การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

ยะซายา บทที่ 42

(2) ในฐานะที่เป็นพันธสัญญาแก่พลไพร่และเป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ
42:1–25
ยซย. 42:1 กดูเถิด 1ขผู้รับใช้ของเรา ผู้ซึ่งเราค้ำจุน ผู้ซึ่งเราคเลือกสรร ผู้ซึ่งงจิตของเราปีติยินดี เรานำ2จวิญญาณของเราสวมไว้บนท่าน ท่านจะประกาศ3ความยุติธรรมออกไปยังบรรดาประชาชาติ.
ยซย. 42:2 ท่านจะไม่1ร้องเสียงดังหรือเปล่ง[เสียงของท่าน] หรือทำให้เสียงของท่านได้ยินตามถนน.
ยซย. 42:3 1ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก และ1คบเพลิงเป็นควันจวนจะดับแล้วท่านจะไม่ดับ ท่านจะประกาศความยุติธรรมด้วยความสัตย์จริง.
ยซย. 42:4 ท่านจะไม่1อ่อนเปลี้ยหรือ2ท้อแท้ จนกว่าท่านจะตั้ง3ความยุติธรรมขึ้นมาบนแผ่นดินโลก และดินแดนชายฝั่งทะเลจะคอยท่าคำชี้แนะของท่าน.
ยซย. 42:5 พระเจ้าพระยะโฮวาผู้ทรงเนรมิตสร้างกฟ้าสวรรค์และทรงขึงมันไว้ ผู้ทรงแผ่ขแผ่นดินโลกและสิ่งที่บังเกิดออกมาจากโลก ผู้ประทานคลมหายใจแก่ชนชาติทั้งหลายบนโลก และประทาน1วิญญาณแก่ผู้ดำเนินอยู่บนโลก ตรัสดังนี้ว่า
ยซย. 42:6 เราคือยะโฮวา เรากเรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราฉวยมือเจ้าและรักษาเจ้าไว้ เราให้เจ้าเป็นเหมือน1ขพันธสัญญาแก่พลไพร่ และเป็น2คความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ
ยซย. 42:7 เพื่อเปิดตากคนตาบอด เพื่อนำผู้ถูกจำจองออกจากขคุก นำผู้อาศัยอยู่ในความมืดออกจากเรือนจำ.
ยซย. 42:8 เราคือยะโฮวา นั่นเป็นนามของเรา เราไม่กให้สง่าราศีของเราแก่ผู้อื่น หรือให้คำที่สรรเสริญเราแก่รูปเคารพ.
ยซย. 42:9 ดูเถิด สิ่งล่วงเลยมาแล้วนั้นก็สำเร็จ และเราบอกถึงกสิ่งใหม่ๆ ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น เราก็ได้เล่าให้ฟังแล้ว.
ยซย. 42:10 จงร้องกเพลงบทใหม่แด่พระยะโฮวา ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์จากปลายแผ่นดินโลก พวกท่านที่ลงไปยังทะเลและบรรดาสิ่งที่เติมเต็มอยู่ในนั้น ทั้งดินแดนชายฝั่งทะเลและพวกที่อาศัยอยู่ที่นั่น.
ยซย. 42:11 จงให้ป่ากันดารและเมืองในนั้นเปล่ง [เสียง] ทั้งชนบทที่คนเคดารอาศัยอยู่ จงให้ผู้อาศัยของ1เซลาร้องเพลงด้วยความยินดี ให้พวกเขาโห่ร้องมาจากยอดเขา.
ยซย. 42:12 ให้พวกเขาถวายสง่าราศีแด่พระยะโฮวา และป่าวประกาศคำสรรเสริญแก่พระองค์ในดินแดนชายฝั่งทะเล.
ยซย. 42:13 พระยะโฮวาจะเสด็จออกไปอย่างผู้แกล้วกล้า พระองค์ทรงเร้าความหวงแหน[ของพระองค์]ขึ้นอย่างกนักรบ พระองค์จะทรงร้อง พระองค์จะทรงโห่ดัง พระองค์จะทรงมีชัยชนะต่อศัตรูของพระองค์.
ยซย. 42:14 เราเงียบมานานแล้ว เรานิ่งอยู่และเหนี่ยวรั้งตัวเองไว้. [บัดนี้]เราจะร้องออกมาเหมือนผู้หญิงกำลังคลอดบุตร เราจะ1หายใจถี่และหอบ
ยซย. 42:15 เราจะทำให้ภูเขาและเนินเขาเป็นที่ร้าง และให้พืชผักของมันเหี่ยวแห้งทั้งหมด เราจะทำให้แม่น้ำกลายเป็นหมู่เกาะต่างๆ และทำให้สระน้ำแห้งไป.
ยซย. 42:16 เราจะนำคนตาบอดทั้งหลายไปในทางที่เขาทั้งหลายไม่รู้จัก เราจะพาเขาเดินไปในวิถีที่เขาไม่รู้จัก เราจะให้กความมืดกลับเป็นความสว่างข้างหน้าพวกเขา ทำขสิ่งที่คดให้ตรง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะทำเพื่อพวกเขา และเราจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา.
ยซย. 42:17 เขาทั้งหลายที่หันกลับจะต้องขายหน้าอย่างที่สุด คือพวกที่เชื่อพึ่งในรูปแกะสลัก พวกที่พูดกับรูปเคารพที่หล่อขึ้นว่า ท่านเป็นพระของพวกเรา.
ยซย. 42:18 จงฟังเถิด พวกเจ้ากคนหูหนวก และจงมองดูเถิด พวกเจ้าคนตาบอด เจ้าจะได้เห็น.
ยซย. 42:19 ใครเป็นคนตาบอด ถ้าไม่ใช่1ผู้รับใช้ของเรา? หรือใครหูหนวกเช่นเดียวกับทูตของเราที่เราใช้ไป? ใครตาบอดเช่นเดียวกับผู้ที่มีสันติสุข[กับเรา]? หรือตาบอดเช่นเดียวกับผู้รับใช้ของพระยะโฮวา?
ยซย. 42:20 เจ้าเห็นหลายอย่าง แต่ไม่ได้เฝ้าสังเกต หูของ[เขา]ผึ่ง แต่กไม่ได้ยิน.
ยซย. 42:21 พระยะโฮวาพอพระทัยเพราะเห็นแก่ความชอบธรรมของพระองค์ ที่จะทำให้กฎบัญญัตินั้นยิ่งใหญ่และมีเกียรติ.
ยซย. 42:22 แต่นี่เป็นพลไพร่ที่ถูกปล้นและถูกริบ เขาทุกคนติดกับดักอยู่ในหลุม และซ่อนตัวอยู่ในเรือนจำ เขาตกเป็นของปล้นโดยไม่มีใครช่วยให้รอด ถูกริบโดยไม่มีใครพูดว่า คืนให้ไป.
ยซย. 42:23 มีใครในพวกท่านจะเงี่ยหูฟังเรื่องนี้? หรือจะตั้งใจรับฟังสิ่งที่จะเกิดขึ้น?
ยซย. 42:24 ใครมอบยาโคบให้แก่ผู้ปล้น และอิสราเอลให้แก่พวกโจร? คือพระยะโฮวาผู้ที่เราทำบาปต่อพระองค์ไม่ใช่หรือ? ด้วยพวกเขาไม่ยอมดำเนินในทางของพระองค์ ทั้งไม่เชื่อฟังกฎบัญญัติของพระองค์.
ยซย. 42:25 ดังนั้นพระองค์จึงทรงเทพระพิโรธอันร้อนแรงลงมาบนเขา รวมทั้งความรุนแรงของสงคราม ทำให้รอบตัวของเขาลุกเป็นไฟ แต่เขายังไม่เข้าใจ ไฟไหม้ตัวเขาอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่กใจ.

คำอธิบาย ยะซายา บทที่ 42

ยซย. 42:1 ก ข้อ 1-4: มธ.12:18-21
ยซย. 42:1 ข ยซย.42:19; 49:6; 52:13; 53:11; ยอค.34:23; กจ.3:13
ยซย. 42:1 1ข ยะซายาบทที่ 42 เปิดเผยถึงพระคริสต์ (มธ.12:15-21) ในฐานะผู้รับใช้ของพระยะโฮวา (มก.10:45; ฟป.2:5-11) ผู้เป็นพันธสัญญาสำหรับพลไพร่ที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรคืออิสราเอล และเป็นความสว่างสำหรับชาวต่างชาติ (ดู ยซย.42:6 คำอธิบาย 1 และ 2). ต้นกำเนิดของพระคริสต์ในฐานะผู้รับใช้ของพระยะโฮวาคือสภาพพระเจ้าของพระองค์ ความเป็นพระเจ้าของพระองค์ (ข้อ 1, 6; ยซย. 49:5, 7-8) ในขณะที่คุณสมบัติของพระองค์อยู่ในสภาพมนุษย์ ในคุณธรรมฝ่ายมนุษย์ของพระองค์ (ข้อ 2-4). สิ่งที่พระคริสต์ได้รับมอบหมายคือการฟื้นฟูเผ่าต่าง ๆ ของยาโคบ; นำยาโคบกลับมาสู่พระยะโฮวา เพื่อให้อิสราเอลจะมาชุมนุมกันที่พระองค์ (ยซย.49:5ข, 6ก); มาเป็นพันธสัญญาสำหรับพลไพร่ของพระเจ้า คืออิสราเอล (ข้อ 6ง; ยซย.49:8ง); มาฟื้นสภาพดินแดน (ยซย.49:8จ); มาเป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ (ข้อ 6จ; ยซย.49:6ค); นำความยุติธรรมไปป่าวประกาศแก่บรรดาประชาชาติด้วยความสัตย์จริง เพื่อให้พวกเขาได้รับความรอด (ข้อ 1, 3ข; ยซย.49:6ง); เปิดตาของคนตาบอดเพื่อให้พวกเขามองเห็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และอยู่ฝ่ายวิญญาณเกี่ยวกับแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า (ข้อ 7ก; ลก.4:18ข; กจ.26:18ก); และนำผู้ที่ถูกจองจำออกมาจากคุก ผู้ที่อาศัยอยู่ในความมืดออกมาจากเรือนจำ เพื่อพวกเขาจะได้รับการปลดปล่อยจากอาณาจักรแห่งความมืดของซาตานเข้าสู่อาณาจักรแห่งพระบุตรที่รักของพระเจ้า (ข้อ 7; กซ1:12-13).
ยซย. 42:1 ค ลก.23:35
ยซย. 42:1 ง มธ.3:17; 17:5; มก.1:11
ยซย. 42:1 จ ยซย.11:2; ลก.4:18; ยฮ.3:34
ยซย. 42:1 2จ พระวิญญาณของพระยะโฮวาคือตัวของพระยะโฮวาเอง. ดังนั้นการที่พระยะโฮวาทรงนำพระวิญญาณของพระองค์มาสวมไว้บนพระเยซู (มธ.3:16; ลก.4:18ก; ยฮ.1:33) จึงหมายความว่าพระองค์ทรงมอบพระองค์เองให้แก่พระเยซู และพระยะโฮวากับพระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์นั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน.
ยซย. 42:1 3 ดู ข้อ 4 คำอธิบาย 3. ข้อ 3 ก็เช่นเดียวกัน.
ยซย. 42:2 1 ในการปฏิบัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่ทะเลาะวิวาทกับผู้คน (มธ.12:19) และพระองค์ไม่ได้ทรงป่าวประกาศพระองค์เอง. พระองค์ไม่ได้แสวงหาจะเป็นที่รู้จักในท่ามกลางผู้คนตามถนนหนทาง (เทียบ ยฮ.7:3-9).
ยซย. 42:3 1 ตามภาษากรีกหมายถึง คบเพลิงที่ทำจากป่าน. ดู มธ.12:20 คำอธิบาย 1.
ยซย. 42:4 1 หรือ จวนจะดับ; มาจากรากศัพท์เดียวกับคำว่า “จวนจะดับ” ในข้อ 3. พระคริสต์ไม่ทรงดับคบเพลิงที่เป็นควันจวนจะดับแล้ว (ข้อ 3) แต่พระองค์เองไม่เคยจวนจะดับเลย.
ยซย. 42:4 2 หรือ ถูกบดขยี้; มาจากรากศัพท์เดียวกันและอ้างอิงถึงคำว่า “ช้ำ” ในข้อ 3.
ยซย. 42:4 3 ความยุติธรรม (ข้อ 1, 3-4) คือความชอบธรรมที่ผ่านการพิพากษา เป็นคำตัดสินจากการพิพากษาในความชอบธรรม. ในหนังสือเล่มนี้ ความยุติธรรมชี้ถึงความรอด ซึ่งเป็นผลจากการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อพระคริสต์ผู้ชอบธรรม ซึ่งได้ถูกปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎบัญญัติอันชอบธรรมของพระเจ้าและทำให้ข้อเรียกร้องทั้งหมดของกฎบัญญัตินั้นสำเร็จเป็นจริง (เทียบ ฆต.2:19 และคำอธิบาย 1) การตั้งความยุติธรรมขึ้นมาบนแผ่นดินโลกหมายถึงการสถาปนาความรอดของพระเจ้า ซึ่งเป็นผลจากการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อพระคริสต์. ความรอดของพระเจ้ามีสองด้าน — การโปรดให้ชอบธรรมในด้านหลักกฎหมาย และการแจกปันชีวิตซึ่งเป็นด้านอินทรียภาพ (รม. 5:10, 18). พระเจ้าทรงโปรดให้ชอบธรรมและแจกปันชีวิตให้แก่ผู้เชื่อบนพื้นฐานของการไถ่ของพระคริสต์ ซึ่งกระทำสำเร็จผ่านการพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้า นี่คือความยุติธรรม. เมื่อพระคริสต์ทรงตั้งความยุติธรรมของพระเจ้า คือทำให้ความรอดของพระเจ้าในแผ่นดินโลกนี้สำเร็จ พระองค์ก็จะเสด็จมา.
ยซย. 42:5 ก ยซย.40:22; ซคย.12:1
ยซย. 42:5 ข บพส.136:6
ยซย. 42:5 ค กจ.17:25
ยซย. 42:5 1 การที่พลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะสามารถต้อนรับพระคริสต์ในฐานะพันธสัญญาและความสว่างได้นั้น (ข้อ 6) พระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกได้ประทานลมหายใจให้แก่มนุษย์ ทั้งยังประทานวิญญาณให้แก่พวกเขา (ยนซ.2:7; ซคย.12:1) เพื่อให้พวกเขาสามารถรับสุขพระองค์ คือพระเจ้าตรีเอกภาพผู้เป็นพระวิญญาณ (ยฮ.4:24ก) มาเป็นมรดกและชีวิตของพวกเขา.
ยซย. 42:6 ก ยซย.43:1
ยซย. 42:6 ข ยซย.49:8
ยซย. 42:6 1ข พระคริสต์ได้รับการทรงเรียกโดยพระยะโฮวาให้เป็นพันธสัญญาแก่พลไพร่ คืออิสราเอล (ข้อ 6ข; 49:8ข; ฮร.7:22). พันธสัญญาคือข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างพระเจ้ากับพลไพร่ของพระองค์ (เทียบ ยรม.31:31-34; ฮร.8:8-12). พันธสัญญาได้กลายเป็นพินัยกรรมผ่านการตายของพระคริสต์ (ฮร.9:16-17 และข้อ 16 คำอธิบาย 1). พระคริสต์ทรงตั้งพันธสัญญาใหม่ (ซึ่งพันธสัญญาใหม่นี้ได้กลายเป็นพินัยกรรมใหม่) ด้วยพระโลหิตของพระองค์ตามความชอบธรรมของพระเจ้า ผ่านการตายที่ทำการไถ่ของพระองค์ (มธ.26:28; ลก.22:20; ฮร. 9:15). ในการเป็นขึ้นนั้น พระคริสต์ทรงกลายเป็นความเที่ยงแท้ของมรดกทั้งหมดในพันธสัญญาใหม่ และทรงเป็นคนกลาง เป็นผู้ปฏิบัติการให้เป็นไปตามพันธสัญญาใหม่ตามความชอบธรรมของพระเจ้า (ฮร.8:6; 9:15; 12:24). ดังนั้นพระคริสต์จึงเป็นพันธสัญญาใหม่ เป็นพินัยกรรมใหม่.
พระคริสต์ในฐานะที่เป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของความอุดมสมบูรณ์แห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้า (กซ.2:9; 1:19) และในฐานะผู้ที่ถูกตรึงตายและเป็นขึ้นนั้นได้กลายเป็นพันธสัญญาของพระเจ้าที่ประทานให้แก่พลไพร่ของพระองค์. พระองค์ทรงเป็นความเที่ยงแท้ของทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นและทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานแก่เรา. ความรอดของพระเจ้า, ความชอบธรรมของพระเจ้า, การโปรดให้ชอบธรรมของพระเจ้า, การอภัยของพระเจ้า, การไถ่ของพระเจ้า, ความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้า, และทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและจะทรงกระทำได้ถูกตั้งพันธสัญญาไว้กับเราแล้ว. ในฐานะความเที่ยงแท้ของมรดกทั้งหมดในพันธสัญญาใหม่ พระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง, ประทานชีวิต, อาศัยอยู่ภายใน, สำเร็จสุดยอดนั้น (1กธ.15:45; 2กธ.3:17; รม.8:9-11) ทรงอยู่ในวิญญาณของเราและได้กลายเป็นหนึ่งกับวิญญาณของเรา (2ตธ.4:22; 1กธ.6:17). ในฐานะพันธสัญญา พระคริสต์ทรงเป็นผู้ค้ำประกัน (ฮร.7:22) และพระวิญญาณนั้นทรงเป็นมัดจำ (2กธ.1:22; อฟ.1:14) เพื่อรับรองว่าพระเจ้าผู้ทรงแปรสภาพเป็นรูปธรรมอยู่ในพระคริสต์นั้นทรงเป็นมรดกของพลไพร่ของพระองค์ (รม.8:17ก; กจ.26:18 และคำอธิบาย 6).
ยซย. 42:6 ค ยซย.49:6; ลก.2:32; กจ.13:47
ยซย. 42:6 2ค พระคริสต์ยังได้รับการทรงเรียกโดยพระยะโฮวาให้เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ (ข้อ 6ข; มธ.4:13-16). พระองค์ทรงเป็นความสว่างแห่งชีวิต เป็นความสว่างแท้ที่ส่องสว่างไปทั่วโลกและฉายส่องแก่มนุษย์ทุกคน ทำให้มนุษย์ได้รับการชุบชีพเพื่อจะได้รับการบังเกิดใหม่ (ยฮ.1:4, 9, 12-13). พระองค์ทรงเป็นความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์และมหัศจรรย์ที่เปิดตาของคนตาบอด (ข้อ 7ก; ลก.4:18; ยฮ.9:14) และช่วยพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลุดพ้นจากความมืดแห่งความตาย, ขอบเขตแห่งความตาย, อำนาจของซาตานไปสู่ความสว่างที่อยู่ในขอบเขตแห่งชีวิตของพระเจ้า (ข้อ 7ข; 1ปต.2:9ข; กจ.26:18ก; กซ.1:12-13). พระคริสต์ในฐานะพันธสัญญามีเพื่อให้พลไพร่ของพระเจ้าได้รับพระเจ้าพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์มาเป็นมรดกของพวกเขา (ดูข้อ 6 คำอธิบาย 1) ในขณะที่พระคริสต์ในฐานะความสว่างนั้นมีเพื่อให้พลไพร่ของพระเจ้าได้ต้อนรับพระเจ้ามาเป็นชีวิต. ดู 49:6 คำอธิบาย 2.
ยซย. 42:7 ก ยซย.29:18; 35:5
ยซย. 42:7 ข ยซย.61:1; ลก.4:18
ยซย. 42:8 ก ยซย.48:11
ยซย. 42:9 ก ยซย.43:19; วว.21:5
ยซย. 42:10 ก บพส.33:3; 40:3; 96:1; 98:1; 144:9; 149:1; วว.5:9; 14:3
ยซย. 42:11 1 หรือ หินสูง หรือหน้าผา; ชื่อของเมืองในอะโดม.
ยซย. 42:13 ก อซด.15:3
ยซย. 42:14 1 ฉบับโบราณบางฉบับอ่านว่า ทำลายและล้างผลาญ.
ยซย. 42:16 ก 1ปต.2:9
ยซย. 42:16 ข ยซย.40:4; 45:2; ลก.3:5
ยซย. 42:18 ก ยซย.43:8; ยอค.12:2; มก.8:18; ยฮ.9:39, 41
ยซย. 42:19 1 ชี้ถึงอิสราเอล ซึ่งเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ในฐานะผู้รับใช้ของพระยะโฮวาที่อยู่ในการฟื้นสภาพ (ดูข้อ 22-24). อิสราเอลเป็นคนตาบอดและหูหนวก ไม่มีความเข้าใจหรือฤทธิ์เดชในการรับรู้. ดังนั้นอิสราเอลจึงไม่สามารถได้ยินพระคำของพระเจ้าหรือมองเห็นนิมิตของพระองค์ได้. อย่างไรก็ตาม ในการฟื้นสภาพนั้น อิสราเอลจะกลายเป็นหนึ่งกับพระคริสต์ และด้วยเหตุนี้จึงสามารถมองเห็นและได้ยิน มีฤทธิ์เดชในการรับรู้และความสามารถในการเข้าใจ.
ยซย. 42:20 ก มก.8:18
ยซย. 42:25 ก 1พกษ.8:47; ยซย.57:11
สารบัญ