระที่นั่งซึ่งอยู่เหนือท้องฟ้านั้น. การบรรลุถึงจุดสูงสุดนี้หมายความว่า เรายอมให้พระเจ้าเป็นเอกในทุกสิ่งและนอบน้อมต่ออำนาจและการบริหารปกครองของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง. พระที่นั่งไม่ได้มีไว้เพื่อให้พระเจ้าครอบครองอยู่เหนือตัวเราเท่านั้น แต่มีเพื่อให้พระองค์ทำให้พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระองค์สำเร็จสมบูรณ์ด้วย. ถ้าเรามีพระที่นั่งอยู่ในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา พระเจ้าก็จะไม่เพียงปกครองอยู่เหนือเราเท่านั้น แต่ยังทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จเป็นจริงอยู่ในตัวเรา, ร่วมกับเรา, และผ่านตัวเราด้วย.
ยอค. 1:26 ข อซด.24:10
ยอค. 1:26 2ข ไพลินซึ่งเป็นหินที่มีสีน้ำเงินนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสภาพการณ์ฝ่ายสวรรค์อย่างหนึ่งที่ดำรงอยู่ในเวลาที่พระเจ้าได้ปรากฏออกมาในสถานการณ์ที่พิเศษ (อซด.24:10). การที่พระที่นั่งมีลักษณะเหมือนไพลินนั้นแสดงให้เห็นถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้าที่อยู่ในสถานการณ์ฝ่ายสวรรค์.
ยอค. 1:26 3 ผู้ที่ประทับบนพระที่นั่งนั้นดูเหมือนมนุษย์ แต่ก็มีรูปลักษณ์ที่ปรากฏแห่งสง่าราศีของพระยะโฮวา(ข้อ 28) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ประทับบนพระที่นั่งนั้นทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์. พระองค์คือพระเยซูคริสต์ คือมนุษย์พระเจ้า ผู้ซึ่งเป็นการผสมกลมกลืนกันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์. พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ครบถ้วน และพระองค์ทรงกลายเป็นเนื้อหนังมาเป็นมนุษย์ (ยฮ.1:1, 14). พระองค์ทรงมีสภาพมนุษย์ ทรงดำเนินชีวิต, ตาย, เป็นขึ้น และเสด็จสู่สวรรค์ในฐานะมนุษย์ และบัดนี้ในฐานะผู้ที่ประทับบนพระที่นั่ง พระองค์ยังคงเป็นบุตรมนุษย์ (ยฮ.6:62; กจ.7:56). ดังนั้น นับตั้งแต่การเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระเยซูเจ้า ก็มีมนุษย์อยู่บนพระที่นั่งแล้ว. และในอาณาจักรพันปี รวมถึงในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ไปตราบชั่วนิรันดร์ก็จะยังคงมีมนุษย์อยู่บนพระที่นั่ง (มธ.19:28; วว.22:1, 3).
ดังที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยไว้ว่าจุดมุ่งหมายอันลับลึกของพระเจ้าในความสัมพันธ์ของพระองค์กับมนุษย์ก็คือการนำตัวของพระองค์เองมาผสมกลมกลืนกับมนุษย์ และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงกลายเป็นเหมือนมนุษย์ และทำให้มนุษย์เป็นเหมือนพระเจ้าในด้านชีวิต, นิสัย และการสำแดง แต่ไม่มีส่วนในฐานันดรความเป็นพระเจ้า. มนุษย์ถูกเนรมิตสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าเพื่อสำแดงพระเจ้าและเพื่อทำการปกครองเพื่อพระเจ้า (ยนซ.1:26-28 และคำอธิบาย). ผู้ที่ประทับบนพระที่นั่งและสิ่งมีชีวิตทั้งสี่ล้วนมีรูปลักษณ์ที่ปรากฏเหมือนมนุษย์ ซึ่งบ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสี่บนแผ่นดินโลกนั้นเป็นการสำแดงของผู้ที่ประทับบนพระที่นั่ง (ดูข้อ 5 คำอธิบาย 2). การสำแดงนี้ก็คือการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในสภาพมนุษย์ (1ตธ.3:15-16). พระเจ้าผู้สถิตในฟ้าสวรรค์ทรงปรารถนาจะได้มาซึ่งมนุษย์บนแผ่นดินโลกเพื่อมาสำแดงพระองค์ โดยการกระทำตัวของพระองค์เองเข้าสู่มนุษย์. ยิ่งกว่านั้น จุดมุ่งหมายของพระเจ้าคือการกระทำการอยู่บนตัวมนุษย์เพื่อมนุษย์จะได้อยู่บนพระที่นั่ง. ในฐานะผู้เบิกทาง ผู้บุกเบิก องค์พระเยซูเจ้าได้เปิดทางเข้าสู่สง่าราศีและประทับบนพระที่นั่งแล้ว (ฮร.2:6-9) และบัดนี้เราซึ่งเป็นพี่น้องมากมายของพระองค์ก็กำลังติดตามพระองค์ไป (ฮร.2:10-12; วว.3:21; 22:5).
ยอค. 1:27 ก ยอค.8:2
ยอค. 1:27 1 รูปลักษณ์ที่ปรากฏของมนุษย์ที่อยู่บนพระที่นั่งนั้นมีอยู่สองด้าน: จากบั้นเอวขึ้นไปมีรูปลักษณ์ที่ปรากฏดูเหมือนทองผสมเงิน และจากบั้นเอวลงมามีรูปลักษณ์ที่ปรากฏดูเหมือนไฟ. ท่อนบนของมนุษย์นับจากบั้นเอวขึ้นไปถึงศีรษะเป็นส่วนของความรู้สึก การรับรู้. ส่วนนี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงนิสัยและบุคลิกลักษณะของเขา. ถ้าว่าตามนิสัยและบุคลิกลักษณะแล้ว องค์พระเยซูเจ้าผู้อยู่บนพระที่นั่งก็ทรงมีรูปลักษณ์ที่ปรากฏดูเหมือนทองผสมเงิน ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระเจ้าผู้ทำการไถ่. ส่วนท่อนล่างในร่างกายของมนุษย์มีไว้สำหรับการเคลื่อนไหว. รูปลักษณ์ที่ปรากฏของไฟจากบั้นเอวลงมานั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงรูปลักษณะที่ปรากฏขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการเคลื่อนไหวของพระองค์พร้อมด้วยการเผาผลาญและฤทธิ์เดชแห่งการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระเจ้า (ดูข้อ 4 คำอธิบาย 4).
เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาหาเรา พระองค์จะเสด็จมาในฐานะไฟเพื่อส่องสว่าง, สืบค้น และเผาผลาญ. จากนั้นโดยอาศัยไฟ พระองค์ก็ทรงกลายเป็นทองผสมเงินต่อเรา. หลังจากที่สิ่งของด้านลบทั้งปวงได้ถูกเผาผลาญออกไปจากเราโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นไฟที่เผาผลาญแล้ว (ฮร.12:29) สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ในเราก็คือทองผสมเงิน ซึ่งก็คือพระเจ้าผู้ทำการไถ่. ดูข้อ 4 คำอธิบาย 5.
ยอค. 1:28 ก วว.4:3; 10:1
ยอค. 1:28 1ก รุ้งกินน้ำซึ่งเป็นความสว่างที่ล้อมรอบมนุษย์ที่ประทับอยู่บนพระที่นั่งนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความเจิดจรัสและสง่าราศีที่ล้อมรอบองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ประทับบนพระที่นั่ง. ในสมัยของโนฮา รุ้งกินน้ำที่อยู่ในเมฆเป็นเครื่องหมายแห่งความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการรักษาพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดว่าพระองค์จะไม่ทรงทำลายมนุษยชาติด้วยน้ำท่วมอีกต่อไป (ดู ยนซ.9:13 คำอธิบาย 1).
รุ้งกินน้ำถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมกันของสีพื้นฐานสามสี ได้แก่ สีแดง, สีเหลือง และสีน้ำเงิน. สีแดงซึ่งเป็นสีของไฟ เป็นเครื่องหมายเล็งถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า; สีเหลืองซึ่งเป็นสีของทองผสมเงินนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสง่าราศีของพระเจ้า; และสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีของพระที่นั่งไพลินนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความชอบธรรมของพระเจ้า. ความชอบธรรม, ความบริสุทธิ์, และสง่าราศีคือคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์สามอย่างที่กีดกั้นไม่ให้คนบาปเข้าใกล้พระเจ้า (ดู ยนซ.3:24 คำอธิบาย 1). อย่างไรก็ตาม พระคริสต์ได้เสด็จมา ทรงตายบนกางเขนเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องแห่งความชอบธรรม, ความบริสุทธิ์, และสง่าราศีของพระเจ้า และพระคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้น บัดนี้พระองค์ทรงเป็นความชอบธรรม, ความบริสุทธิ์, และสง่าราศีของเรา (1กธ.1:30). เนื่องจากบัดนี้ผู้เชื่ออย่างเราได้อยู่ในพระคริสต์ ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น เราจึงมีรูปลักษณ์ที่ปรากฏออกของพระคริสต์ในฐานะที่เป็นความชอบธรรม, ความบริสุทธิ์, และสง่าราศี. นี่ก็คือรูปลักษณ์ที่ปรากฏเหมือนกับรุ้งกินน้ำในฐานะที่เป็นพยานถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ได้ทรงไว้ชีวิตและช่วยผู้ที่ตกต่ำอย่างเราให้รอดจากการพิพากษาของพระองค์ที่มีต่อคนบาป. ในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่มีฐานรากเป็นรูปลักษณ์ของรุ้งกินน้ำนั้น (วว.21:19-20) เราทั้งหลายซึ่งเป็นการรวบยอดของผู้ที่ได้รับความรอดทั้งสิ้นจะเป็นรุ้งกินน้ำที่สะท้อนความสว่างไสวแห่งความชอบธรรม, ความบริสุทธิ์ และสง่าราศีของพระเจ้า อีกทั้งจะเป็นพยานตลอดไปว่าพระเจ้าของเราทรงเป็นผู้ชอบธรรมและสัตย์ซื่อ (ดู วว.21:19 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2). ดังที่บทนี้ได้บรรยายไว้ การดำเนินชีวิตคริสเตียนและการดำเนินชีวิตคริสตจักรจะสำเร็จสุดยอดเป็นรุ้งกินน้ำเช่นนี้. ในเวลานั้น โครงการที่นิรันดร์ของพระเจ้าก็จะถูกทำให้สำเร็จสมบูรณ์.
ยอค. 1:28 ข ยอค.3:23; ดนอ.8:17; มธ.17:6; กจ.9:4
สารบัญ