เอ็กโซโด บทที่ 32
อซด.
32:1 เมื่อพลไพร่คอยท่าโมเซอยู่ช้านานไม่เห็นลงมาจากภูเขา เหล่าพลไพร่นั้นจึงได้พากันมาหาอาโรนพูดกับเขาว่า จงลุกขึ้นสร้าง1กพระให้เราซึ่งจะนำหน้าเราไป ด้วยว่าโมเซผู้นั้นที่ได้นำหน้าเราออกจากดินแดนอียิปต์ เราไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาแล้ว.
อซด.
32:2 ฝ่ายอาโรนได้กล่าวแก่เขาว่า จงปลด1ตุ้มหูทองคำออกจากหูภรรยาและหูบุตรชายบุตรหญิงของเจ้าทั้งหลายนำมาให้เราเถิด.
อซด.
32:3 พลไพร่ทั้งปวงจึงได้ปลดตุ้มหูทองคำซึ่งอยู่ที่หูของตนนำมามอบให้อาโรน.
อซด.
32:4 เมื่อ1อาโรนได้รับจากมือเขาแล้วจึงใช้เครื่องมือแกะสลักมาหล่อเป็นรูป2กลูกโคตัวหนึ่ง แล้วเขาทั้งหลายได้พูดว่า โอ พวกอิสราเอล นี่แหละเป็นพระของเจ้าทั้งหลาย ซึ่งได้นำเจ้าออกจากดินแดนอียิปต์!
อซด.
32:5 เมื่ออาโรนได้เห็นดังนั้นแล้ว จึงได้สร้างแท่นบูชาไว้ตรงหน้ารูปลูกโคนั้น แล้วอาโรนมีคำประกาศว่า พรุ่งนี้เป็นวันเทศกาลเลี้ยงถวายแด่พระยะโฮวา.
อซด.
32:6 ครั้นรุ่งขึ้นเขาก็ตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ถวายเครื่องบูชาเผาและนำเครื่องบูชาสันติสุขมา กพลไพร่นั้นก็นั่งลงกินและดื่ม แล้วก็ลุกขึ้นละเล่นรื่นเริง.
15. การจัดการกับรูปเคารพและผู้ที่กราบไหว้รูปเคารพ
32:7–29
32:7–29
อซด.
32:7 กฝ่ายพระยะโฮวาตรัสแก่โมเซว่า เจ้าจงลงไปเถิด ด้วยว่าพลไพร่ของเจ้าซึ่งเจ้าได้นำออกจากดินแดนอียิปต์ได้1ทำให้ตัวเขาเองเสื่อมเสียไปแล้ว.
อซด.
32:8 เขาได้หันเหจากทางซึ่งเราได้สั่งเขาไว้ คือได้หล่อรูปลูกโคขึ้นรูปหนึ่ง. และได้กนมัสการถวายสัตว์บูชาแก่รูปนั้นและกล่าวว่า โอ พวกอิสราเอล นี่แหละเป็นพระของเจ้า ผู้ซึ่งได้นำเจ้าออกจากดินแดนอียิปต์!
อซด.
32:9 พระยะโฮวาตรัสแก่โมเซว่า เราได้เห็นพลไพร่นี้แล้ว เขาเป็นพลไพร่ที่กคอแข็งจริงๆ.
อซด.
32:10 เหตุฉะนี้เจ้าจงปล่อยให้เราทำตามลำพัง เพื่อความโกรธของเราจะได้เดือดพลุ่งขึ้นต่อเขาและเพื่อเราจะได้ล้างผลาญเขาเสีย แล้วเราจะให้เจ้าเป็นกประเทศใหญ่.
อซด.
32:11 ฝ่ายโมเซก็1กวิงวอนทูลพระยะโฮวาพระเจ้าของท่านว่า ข้าแต่พระยะโฮวา เหตุไฉนพระพิโรธของพระองค์จึงเดือดพลุ่งขึ้นต่อพลไพร่ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงนำออกจากดินแดนอียิปต์ด้วยฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งและด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์เล่า?
อซด.
32:12 กเหตุไฉนจึงให้ชนชาติอียิปต์พูดกันว่า พระองค์ได้ทรงนำเขาออกมาเพื่อจะทรงให้เกิดภัยพิบัติแก่เขา เพื่อจะได้ประหารชีวิตเขาที่ภูเขาและล้างผลาญเขาเสียจากผืนแผ่นดิน? ขอพระองค์ได้ทรงหันจากพระพิโรธที่เดือดพลุ่งของพระองค์ และทรงเปลี่ยนพระทัยไม่ให้เกิดภัยพิบัติแก่พลไพร่ของพระองค์.
อซด.
32:13 ขอพระองค์ได้ทรงระลึกถึงอับราฮาม ยิศฮาค และอิสราเอลผู้ทาสของพระองค์ เป็นผู้ซึ่งพระองค์เองได้ทรงปฏิญาณแก่เขาเหล่านั้นไว้ว่า เราจะให้กเชื้อสายของเจ้าทวีขึ้นดุจดาวในท้องฟ้า และดินแดนนี้ซึ่งเราได้กล่าวไว้แล้วเราจะประทานแก่เชื้อสายของเจ้าทั้งหมด และเขาจะรับดินแดนนั้นเป็นมรดกสืบไป.
อซด.
32:14 แล้วพระยะโฮวาจึงได้ทรงเปลี่ยนพระทัยมิให้เกิดภัยพิบัติแก่พลไพร่ของพระองค์ตามที่ตรัสไว้นั้น.
อซด.
32:15 กฝ่ายโมเซได้หันกลับลงจากภูเขาถือแผ่นศิลาแห่งพยานมาสองแผ่น แผ่นศิลานั้นจารึกทั้งสองด้าน จารึกทั้งด้านนี้และอีกด้านหนึ่ง.
อซด.
32:16 กแผ่นศิลานั้นเป็นหัตถกิจของพระเจ้า และตัวอักษรนั้นเป็นลายพระหัตถ์ของพระเจ้าที่สลักไว้บนแผ่นศิลานั้น.
อซด.
32:17 เมื่อยะโฮซูอะได้ยินเสียงพลไพร่ทั้งปวงร้องตะโกนอยู่ เขาจึงเรียนต่อโมเซว่า มีเสียงสงครามในค่าย.
อซด.
32:18 ฝ่าย1โมเซตอบว่า ที่เราได้ยินมิใช่เสียงร้องตะโกนของคนที่มีชัยชนะ และมิใช่เสียงร้องตะโกนคนที่พ่ายแพ้ แต่เป็นเสียงคนร้องเพลงกัน.
อซด.
32:19 ครั้นโมเซเข้ามาใกล้ค่ายได้เห็นรูปกลูกโคและคนเต้นรำ โทสะของโมเซก็เดือดพลุ่งขึ้น จนได้1ทุ่มแผ่นศิลานั้นจากมือตกแตกละเอียดไปที่เชิงเขานั้น
อซด.
32:20 กแล้วท่านได้เอารูปลูกโคที่พลไพร่ได้ทำไว้นั้นเผาเสีย และบดเป็นผงโรยลงในน้ำ และบังคับให้พวกอิสราเอล1ดื่ม.
อซด.
32:21 โมเซจึงถามอาโรนว่า พวกพลไพร่นี้ได้ทำอะไรแก่ท่านเล่า ท่านจึงได้ทำให้เขาตกเข้าไปในความบาปอันใหญ่นี้?
อซด.
32:22 ฝ่ายอาโรนตอบว่า อย่าให้ความโกรธของนายท่านเดือดพลุ่งขึ้นเลย. ท่านก็รู้จักพวกพลไพร่นี้แล้วว่าเขาเอนเอียงไปในทางชั่ว
อซด.
32:23 เขาได้มาพูดกับข้าพเจ้าว่า กจงสร้างพระให้เรา ซึ่งจะนำหน้าเราไป ด้วยว่าโมเซผู้นั้นที่ได้นำหน้าเราออกจากดินแดนอียิปต์ เราไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาแล้ว.
อซด.
32:24 กดังนั้นข้าพเจ้าได้ตอบแก่เขาว่า ผู้ใดมีเครื่องทองให้ปลดออกมา เขาก็ได้มอบทองคำนั้นให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้โยนลงไปในไฟ แล้วรูปลูกโคนี้ก็ปรากฏออกมา.
อซด.
32:25 เมื่อโมเซเห็นพลไพร่เตลิดไปเพราะว่าอาโรนได้ปล่อยเขาให้เตลิดไปจนเขาถูกพวกศัตรูเยาะเย้ย
อซด.
32:26 แล้วโมเซได้ยืนอยู่ที่ประตูค่ายร้องว่า 1ผู้ใดอยู่ฝ่ายพระยะโฮวา ให้ผู้นั้นมาหาเราเถิด ลูกหลานของกเลวีได้ชุมนุมพร้อมกันมาหาโมเซ.
อซด.
32:27 โมเซจึงกล่าวแก่เขาว่า พระยะโฮวาพระเจ้าของพวกอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า จงเหน็บดาบที่โคนขาทุกคน แล้วจงไปมาตามประตูจากประตูนี้ไปประตูโน้นในค่ายที่พัก ทุกๆ คนจงฆ่า1พี่น้องและ1มิตรสหายและ1เพื่อนบ้านของตัวเอง
อซด.
32:28 ฝ่ายลูกหลานเลวีก็ได้ทำตามโมเซสั่ง และพลไพร่ประมาณสามพันคนได้ตายลงในวันนั้น.
อซด.
32:29 แล้วโมเซได้กล่าวว่า วันนี้ท่านทั้งหลายได้สถาปนาตัวแด่พระยะโฮวา เพราะว่าทุกคนได้กสู้รบกับบุตรและพี่น้องของตนเพื่อวันนี้พระองค์จะได้ทรงอวยพรแก่เจ้าทั้งหลาย.
16. สหายของพระเจ้า
32:30—33:23
32:30—33:23
อซด.
32:30 ครั้นวันรุ่งขึ้น โมเซจึงกล่าวแก่พลไพร่ว่า เจ้าทั้งหลายได้ทำบาปใหญ่ยิ่ง แต่บัดนี้เราจะขึ้นไปเฝ้าพระยะโฮวา เผื่อบางทีเราจะช่วย1ปกปิดบาปเพื่อเจ้า.
อซด.
32:31 กโมเซจึงกลับไปเฝ้าพระยะโฮวาทูลว่า โอ พระเจ้าข้า พลไพร่นี้ได้ทำผิดใหญ่ยิ่ง เขาได้สร้างพระด้วยทองคำเพื่อเขาเอง.
อซด.
32:32 แต่บัดนี้ถ้าพระองค์จะได้ทรงโปรดยกโทษบาปของเขา ถ้าหาไม่ก็ขอให้พระองค์ได้ทรงลบชื่อของข้าพเจ้าเสียจากกสมุดทะเบียนที่พระองค์ได้ทรงจดไว้.
อซด.
32:33 ฝ่ายพระยะโฮวาตรัสแก่โมเซว่า ผู้ใดทำผิดต่อเราแล้ว เราก็จะลบชื่อผู้นั้นเสียจากสมุดทะเบียนของเรา.
อซด.
32:34 บัดนี้จงไปเถอะ นำพลไพร่ไปยังที่ซึ่งเราได้บอกแก่เจ้าแล้ว. บัดนี้กทูตของเราจะนำหน้าเจ้า แต่ว่าในวันที่เราจะลงโทษนั้น เราจะลงโทษพวกเขาเพราะบาปของเขา.
อซด.
32:35 ฝ่ายพระยะโฮวาได้ทรงประหารพลไพร่นั้น เพราะเหตุเขาได้สร้างรูปลูกโค ร่วมกับอาโรน.
คำอธิบาย เอ็กโซโด บทที่ 32
อซด.
32:1 ก กจ. 7:40; อซด.32:23
อซด.
32:1 1ก กระทั่งก่อนที่กฎบัญญัติจะถูกประกาศใช้อย่างสมบูรณ์ พลไพร่ก็ได้ละเมิดพระบัญญัติแห่งกฎบัญญัติสามข้อแรกไปแล้วเป็นอย่างน้อย (20:2–7) โดยการตกเข้าไปในบาปแห่งการกราบไหว้รูปเคารพ. การที่มนุษย์แทนที่พระเจ้าด้วยรูปเคารพนั้นกระทำให้พวกเขาไม่สามารถถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ (เทียบ รม.1:18–32 และคำอธิบาย; 1ยฮ.5:21 และคำอธิบาย 3 ย่อหน้า 1).
อซด.
32:2 1 พลไพร่ได้สวมใส่ตุ้มหูเพื่อตกแต่งตัวเอง. สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการตกแต่งตัวเองนั้น นำไปสู่การกราบไหว้รูปเคารพ (เทียบ ยนซ.35:4 และคำอธิบาย). ยิ่งไปกว่านั้น ทองคำที่ใช้ทำตุ้มหูเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้กับบุตรหลานชาวอิสราเอลก่อนที่พวกเขาจะอพยพออกจากอียิปต์ (12:35–36) เพื่อใช้ในการก่อสร้างพลับพลา (25:3; 35:5). อย่างไรก็ตามก่อนที่ทองคำจะถูกใช้เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้ากลับถูกซาตานช่วงชิงไปให้พลไพร่ของพระเจ้าสร้างรูปเคารพขึ้นมา. ดังนั้นการกราบไหว้รูปเคารพก็คือการช่วงชิงของซาตาน และการที่มนุษย์ใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานมาเพื่อพระประสงค์ของพระองค์ในทางที่ผิด ทำให้กลายเป็นสิ่งที่เสียเปล่า.
อซด.
32:4 1 รูปลูกโคทองคำไม่ใช่รูปเคารพของพวกนอกศาสนา เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาโดยอาโรนซึ่งเป็นมหาปุโรหิตที่แท้จริงซึ่งพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น. ยิ่งไปกว่านั้น อาโรนยังได้สร้างรูปลูกโคนี้ในพระนามของพระยะโฮวา และเขาได้นำหน้าในการนมัสการรูปเคารพนี้ในรูปแบบของการถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าและการนมัสการพระเจ้า (ข้อ 4–6, 8). ดังนั้นพลไพร่ที่พระเจ้าทรงไถ่จึงได้นมัสการรูปเคารพในพระนามของพระยะโฮวาพระเจ้าของพวกเขาและในรูปแบบที่พระเจ้าทรงกำหนด (เทียบ บพส.106:19–20; รม.1:23). นี่ก็คือการปะปนที่จอมปลอมและมีเล่ห์เหลี่ยมในการนมัสการพระเจ้า.
ตามหลักการในพันธสัญญาใหม่ การกราบไหว้รูปเคารพเป็นต้นกำเนิดหลักในการแตกแยกและการผิดประเวณี. รูปลูกโคทองคำนั้นได้สร้างความแตกแยกท่ามกลางบุตรหลานชาวอิสราเอล (เทียบ 1กธ.1:10–13; 11:18–19). อันที่จริงการแตกแยกก็คือการผิดประเวณีฝ่ายวิญญาณนั่นเอง (เทียบ วว.17:1–5). การกราบไหว้รูปเคารพและการผิดประเวณีนั้นมักจะควบคู่กันไปเสมอ (อฤธ.25:1–2; วว.2:20).
ตามหลักการในพันธสัญญาใหม่ การกราบไหว้รูปเคารพเป็นต้นกำเนิดหลักในการแตกแยกและการผิดประเวณี. รูปลูกโคทองคำนั้นได้สร้างความแตกแยกท่ามกลางบุตรหลานชาวอิสราเอล (เทียบ 1กธ.1:10–13; 11:18–19). อันที่จริงการแตกแยกก็คือการผิดประเวณีฝ่ายวิญญาณนั่นเอง (เทียบ วว.17:1–5). การกราบไหว้รูปเคารพและการผิดประเวณีนั้นมักจะควบคู่กันไปเสมอ (อฤธ.25:1–2; วว.2:20).
อซด.
32:4 ก พบญ.9:16; นฮย.9:18; บพส.106:19–21; กจ.7:41
อซด.
32:4 2ก รูปลูกโคนั้นมีไว้เพื่อกินไม่ใช่เพื่อใช้แรงงาน ดังนั้นจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการรับสุข (ยนซ.18:7–8; ลก.15:23). หลังจากที่ได้สร้างรูปลูกโคทองคำขึ้นมา พลไพร่ก็ได้กิน ดื่ม และลุกขึ้นละเล่นรื่นเริงหน้ารูปนั้น (ข้อ 6, 18–19ก). รูปภาพนี้บ่งชี้ว่าบุตรหลานชาวอิสราเอลได้นมัสการในสิ่งที่พวกเขารับสุข. การนมัสการรูปลูกโคทองคำของพวกเขาคือความรื่นเริงและความบันเทิงชนิดหนึ่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าความรื่นเริงและความบันเทิงนั้นก็คือรูปเคารพของพวกเขานั่นเอง.
อซด.
32:6 ก 1กธ.10:7
อซด.
32:7 ก ข้อ 7–10; บพส.9:12–14
อซด.
32:7 1 สิ่งใดก็ตามที่เรารักมากกว่าพระเจ้าก็คือรูปเคารพที่ทำให้เราเสื่อมเสีย ซึ่งได้นำมาซึ่งสิ่งของที่เป็นความบาปมากมาย (เทียบ รม.1:18–32).
อซด.
32:8 ก 1กธ.10:7
อซด.
32:9 ก อซด.33:3, 5; 34:9; บพส.9:6; 31:27; 2คนก.30:8; กจ.7:51; เทียบ ยซย.48:4
อซด.
32:10 ก อฤธ.14:12
อซด.
32:11 ก บพส.106:23
อซด.
32:11 1ก แปลตามตรงคือ กระทำให้พระพักตร์พระยะโฮวาหวานชื่นหรือพอพระทัย. โมเซวิงวอนเพื่อบุตรหลานชาวอิสราเอล การที่เขาได้ใส่ใจต่อพระนามของพระเจ้าและยืนหยัดบนความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการถือรักษาพันธสัญญาของพระองค์นั้น (ข้อ 11–13) ได้ทำให้การสำแดงออกของพระพักตร์ของพระเจ้าเปลี่ยนจากพระพิโรธมาเป็นพอพระทัย. ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเปลี่ยนพระทัยและไม่ทำร้ายพลไพร่ของพระองค์ (ข้อ 14).
อซด.
32:12 ก อฤธ.14:13–16; พบญ.9:28–29
อซด.
32:13 ก ยนซ.12:7
อซด.
32:15 ก พบญ.9:15–17
อซด.
32:16 ก อซด.31:18
อซด.
32:18 1 แปลตามตรงคือ เขา.
อซด.
32:19 ก 1กธ.10:7
อซด.
32:19 1 การทุ่มแผ่นศิลาแห่งพยานจนแตกละเอียดไป (ข้อ 15) บ่งชี้ว่าก่อนที่บุตรหลานชาวอิสราเอลจะได้ต้อนรับกฎบัญญัติ พวกเขาก็ได้ล่วงละเมิดกฎบัญญัติและพันธสัญญาแห่งกฎบัญญัตินี้แล้ว.
อซด.
32:20 ก พบญ.9:21
อซด.
32:20 1 ในที่สุดผู้ที่นมัสการรูปเคารพก็จะต้อง “ดื่ม” รูปเคารพที่พวกเขาได้นมัสการ (เทียบ รม.1:23–25; ฆต.6:7–8ก). นี่ก็คือการลงโทษจากพระเจ้า.
อซด.
32:23 ก อซด.32:1; กจ.7:40
อซด.
32:24 ก อซด.32:2–4
อซด.
32:26 1 ในที่นี้โมเซได้ร้องเรียกผู้มีชัยชนะ. การร้องเรียกนี้ไม่ได้ทำให้เกิดการแตกแยกท่ามกลางพลไพร่ของพระเจ้า แต่ทำให้เกิดการชำระให้บริสุทธิ์ (เทียบ ข้อ 4 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2).
อซด.
32:26 ก พบญ.33:8–11
อซด.
32:27 1 ชาวเลวีได้ปฏิเสธกระทั่งผู้นมัสการรูปลูกโคทองคำที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมที่สุดของพวกเขา. การฆ่าผู้ที่นมัสการรูปเคารพนั้นได้แบ่งแยกบุตรหลานเลวีออกจากพวกพี่น้องของพวกเขาและทำให้พวกเขามีคุณสมบัติที่จะได้รับฐานะปุโรหิตพร้อมด้วยอูริมและทูมิม (พบญ.33:8–10). พระเจ้าทรงประสงค์ให้ทั้งชาติอิสราเอลกลายเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิต (19:6) แต่เนื่องจากการนมัสการรูปลูกโคทองคำ ทำให้บุตรหลานชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ได้สูญเสียฐานะปุโรหิตไป. ส่วนฐานะปุโรหิตนั้นได้ประทานให้กับเผ่าเดียวเท่านั้น ก็คือเผ่าเลวี.
พระประสงค์ของพระเจ้าคือการให้ผู้เชื่อทุกคนในพระคริสต์ ซึ่งก็คือบุตรทุกคนของพระเจ้ากลายเป็นปุโรหิต (วว.1:6; 5:10). อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา การนมัสการที่ไม่บริสุทธิ์ได้ทำให้ผู้เชื่อส่วนใหญ่สูญเสียไปซึ่งฐานะปุโรหิตของพวกเขา. บรรดาญาติพี่น้องของชาวเลวีเป็นเครื่องหมายเล็งถึงตัวเราเองที่ได้ร่วมนมัสการรูปเคารพ. ถ้าเรา “ฆ่า” ผู้นมัสการที่ไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ไปเสีย เราก็จะกลายเป็นผู้มีชัยชนะที่ได้ถือรักษาฐานะปุโรหิตเอาไว้ มิเช่นนั้นเราก็จะถูกนับรวมกับคนเหล่านั้นที่ได้สูญเสียฐานะปุโรหิต.
พระประสงค์ของพระเจ้าคือการให้ผู้เชื่อทุกคนในพระคริสต์ ซึ่งก็คือบุตรทุกคนของพระเจ้ากลายเป็นปุโรหิต (วว.1:6; 5:10). อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา การนมัสการที่ไม่บริสุทธิ์ได้ทำให้ผู้เชื่อส่วนใหญ่สูญเสียไปซึ่งฐานะปุโรหิตของพวกเขา. บรรดาญาติพี่น้องของชาวเลวีเป็นเครื่องหมายเล็งถึงตัวเราเองที่ได้ร่วมนมัสการรูปเคารพ. ถ้าเรา “ฆ่า” ผู้นมัสการที่ไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ไปเสีย เราก็จะกลายเป็นผู้มีชัยชนะที่ได้ถือรักษาฐานะปุโรหิตเอาไว้ มิเช่นนั้นเราก็จะถูกนับรวมกับคนเหล่านั้นที่ได้สูญเสียฐานะปุโรหิต.
อซด.
32:29 ก พบญ.33:9
อซด.
32:30 1 ในการแก้ปัญหาร้ายแรงที่บุตรหลานชาวอิสราเอลได้ไปนมัสการรูปลูกโคทองคำนั้น พระเจ้าจำเป็นต้องมีคนกลางระหว่างพระองค์กับพลไพร่. โมเซซึ่งเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นเพียงผู้เดียวที่มีคุณสมบัติในการเป็นคนกลางเช่นนี้. ในฐานะสหายของพระเจ้า (33:11 และคำอธิบาย 1) โมเซมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าและรู้สิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระเจ้า. โดยเฉพาะเขารู้ว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งพระประสงค์ของพระองค์ที่ทรงมีต่อบุตรหลานชาวอิสราเอลอย่างแน่นอน. ดังนั้นเขาจึงสามารถสนทนากับพระเจ้าอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับพลไพร่ของพระองค์และทำให้พระองค์ระงับข้อพิพาทต่อการกระทำของพวกเขา.
อซด.
32:31 ก ข้อ 31–32; พบญ.9:18–20
อซด.
32:32 ก บพส.56:8; 69:28; 139:16; ดนอ.12:1; ฟป.4:3; วว.3:5; เทียบ ลก.10:20
อซด.
32:34 ก อซด.14:19; 33:2; กจ.7:35