สุภาษิต บทที่ 1
หัวข้อหลัก: ถ้อยคำแห่งสติปัญญาซึ่งสอนผู้คนในการประพฤติตน และในการก่อตั้งอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตมนุษย์ของตน
ผู้เขียน: ผู้ประพันธ์และผู้รวบรวมที่เป็นหลักคือซะโลโม (1:1; 10:1; 25:1; เทียบ 1พกษ.4:32; ผปก.12:9) และฮิศคียา (25:1) ผู้ได้เพิ่มสุภาษิตบางข้อของบรรพบุรุษเข้าไปในบทที่ 25—29. บทที่ 30 น่าจะเขียนโดยอาฆูร และบทที่ 31 น่าจะเขียนโดยกษัตริย์ละมูเอล; ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดถึงสองคนนี้.
เวลาที่เขียน: ประมาณ 1000 ปีก่อนคริสตศักราช (ในส่วนของซะโลโม บทที่ 1—24) และประมาณ 700 ปีก่อนคริสตศักราช (ในส่วนของฮิศคียา บทที่ 25—29). ไม่ทราบช่วงเวลาที่เขียนบทที่ 30—31.
สถานที่เขียน: น่าจะเป็นที่กรุงเยรูซาเล็ม.
บทที่ 1
I. บทประพันธ์ของซะโลโม
1:1—24:34
I. บทประพันธ์ของซะโลโม
1:1—24:34
1. หลักการสำหรับมนุษย์ในการดำเนินชีวิตมนุษย์ที่ถูกต้อง
1:1—9:18
1:1—9:18
สภษ.
1:1 1กบรรดาสุภาษิตของซะโลโมผู้เป็นบุตรของดาวิดกษัตริย์แห่งอิสราเอล
สภษ.
1:2 เพื่อให้รู้จักสติปัญญาและคำชี้แนะ เพื่อให้แยกแยะถ้อยคำแห่งความเข้าใจ
สภษ.
1:3 เพื่อให้รับคำชี้แนะในเรื่องสติปัญญา ในเรื่องความชอบธรรม ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม
สภษ.
1:4 เพื่อให้ความเฉลียวฉลาดแก่คนเขลา ให้ความรู้และความสุขุมรอบคอบแก่คนหนุ่ม
สภษ.
1:5 คนมีสติปัญญาจะได้ยินและเพิ่มพูนการเรียนรู้ และคนที่มีความเข้าใจจะได้คำปรึกษาแห่งปัญญา
สภษ.
1:6 เพื่อให้เข้าใจสุภาษิตและอุปมา ทั้งถ้อยคำของคนมีสติปัญญาและปริศนาของพวกเขา.
สภษ.
1:7 1กความยำเกรงพระยะโฮวาเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้ คนโง่ย่อมดูหมิ่นสติปัญญาและการชี้แนะ.
สภษ.
1:8 บุตรชายของข้าเอ๋ย จงฟังคำชี้แนะของ1กพ่อเจ้า และอย่าปฏิเสธละทิ้งคำสอนของแม่เจ้า
สภษ.
1:9 เพราะสองสิ่งนั้นเป็นมาลัยงามสวมศีรษะของเจ้า เป็นสร้อยห้อยคอของเจ้า.
สภษ.
1:10 บุตรชายของข้าเอ๋ย ถ้าคนบาปล่อใจเจ้า อย่าได้ยอมตาม.
สภษ.
1:11 ถ้าพวกเขาพูดว่า มากับเราเถิด ให้เราหมอบคอยเอาเลือด[คน] ให้เราซุ่ม[ทำร้าย]คนบริสุทธิ์โดยไร้เหตุ
สภษ.
1:12 ให้เรากลืนพวกเขาทั้งเป็นอย่าง1แดนคนตาย และกลืนเขาทั้งตัว อย่างคนเหล่านั้นที่ลงไปสู่หลุม[มรณา].
สภษ.
1:13 เราจะพบของมีค่าทุกอย่าง เราจะบรรจุบ้านเราให้เต็มด้วยของที่ปล้นมาได้
สภษ.
1:14 1จงร่วมรับส่วนกับเรา เราทุกคนจะมีเงินถุงเดียวกัน.
สภษ.
1:15 บุตรชายของข้าเอ๋ย อย่าเดินในทางนั้นกับพวกเขา จงยั้งเท้าของเจ้าจากวิถีของพวกเขา.
สภษ.
1:16 เพราะว่ากเท้าของพวกเขาวิ่งไปหาความชั่วร้าย และพวกเขารีบเร่งไปทำให้โลหิตตก.
สภษ.
1:17 เพราะจะขึงตาข่ายให้นกเห็นก็ไม่มีประโยชน์
สภษ.
1:18 แต่คนเหล่านี้หมอบคอยเอาเลือดตนเอง พวกเขาซุ่ม[ทำร้าย]ชีวิตตัวเอง!
สภษ.
1:19 ทางของทุกคนที่ละโมบหากำไรก็เป็นอย่างนี้แหละ มันย่อมคร่าเอาชีวิตเจ้าของนั้นเอง.
สภษ.
1:20 1สติปัญญากร้องเรียกอยู่ที่ถนน 2เธอเปล่งเสียงอยู่ในที่ลานกว้าง.
สภษ.
1:21 เธอร้องเรียกอยู่ตามหัว[ถนน]ที่จอแจ เธอกล่าวถ้อยคำที่ทางเข้าประตูเมืองว่า
สภษ.
1:22 คนเขลาเอ๋ย เจ้าจะรักความเขลาไปนานสักเท่าไร? คนชอบเยาะเย้ยจะพอใจในการเยาะเย้ยไปนานสักเท่าไร? และคนโง่จะเกลียดความรู้ไปนานสักเท่าไร?
สภษ.
1:23 จงหันกลับเพราะคำตักเตือนของข้า ดูเถิด ข้าจะกเทวิญญาณของข้าให้เจ้า ข้าจะให้ถ้อยคำของข้าแจ้งแก่เจ้า
สภษ.
1:24 เพราะข้าได้กเรียกแล้ว และเจ้าปฏิเสธ ข้ายื่นมือออก แต่ไม่มีใครใส่ใจ
สภษ.
1:25 เจ้าเพิกเฉยคำแนะนำทุกอย่างของข้า และไม่ยอมรับคำตักเตือนของข้าเลย
สภษ.
1:26 ข้าเองจะหัวเราะเยาะความวิบัติของเจ้า ข้าจะเยาะเย้ยเมื่อความกลัวมาถึงเจ้า
สภษ.
1:27 เมื่อความกลัวมากระทบเจ้าอย่างพายุร้าย และความวิบัติของเจ้ามาถึงอย่างพายุหมุน เมื่อความทุกข์และความระทมใจมาเหนือเจ้า.
สภษ.
1:28 แล้วพวกเขาจะร้องเรียกข้า แต่ข้าจะไม่ตอบ พวกเขาจะแสวงหาข้าอย่างขยันขันแข็ง แต่จะไม่พบข้า.
สภษ.
1:29 เพราะว่าพวกเขาเกลียดความรู้ และไม่เลือกเอาความยำเกรงพระยะโฮวา
สภษ.
1:30 พวกเขาไม่ยอมรับคำแนะนำของเราเลย แต่กลับดูหมิ่นคำตักเตือนทุกอย่างของเรา
สภษ.
1:31 เพราะฉะนั้น พวกเขาจะกินผลแห่งทางของตนเอง และอิ่มด้วยกลวิธีของพวกเขาเอง.
สภษ.
1:32 เพราะการหันเหไปของคนเขลาจะฆ่าเขา และความเจริญของคนโง่จะทำลายเขา
สภษ.
1:33 แต่ผู้ที่ฟังเราจะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย และอยู่อย่างสงบสุข ไม่กลัวสิ่งร้ายใดๆ.
คำอธิบาย สุภาษิต บทที่ 1
สภษ.
1:1 ก 1พกษ.4:32; สภษ.10:1; 25:1; ผปก.12:9
สภษ.
1:1 1ก ภาษาเฮ็บรายคือ mishle (มิเชล) หมายถึง คำเปรียบเปรย, สุภาษิต, คำอุปมาเพื่อแสดงให้เห็นภาพของหลักความจริงโดยทั่วไป. หนังสือสุภาษิตคือการรวบรวมถ้อยคำของผู้มีสติปัญญา ซึ่งเน้นย้ำถึงสติปัญญาที่มนุษย์ได้รับจากพระเจ้าผ่านการติดต่อกับพระเจ้า อีกทั้งได้สอนว่ามนุษย์ควรประพฤติตนและก่อตั้งอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตมนุษย์ของเขาอย่างไร. หนังสือสุภาษิตเป็นการรวบรวมบทประพันธ์ของกษัตริย์สององค์เป็นสำคัญ (ซะโลโมกับฮิศคียา) ซึ่งอยู่ในยุคของกฎบัญญัติ ดังนั้นหนังสือสุภาษิตจึงอาจถือว่าเป็นส่วนเสริมของกฎบัญญัติ. กฎบัญญัติเป็นภาพบรรยายของพระเจ้า; ดังนั้นกฎบัญญัติจึงเรียกร้องให้พลไพร่ของพระเจ้าถือรักษา เพื่อพวกเขาจะกลายเป็นสำเนาของพระเจ้า เพื่อให้พระองค์ได้รับการสำแดงออกและได้รับสง่าราศี (ดู อซด.20:1 คำอธิบาย 1). หนังสือสุภาษิตซึ่งเป็นส่วนเสริมของกฎบัญญัตินั้นชี้แนะผู้คนว่าจะประพฤติตนและเสริมสร้างตนเองขึ้นตามคุณลักษณะของพระเจ้า คือตามสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นได้อย่างไร.
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในพระคำอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่อยู่ในพระคัมภีร์ หนังสือสุภาษิตควรถูกพิจารณาว่าเป็นลมปราณของพระเจ้าที่ให้เราสูดรับ เพื่อเราจะได้รับการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตจากพระเจ้า (2ตธ.3:16). ดังนั้นเราควรอ่านสุภาษิตโดยการถูกเติมเต็มด้วยความบริบูรณ์ของพระเจ้าในวิญญาณของเรา (อฟ.5:18; 3:19); ยิ่งไปกว่านั้น เราควรอ่านสุภาษิตในพระวิญญาณแห่งชีวิตที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ (รม.8:2) ด้วยวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเรา โดยการนำการอธิษฐานมาผสมกลมกลืนกับการอ่านของเรา (อฟ.6:17–18) เพื่อที่จะนำเอาพระคำมาผสมกลมกลืนกับวิญญาณและชีวิต (เทียบ ยฮ.6:63). ขณะที่เรายังคงดำเนินชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ เราต้องการสุภาษิตมาชี้แนะเราว่าจะดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องในด้านต่างๆ ได้อย่างไร. ทว่าถ้าพิจารณาตามแผนการบริหารของพระเจ้าแล้ว สุภาษิตไม่ควรถูกใช้เพื่อเสริมสร้างคนเก่าโดยการปลูกฝังตัวเองและมนุษย์ธรรมชาติของเรา. แต่เราต้องปฏิเสธละทิ้งการปลูกฝังตัวเอง, ปรับโทษการเสริมสร้างมนุษย์ธรรมชาติ (เทียบ มธ.16:24; รม.6:6; ฆต.2:20) และมายังหนังสือสุภาษิตในฐานะคนใหม่ (อฟ.4:22–24) โดยการฝึกฝนวิญญาณของเราร่วมกับพระวิญญาณนั้นมาติดต่อกับพระคำในวิญญาณแห่งการอธิษฐาน เพื่อพระคำในสุภาษิตจะได้กลายเป็นวิญญาณและชีวิตต่อเรา ไม่ใช่เพื่อมาปลูกฝังมนุษย์ธรรมชาติของเรา แต่เพื่อปลูกฝังคนใหม่ที่ได้รับการบังเกิดใหม่ของเรา. เราต้องเป็นบุคคลที่รักองค์พระผู้เป็นเจ้าและแสวงหาพระคริสต์ ไม่ใช่แสวงหาความครบสมบูรณ์ในตัวเอง (เทียบ ฟป.3:3–14) และรักพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม อีกทั้งอ่านพระคำนั้นด้วยวิญญาณแห่งการอธิษฐาน ไม่ใช่เพื่อแสวงหาหลักธรรมตามตัวอักษร แต่แสวงหาพระวิญญาณนั้นและพระคำแห่งชีวิต (เทียบ ยฮ.5:39–40; 2กธ.3:6) เพื่อมาบำรุงเลี้ยงวิญญาณของเรา ไม่ใช่มาช่วยเหลือในการปลูกฝังตัวเอง เช่นนี้เราก็จะสามารถดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างครบสมบูรณ์ในคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้สำแดงออกซึ่งคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์. ถ้าเราเป็นบุคคลเช่นนี้ หนังสือเล่มนี้ก็จะมอบทองคำและเพชรพลอยแก่เรา เพื่อมาเพิ่มกำลังให้กับการดำเนินชีวิตที่แสวงหาพระคริสต์ของเรา เพื่อทำให้แผนการบริหารของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริง คือการก่อกำเนิดและก่อสร้างพระกายของพระคริสต์ ซึ่งจะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่อันเป็นพระทัยปรารถนาและเป้าหมายที่สุดยอดของพระเจ้า.
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในพระคำอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่อยู่ในพระคัมภีร์ หนังสือสุภาษิตควรถูกพิจารณาว่าเป็นลมปราณของพระเจ้าที่ให้เราสูดรับ เพื่อเราจะได้รับการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตจากพระเจ้า (2ตธ.3:16). ดังนั้นเราควรอ่านสุภาษิตโดยการถูกเติมเต็มด้วยความบริบูรณ์ของพระเจ้าในวิญญาณของเรา (อฟ.5:18; 3:19); ยิ่งไปกว่านั้น เราควรอ่านสุภาษิตในพระวิญญาณแห่งชีวิตที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ (รม.8:2) ด้วยวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเรา โดยการนำการอธิษฐานมาผสมกลมกลืนกับการอ่านของเรา (อฟ.6:17–18) เพื่อที่จะนำเอาพระคำมาผสมกลมกลืนกับวิญญาณและชีวิต (เทียบ ยฮ.6:63). ขณะที่เรายังคงดำเนินชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ เราต้องการสุภาษิตมาชี้แนะเราว่าจะดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องในด้านต่างๆ ได้อย่างไร. ทว่าถ้าพิจารณาตามแผนการบริหารของพระเจ้าแล้ว สุภาษิตไม่ควรถูกใช้เพื่อเสริมสร้างคนเก่าโดยการปลูกฝังตัวเองและมนุษย์ธรรมชาติของเรา. แต่เราต้องปฏิเสธละทิ้งการปลูกฝังตัวเอง, ปรับโทษการเสริมสร้างมนุษย์ธรรมชาติ (เทียบ มธ.16:24; รม.6:6; ฆต.2:20) และมายังหนังสือสุภาษิตในฐานะคนใหม่ (อฟ.4:22–24) โดยการฝึกฝนวิญญาณของเราร่วมกับพระวิญญาณนั้นมาติดต่อกับพระคำในวิญญาณแห่งการอธิษฐาน เพื่อพระคำในสุภาษิตจะได้กลายเป็นวิญญาณและชีวิตต่อเรา ไม่ใช่เพื่อมาปลูกฝังมนุษย์ธรรมชาติของเรา แต่เพื่อปลูกฝังคนใหม่ที่ได้รับการบังเกิดใหม่ของเรา. เราต้องเป็นบุคคลที่รักองค์พระผู้เป็นเจ้าและแสวงหาพระคริสต์ ไม่ใช่แสวงหาความครบสมบูรณ์ในตัวเอง (เทียบ ฟป.3:3–14) และรักพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม อีกทั้งอ่านพระคำนั้นด้วยวิญญาณแห่งการอธิษฐาน ไม่ใช่เพื่อแสวงหาหลักธรรมตามตัวอักษร แต่แสวงหาพระวิญญาณนั้นและพระคำแห่งชีวิต (เทียบ ยฮ.5:39–40; 2กธ.3:6) เพื่อมาบำรุงเลี้ยงวิญญาณของเรา ไม่ใช่มาช่วยเหลือในการปลูกฝังตัวเอง เช่นนี้เราก็จะสามารถดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างครบสมบูรณ์ในคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้สำแดงออกซึ่งคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์. ถ้าเราเป็นบุคคลเช่นนี้ หนังสือเล่มนี้ก็จะมอบทองคำและเพชรพลอยแก่เรา เพื่อมาเพิ่มกำลังให้กับการดำเนินชีวิตที่แสวงหาพระคริสต์ของเรา เพื่อทำให้แผนการบริหารของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริง คือการก่อกำเนิดและก่อสร้างพระกายของพระคริสต์ ซึ่งจะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่อันเป็นพระทัยปรารถนาและเป้าหมายที่สุดยอดของพระเจ้า.
สภษ.
1:7 ก โยบ 28:28; บพส.111:10; สภษ.9:10; 1ปต.2:17
สภษ.
1:7 1ก สุภาษิตได้แสดงให้เห็นถึงหลักการสำหรับมนุษย์ในการดำเนินชีวิตมนุษย์ที่ถูกต้อง. หลักการที่สำคัญคือการเคารพนับถือพระเจ้า (1:7; 3:5–10), ต้องการสติปัญญา (ข้อ 20–33; 3:13–24; 4:5–9), เคารพบิดามารดา (1:8–9; 3:1–2; 6:20; 30:17), และให้การสมรสเป็นที่นับถือ (5:1–20; 31:10–31).
การเคารพนับถือพระเจ้าคือการคำนึงถึงพระองค์และเคารพพระองค์ในทุกเรื่องราว ไม่ลืมว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์อัศจรรย์ผู้ได้ทรงเนรมิตสร้างเรา. การเคารพนับถือพระเจ้าคือการยำเกรงพระเจ้า (1:7; 2:4–5; 8:13; 9:10; 10:27; 14:2, 26–27; 15:16, 33ก), เชื่อพึ่งในพระองค์ (3:5–8, 26; 16:20; 30:5–6), และถวายเกียรติแด่พระองค์ (3:9–10). การเคารพนับถือพระเจ้าหยุดยั้งเราจากการกระทำความชั่ว อีกทั้งยังทำให้เรารับรู้ได้ถึงการทนทุกข์ของผู้อื่น และสำแดงความเมตตาและความกรุณาต่อเขา.
การเคารพนับถือพระเจ้าคือการคำนึงถึงพระองค์และเคารพพระองค์ในทุกเรื่องราว ไม่ลืมว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์อัศจรรย์ผู้ได้ทรงเนรมิตสร้างเรา. การเคารพนับถือพระเจ้าคือการยำเกรงพระเจ้า (1:7; 2:4–5; 8:13; 9:10; 10:27; 14:2, 26–27; 15:16, 33ก), เชื่อพึ่งในพระองค์ (3:5–8, 26; 16:20; 30:5–6), และถวายเกียรติแด่พระองค์ (3:9–10). การเคารพนับถือพระเจ้าหยุดยั้งเราจากการกระทำความชั่ว อีกทั้งยังทำให้เรารับรู้ได้ถึงการทนทุกข์ของผู้อื่น และสำแดงความเมตตาและความกรุณาต่อเขา.
สภษ.
1:8 ก สภษ.4:1; 6:20
สภษ.
1:8 1ก ในสุภาษิตนั้น การเคารพนับถือพระเจ้าและการเคารพบิดามารดาถูกกล่าวถึงด้วยกัน (ข้อ 7–9). การเคารพบิดามารดาซึ่งเป็นพระบัญญัติข้อที่ห้าในพระบัญญัติสิบประการนั้นถูกเรียงไว้ด้วยกันกับพระบัญญัติสี่ข้อแรกซึ่งเกี่ยวข้องกับพระเจ้า (ดู อซด.20:12 คำอธิบาย 1). การเคารพบิดามารดาแทบจะมีค่าเท่ากับการเคารพนับถือพระเจ้า. ถ้าเราเคารพนับถือพระเจ้า เราก็จะเคารพบิดามารดาของเรา. ดู อฟ.6:2 และคำอธิบาย.
สภษ.
1:12 1 ดู มธ.11:23 คำอธิบาย 1.
สภษ.
1:14 1 แปลตามตรงคือ จงทอดสลากร่วมกับเรา.
สภษ.
1:16 ก ยซย.59:7; รม.3:15
สภษ.
1:20 1 การที่มนุษย์จำเป็นต้องมีสติปัญญาเพื่อจะดำเนินชีวิตมนุษย์อย่างถูกต้องนั้นเป็นหนึ่งในหลักการที่สำคัญในหนังสือสุภาษิต. ดูข้อ 7 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 1.
สภษ.
1:20 ก ข้อ 20-21: สภษ.8:1-4; เทียบ ยฮ.7:37
สภษ.
1:20 2 ดู 8:12 คำอธิบาย 1.
สภษ.
1:23 ก ยซย.44:3; ยอล.2:28; ซคย.12:10
สภษ.
1:24 ก ยซย.65:12; ยรม.7:13; เทียบ มธ.11:17