เอ็กโซโด บทที่ 19
IV. ได้รับการเปิดเผย
19:1—34:35
19:1—34:35
1. ถูกนำเข้าสู่การสถิตอยู่และการรู้จักที่มีต่อพระเจ้า
19:1–25
19:1–25
อซด.
19:1 ในเดือนที่สามนับตั้งแต่ชนชาติอิสราเอลออกจากดินแดนอียิปต์ ในวันนั้นเขาก็มาถึงป่ากันดารกซีนาย.
อซด.
19:2 เมื่อเดินทางจากระพีดีมถึงป่ากันดารซีนาย ชนชาติอิสราเอลได้ตั้งค่ายในป่ากันดาร และเขาตั้งค่ายตรงหน้าภูเขานั้น.
อซด.
19:3 โมเซได้1ขึ้นไปเฝ้าพระเจ้า และพระยะโฮวาได้กตรัสเรียกเขาจากภูเขานั้นว่า จงกล่าวแก่ครอบครัวของยาโคบและบอกแก่ชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า
อซด.
19:4 เจ้าทั้งหลายกได้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเราได้กระทำแก่ชนชาติอียิปต์แล้ว คือที่เราได้แบกเจ้าทั้งหลายไว้บน1ขปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาหาเรา.
อซด.
19:5 เหตุฉะนี้ถ้าเจ้าทั้งหลายจะฟังถ้อยคำของเราจริงๆ และรักษากพันธสัญญาของเราไว้ เจ้าจะเป็น1ขทรัพย์ล้ำค่าของเราเองยิ่งกว่าชนชาติทั้งปวง เพราะเราเป็นเจ้าของคโลกทั้งสิ้น.
อซด.
19:6 เจ้าทั้งหลายจะเป็น1อาณาจักรแห่งกปุโรหิต และจะเป็น1ขชนชาติที่แยกบริสุทธิ์สำหรับเรา ถ้อยคำเหล่านี้จงเล่าให้ชนชาติอิสราเอลฟัง.
อซด.
19:7 โมเซจึงเรียกพวกผู้อาวุโสของชนชาติอิสราเอลมา แล้วนำข้อความทั้งหมดที่พระยะโฮวาตรัสสั่งแก่เขาชี้แจงต่อหน้าเขา.
อซด.
19:8 พลไพร่ทั้งปวงก็พร้อมกันตอบว่า 1สิ่งสารพัดที่พระยะโฮวาตรัสนั้นกข้าพเจ้าทั้งหลายจะกระทำตาม โมเซจึงนำถ้อยคำของพลไพร่นั้นไปกราบทูลพระยะโฮวา.
อซด.
19:9 พระยะโฮวาจึงตรัสแก่โมเซว่า เรามาหาเจ้าในกเมฆหนาทึบ เพื่อพลไพร่จะขได้ยินขณะที่เราพูดกับเจ้า แล้วจะได้คเชื่อเจ้าเสมอไป โมเซจึงนำถ้อยคำของพลไพร่นั้นกราบทูลพระยะโฮวา
อซด.
19:10 พระยะโฮวาจึงตรัสแก่โมเซว่า จงไปหาพลไพร่ให้พวกเขา1กแบ่งแยกให้บริสุทธิ์ในวันนี้และพรุ่งนี้ ให้เขาซักเสื้อผ้าเสียให้สะอาด
อซด.
19:11 เตรียมตัวไว้ให้พร้อมสำหรับ1วันที่สาม เพราะในวันที่สามนั้นพระยะโฮวาจะกเสด็จลงมาบน2ภูเขาซีนายต่อหน้าของพลไพร่ทั้งปวง.
อซด.
19:12 จงกำหนด1เขตโดยรอบไว้สำหรับพลไพร่นั้นแล้วกำชับเขาว่า เจ้าทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี อย่าขึ้นไปบนภูเขาหรือถูกต้องเชิงภูเขานั้น ผู้ใดถูกต้องกภูเขา ต้องมีโทษถึงตายเป็นแน่.
อซด.
19:13 อย่าให้มือผู้ใดถูกต้องภูเขาเลย แต่จะต้องกเอาหินขว้างหรือยิงเสียไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ก็ดี อย่าไว้ชีวิตเลย เมื่อได้ยินขแตรเป่าเสียงยาว เขาจึงจะขึ้นมายังภูเขานั้นได้.
อซด.
19:14 โมเซได้ลงจากภูเขามายังพลไพร่ แล้วให้เขาแบ่งแยกให้บริสุทธิ์ และเขาก็ได้ซักเสื้อผ้าของตนให้สะอาด.
อซด.
19:15 แล้วท่านได้กล่าวแก่พลไพร่ว่า เจ้าทั้งหลายจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมในวันที่สาม อย่าเข้ากใกล้ผู้หญิงเลย.
อซด.
19:16 อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สามก็บังเกิดกฟ้าร้องฟ้าแลบ มีขเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้ กับมีเสียงคแตรดังสนั่นยิ่ง จนคนทั้งปวงซึ่งอยู่ในค่ายต่างกลัวจนตัวสั่น.
อซด.
19:17 โมเซก็นำพลไพร่ออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า และเขาทั้งหลายได้มายืนอยู่ที่ตีนภูเขา.
อซด.
19:18 ภูเขาซีนายนั้นมีควันคลุมอยู่ทั้งหมด เพราะพระยะโฮวาเสด็จลงมาบนภูเขานั้นในกไฟ และขควันไฟนั้นพลุ่งขึ้นเหมือนควันเตาเผา ภูเขานั้นก็คสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง.
อซด.
19:19 เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น โมเซได้กราบทูล และพระองค์ก็ทรงกตรัสตอบเขา1ในเสียงฟ้าร้อง.
อซด.
19:20 พระยะโฮวาได้เสด็จลงมาบนยอดกภูเขาซีนายนั้น ทรงเรียกโมเซให้ขึ้นไปบนยอดภูเขา แล้วโมเซก็ได้ขึ้นไป.
อซด.
19:21 พระยะโฮวาจึงตรัสแก่โมเซว่า จงลงไปกำชับพลไพร่ อย่าให้เขาล่วงล้ำเข้ามาถึงพระยะโฮวาเพื่อจะกมองดู เกรงว่าเขาจะถึงแก่ความพินาศเสียเป็นอันมาก.
อซด.
19:22 ฝ่ายพวกปุโรหิตที่จะกเข้ามาเฝ้าพระยะโฮวานั้นก็จงให้เขาแบ่งแยกตัวเองให้บริสุทธิ์ ด้วยเกรงว่าพระยะโฮวาจะทรงขประหารเขา.
อซด.
19:23 ฝ่ายโมเซได้กราบทูลพระยะโฮวาว่า พลไพร่นั้นไม่อาจขึ้นมาบนภูเขาซีนาย เพราะพระองค์ได้กำชับให้พวกข้าพเจ้ากั้นเขตไว้รอบภูเขานั้นเพื่อจะแบ่งแยกภูเขาให้บริสุทธิ์.
อซด.
19:24 พระยะโฮวาจึงตรัสแก่โมเซว่าจงลงไปเถิด แล้วจงกลับขึ้นมาอีกพาอาโรนขึ้นมาด้วย แต่เหล่าปุโรหิตและพลไพร่นั้นอย่าให้เขาขึ้นมาถึงพระยะโฮวา เกรงว่าพระองค์จะลงโทษเขา.
อซด.
19:25 โมเซก็ลงไปและบอกแก่พลไพร่อย่างนั้น.
คำอธิบาย เอ็กโซโด บทที่ 19
อซด.
19:1 ก อฤธ.33:15
อซด.
19:3 1 หนังสือเอ็กโซโดถูกเขียนไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าเพื่อการก่อสร้างที่ประทับของพระองค์. บทที่ 1—18 เป็นรูปภาพที่บรรยายถึงการไถ่ และความรอดของพระเจ้า (1:1—14:31) การจัดเตรียมของพระเจ้า (15:1—17:7) ชัยชนะต่อเนื้อหนัง (17:8–16) และรูปภาพของอาณาจักร (18:1–27) ซึ่งถูกแทรกเข้ามาโดยโมเซเพื่อแสดงถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากหัวข้อต่างๆ ข้างต้นนั้น. หลังจากประสบการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในบทเหล่านี้ ชนชาติอิสราเอลก็ถูกนำเข้าสู่การสถิตอยู่ของพระเจ้าโดยตรง ณ ภูเขาของพระเจ้า (3:1; 18:5) เพื่อมีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า. ณ ที่นั่น พระเจ้าทรงปรากฏต่อพลไพร่ของพระองค์และตรัสกับเขาเหล่านั้น (ข้อ 3–6, 11) เพื่อประทานความรู้ที่เกี่ยวกับตัวพระองค์เอง (บทที่ 20—24) และนิมิตของแบบแปลนแห่งที่ประทับของพระองค์ (บทที่ 25—30) แก่เขา จนทำให้เขาสามารถก่อสร้างที่ประทับของพระองค์ตามนิมิตนั้น (บทที่ 35—40; ดู 3:8 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2).
อซด.
19:3 ก เทียบ อซด.3:4; ลวต.1:1
อซด.
19:4 ก พบญ.29:2–3
อซด.
19:4 ข พบญ.32:11–12; วว.12:14; เทียบ ลก.13:34
อซด.
19:4 1ข ปีกของนกอินทรีเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคุณและฤทธิ์เดชของพระเจ้าในพระคริสต์ซึ่งถูกปรับใช้บนตัวเรา (1กธ.15:10; 2กธ.12:9; อฟ.1:19). ในการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า สิ่งแรกเราต้องรู้จักพระคุณของพระเจ้า พระคุณนี้สำเร็จทุกอย่างเพื่อเราและแบกรับเราไว้ให้มุ่งหน้าด้วยกันกับพระเจ้า (เทียบ ยซย.40:31; ยอค.1:6, 8–11).
อซด.
19:5 ก อซด.24:7–8; 34:27–28; พบญ.5:2
อซด.
19:5 ข พบญ.7:6; 14:2; 26:18; บพส.135:4; ตต.2:14; 1ปต.2:9
อซด.
19:5 1ข คำนี้ในภาษาเฮ็บรายมีความหมายสองชั้น ซึ่งทั้งหมายถึงทรัพย์สมบัติส่วนบุคคลและก็หมายถึงทรัพย์ล้ำค่าที่วิเศษ. เทียบติโต 2:14. นี่แสดงให้เห็นว่าในการสามัคคีธรรมระหว่างพระเจ้าและพลไพร่ที่ถูกไถ่โดยพระองค์นั้นมีความรักใคร่อันสนิทสนมดำรงอยู่ (ดู 20:6 คำอธิบาย 1).
อซด.
19:5 ค อซด.9:29; โยบ 41:11; บพส.24:1; 50:12
อซด.
19:6 1 ขณะที่พลไพร่ของพระเจ้าคงอยู่ในการสถิตอยู่ของพระองค์ เขาก็กลายเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิตและพลเมืองที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ (วว.1:6; 5:10; 1ปต.2:9). ในฐานะที่เป็นปุโรหิต พลไพร่ของพระเจ้าเป็นอยู่ในการสถิตอยู่ของพระเจ้า และรับสุขพระองค์เป็นส่วนของเขา เหมือนดังพระองค์ทรงรับสุขเขาเป็นทรัพย์ล้ำค่าของพระองค์เช่นกัน (ข้อ 5). การรับสุขซึ่งกันและกันระหว่างพระเจ้าและพลไพร่ของพระองค์ก็ได้นำพลไพร่ของพระองค์แยกออกจากทุกสิ่งที่นอกเหนือจากพระองค์และกลับคืนสู่พระองค์เอง เพื่อทำให้เขากลายเป็นพลเมืองที่แบ่งแยกบริสุทธิ์.
อซด.
19:6 ก 1ปต.2:5, 9; วว.1:6; 5:10; 20:6
อซด.
19:6 ข พบญ.7:6; 14:21; 26:19; 28:9; ยซย.62:12; 1ปต.2:9
อซด.
19:8 1 พลไพร่ได้ให้คำตอบ ณ ที่นี่และใน 24:3, 7 ซึ่งเป็นคำตอบที่ดูเหมือนว่าจะเป็นด้านบวก แต่เป็นสิ่งที่ผิดต่อพระเจ้าต่างหาก ด้วยว่าคำตอบนี้แสดงว่าชนชาติอิสราเอลไม่รู้จักพระเจ้าและก็ไม่รู้จักตนเอง และไม่มีใจเพื่อพระเจ้า (เทียบ มธ.15:8). เขาเข้าใจเอาเองว่าเขาสามารถตอบข้อเรียกร้องทั้งสิ้นของพระเจ้า แต่เขาหารู้ไม่ว่าเขาไม่สามารถปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์และเขายืนอยู่ในฐานะที่ต้องการพระเมตตาของพระองค์. พลไพร่ตกอยู่ในความบาปของการไหว้รูปเคารพจนฝ่าฝืนอย่างน้อย 3 ข้อในพระบัญญัติทั้งสิบข้อก่อนที่กฎบัญญัติได้ถูกประกาศเสร็จสิ้นด้วยซ้ำ (20:2–7; 32:1–6 และคำอธิบาย). หลังจากพลไพร่ได้กล่าวคำพูดนี้ พระเจ้าก็ได้เปลี่ยนท่าทีต่อเขา ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปด้วย (ข้อ 9, 12–13, 16–25; 20:18–19; เทียบ 19:3–6).
พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าคือพระองค์ต้องการได้รับกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งเป็นคู่ครองของพระองค์ การสำแดงของพระองค์และที่ประทับของพระองค์. เพื่อที่จะสำเร็จพระประสงค์นี้ พระเจ้าจำต้องแจกจ่ายตัวของพระองค์เข้าสู่ภายในพลไพร่ที่ได้รับการเลือกสรรของพระองค์เป็นชีวิต และนำตัวของพระองค์กระทำเข้าสู่ภายในเขา. ตั้งแต่แรกเริ่ม น้ำพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ใช่ให้มนุษย์ถือรักษาหรือให้มนุษย์กระทำการเพื่อพระองค์ (ดู ยนซ.2:17 คำอธิบาย 1). ทำนองเดียวกันน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนำชนชาติอิสราเอลไปสู่ภูเขาของพระเจ้านั้นก็ไม่ใช่ประทานกฎบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยืดยาวและเรียกร้องให้พวกเขาปฏิบัติตาม. น้ำพระทัยของพระองค์คือนำพลไพร่ของพระองค์เข้าสู่การสถิตอยู่ของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้เปิดเผยตัวของพระองค์เองแก่เขาและแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในเขาโดยการตรัสกับเขา (เทียบ 34:28–29 และข้อ 29 คำอธิบาย 1). อย่างไรก็ตามพลไพร่ของพระเจ้าไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์. ทัศนะที่อยู่ฝ่ายธรรมชาติ ตกต่ำและฝ่ายศาสนาของเขานึกว่าพระเจ้าประสงค์ให้เขากระทำการบางอย่างเพื่อพระองค์และเขาก็คิดเอาเองว่าเขาสามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้. ในเมื่อทัศนะของเขาเป็นเช่นนี้ พระเจ้าจึงจำเป็นที่จะต้องประทานกฎบัญญัติแก่เขา เพื่อให้เขาเห็นว่าข้อเรียกร้องของพระองค์สูงส่งเพียงใด และเขาช่างไร้ความสามารถในการถือปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเหล่านั้น (รม.8:3ก, 7–8).
กฎบัญญัติที่พระเจ้าได้ทรงประทานบนภูเขาซีนายมีการใช้งานทั้งในด้านบวกและในด้านลบ. ในด้านบวกนั้นการใช้งานของกฎบัญญัติคือเป็นพยานของพระเจ้า นำพระเจ้าเปิดเผยแก่พลไพร่ของพระองค์ (ดู 20:1 คำอธิบาย 1) กฎบัญญัติยังเป็นพระคำที่มีชีวิตของพระเจ้าเป็นลมปรานของพระองค์. (2ตธ.3:16) เพื่อจะนำเอาส่วนประกอบถ่ายเทเข้าสู่บุคคลที่รักและแสวงหาพระองค์ (ดู พบญ.8:3 คำอธิบาย 1). ในด้านลบนั้นการใช้งานของกฎบัญญัติคือเปิดโปงความบาป (รม.3:20; 5:20: 7:7–8, 13) สยบคนบาป (รม.3:19) และเฝ้าดูพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรและนำเขาไปสู่พระคริสต์ (ฆต.3:23–24). ในประสบการณ์ของเรา กฎบัญญัติจะเป็นสิ่งด้านบวกหรือด้านลบนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการณ์แห่งใจของเราในการต้อนรับกฎบัญญัติ. ถ้าหากเรารักพระเจ้า ถ่อมตัวลง และยึดกฎบัญญัติเป็นพระคำอันมีชีวิตของพระองค์ โดยอาศัยสิ่งนี้ติดต่อกับพระองค์และอาศัยอยู่ในพระองค์ กฎบัญญัติก็จะกลายเป็นช่องทางที่ให้ชีวิตและเนื้อแท้อันศักดิ์สิทธิ์ถ่ายเทให้แก่เราเป็นการหล่อเลี้ยงและการบำรุงเลี้ยงของเรา. เราได้รับการถ่ายเทแห่งเนื้อแท้ของพระเจ้าโดยกฎบัญญัติซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้า ก็จะเป็นหนึ่งกับพระเจ้าในชีวิตและนิสัยอีกทั้งการสำแดงและก็ดำเนินชีวิตที่สำแดงพระเจ้ากระทั่งสอดคล้องกับกฎบัญญัติของพระองค์โดยอัตโนมัติ (รม.8:4; ฟป.1:21ก). อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเรามาถึงกฎบัญญัติโดยไม่ได้แสวงหาพระเจ้าในความรัก แต่กลับทำให้กฎบัญญัติแยกออกจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิต (เทียบ ยฮ.5:39–40). กฎบัญญัติที่มีไว้เพื่อนำชีวิตเข้ามา (รม.7:10) แต่ตัวมันเองไม่สามารถประทานชีวิตนั้น (ฆต.3:21 และคำอธิบาย 1) ก็จะกลายเป็นองค์ประกอบแห่งการลงโทษและการประหารต่อเรา (รม.7:11; 2กธ.3:6–7, 9; ดู บพส.119:2 คำอธิบาย 2 ย่อหน้าที่ 1).
พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าคือพระองค์ต้องการได้รับกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งเป็นคู่ครองของพระองค์ การสำแดงของพระองค์และที่ประทับของพระองค์. เพื่อที่จะสำเร็จพระประสงค์นี้ พระเจ้าจำต้องแจกจ่ายตัวของพระองค์เข้าสู่ภายในพลไพร่ที่ได้รับการเลือกสรรของพระองค์เป็นชีวิต และนำตัวของพระองค์กระทำเข้าสู่ภายในเขา. ตั้งแต่แรกเริ่ม น้ำพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ใช่ให้มนุษย์ถือรักษาหรือให้มนุษย์กระทำการเพื่อพระองค์ (ดู ยนซ.2:17 คำอธิบาย 1). ทำนองเดียวกันน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนำชนชาติอิสราเอลไปสู่ภูเขาของพระเจ้านั้นก็ไม่ใช่ประทานกฎบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยืดยาวและเรียกร้องให้พวกเขาปฏิบัติตาม. น้ำพระทัยของพระองค์คือนำพลไพร่ของพระองค์เข้าสู่การสถิตอยู่ของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้เปิดเผยตัวของพระองค์เองแก่เขาและแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในเขาโดยการตรัสกับเขา (เทียบ 34:28–29 และข้อ 29 คำอธิบาย 1). อย่างไรก็ตามพลไพร่ของพระเจ้าไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์. ทัศนะที่อยู่ฝ่ายธรรมชาติ ตกต่ำและฝ่ายศาสนาของเขานึกว่าพระเจ้าประสงค์ให้เขากระทำการบางอย่างเพื่อพระองค์และเขาก็คิดเอาเองว่าเขาสามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้. ในเมื่อทัศนะของเขาเป็นเช่นนี้ พระเจ้าจึงจำเป็นที่จะต้องประทานกฎบัญญัติแก่เขา เพื่อให้เขาเห็นว่าข้อเรียกร้องของพระองค์สูงส่งเพียงใด และเขาช่างไร้ความสามารถในการถือปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเหล่านั้น (รม.8:3ก, 7–8).
กฎบัญญัติที่พระเจ้าได้ทรงประทานบนภูเขาซีนายมีการใช้งานทั้งในด้านบวกและในด้านลบ. ในด้านบวกนั้นการใช้งานของกฎบัญญัติคือเป็นพยานของพระเจ้า นำพระเจ้าเปิดเผยแก่พลไพร่ของพระองค์ (ดู 20:1 คำอธิบาย 1) กฎบัญญัติยังเป็นพระคำที่มีชีวิตของพระเจ้าเป็นลมปรานของพระองค์. (2ตธ.3:16) เพื่อจะนำเอาส่วนประกอบถ่ายเทเข้าสู่บุคคลที่รักและแสวงหาพระองค์ (ดู พบญ.8:3 คำอธิบาย 1). ในด้านลบนั้นการใช้งานของกฎบัญญัติคือเปิดโปงความบาป (รม.3:20; 5:20: 7:7–8, 13) สยบคนบาป (รม.3:19) และเฝ้าดูพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรและนำเขาไปสู่พระคริสต์ (ฆต.3:23–24). ในประสบการณ์ของเรา กฎบัญญัติจะเป็นสิ่งด้านบวกหรือด้านลบนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการณ์แห่งใจของเราในการต้อนรับกฎบัญญัติ. ถ้าหากเรารักพระเจ้า ถ่อมตัวลง และยึดกฎบัญญัติเป็นพระคำอันมีชีวิตของพระองค์ โดยอาศัยสิ่งนี้ติดต่อกับพระองค์และอาศัยอยู่ในพระองค์ กฎบัญญัติก็จะกลายเป็นช่องทางที่ให้ชีวิตและเนื้อแท้อันศักดิ์สิทธิ์ถ่ายเทให้แก่เราเป็นการหล่อเลี้ยงและการบำรุงเลี้ยงของเรา. เราได้รับการถ่ายเทแห่งเนื้อแท้ของพระเจ้าโดยกฎบัญญัติซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้า ก็จะเป็นหนึ่งกับพระเจ้าในชีวิตและนิสัยอีกทั้งการสำแดงและก็ดำเนินชีวิตที่สำแดงพระเจ้ากระทั่งสอดคล้องกับกฎบัญญัติของพระองค์โดยอัตโนมัติ (รม.8:4; ฟป.1:21ก). อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเรามาถึงกฎบัญญัติโดยไม่ได้แสวงหาพระเจ้าในความรัก แต่กลับทำให้กฎบัญญัติแยกออกจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิต (เทียบ ยฮ.5:39–40). กฎบัญญัติที่มีไว้เพื่อนำชีวิตเข้ามา (รม.7:10) แต่ตัวมันเองไม่สามารถประทานชีวิตนั้น (ฆต.3:21 และคำอธิบาย 1) ก็จะกลายเป็นองค์ประกอบแห่งการลงโทษและการประหารต่อเรา (รม.7:11; 2กธ.3:6–7, 9; ดู บพส.119:2 คำอธิบาย 2 ย่อหน้าที่ 1).
อซด.
19:8 ก อซด.24:3; พบญ.5:27
อซด.
19:9 ก พบญ.4:11; บพส.97:2
อซด.
19:9 ข พบญ.4:12, 36; เทียบ ยฮ.12:28–29
อซด.
19:9 ค อซด.14:31
อซด.
19:10 ก อซด.19:14; ลวต.20:7; อฤธ.11:18; ยฮซ.3:5; 7:13; 1ซมอ.16:5; เทียบ ยนซ.35:2
อซด.
19:10 1ก การแบ่งแยกให้บริสุทธิ์หมายถึงการแบ่งแยกออกจากโลกและกลับคืนสู่พระเจ้า (ดู ยฮ.17:17 คำอธิบาย 2). พลไพร่ของพระเจ้าสามารถมีการสามัคคีธรรมกับพระองค์ โดยการแบ่งแยกบริสุทธิ์เช่นนี้ (ดูข้อ 12 คำอธิบาย 1).
อซด.
19:11 1 วันที่สามเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการเป็นขึ้น (1กธ.15:4). พลไพร่ของพระองค์ถูกนำเข้าสู่การสถิตอยู่ของพระองค์ในการเป็นขึ้น. ความหมายของการที่อยู่ในการเป็นขึ้นคือ สิ่งทรงสร้างเก่าทั้งปวงที่อยู่ฝ่ายธรรมชาติโดยสิ้นเชิงนั้นล้วนได้ถูกสิ้นสุด และสิ่งทรงสร้างใหม่ที่อยู่ในการเป็นขึ้นโดยสิ้นเชิงนั้น มีการเริ่มต้นใหม่แห่งการบังเกิดใหม่ (2กธ.5:17).
อซด.
19:11 ก อซด.34:5; อฤธ.11:25
อซด.
19:11 2 ภูเขาที่พระเจ้าทรงประทานกฎบัญญัตินั้นมีความหมายสองชั้น. ก่อนอื่นมันชื่อว่าภูเขาโฮเร็บ ซึ่งเป็นภูเขาของพระเจ้า (3:1, 12; 4:27; 18:5; 24:13; อฤธ.10:33; 1พกษ.19:8) ซึ่งก็คือสถานที่สำหรับคนที่แสวงหาพระเจ้าพบปะกัน (4:27; 18:15) เข้าพบกับพระเจ้า (24:3, 15–18; พกษ.19:8) ปรนนิบัติพระเจ้า (3:12) ได้รับการเปิดเผยและนิมิตของพระเจ้า (3:1–3; 24:12–13; 1พกษ.19:8–9) และได้รับการถ่ายเทด้วยเนื้อแท้ของพระเจ้า (34:28–29). ประการที่สองภูเขานั้นมีอีกชื่อหนึ่งคือภูเขาซีนาย (ข้อ 11, 18, 20–24; 34:2–4; ฆต.4:24–25) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เปิดโปงความบาปของพลไพร่ของพระเจ้าและเปิดเผยเส้นแบ่งเขตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า (ข้อ 12–13, 21–24; ฮร.12:18–21).
อซด.
19:12 1 ขณะที่เรามีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า เราไม่เพียงรู้จักพระคุณของพระองค์ (ข้อ 4) แต่ก็ยังรู้จักการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระองค์อีกด้วย. ภูเขาซีนายเป็นภูเขาอันบริสุทธิ์ เพราะว่าพระเจ้าได้เสด็จลงมาบนภูเขานั้น (ข้อ 20; เทียบ 3:5). เพราะฉะนั้นในที่นี่ได้กำหนดเขตแดนของพระเจ้า ซึ่งชนชาติอิสราเอลจะข้ามไปไม่ได้ (ข้อ 12–13, 21–24). ขณะที่เราซึ่งเป็นพลไพร่ของพระเจ้ามีการสามัคคีธรรมกับพระองค์ ถ้าหากเราจะคงอยู่ในการสถิตอยู่ของพระองค์ เราก็ต้องแบ่งแยกบริสุทธิ์ตัวเองพร้อมด้วยสิ่งทั้งปวงที่มีความเกี่ยวข้องกับเรา (ข้อ 10, 14, 22 เทียบ ฮร.12:14). การแบ่งแยกบริสุทธิ์ก็คือการเคารพขอบเขตที่แยกบริสุทธิ์ การแบ่งแยกบริสุทธิ์เป็นด้านหนึ่งของประสบการณ์แห่งการแแบ่งแยกบริสุทธิ์. ขณะที่ความบริสุทธิ์ของพระเจ้ากลายเป็นประสบการณ์ของเรา นั่นก็คือการแบ่งแยกบริสุทธิ์. (ดู ฮร.12:14 คำอธิบาย 1 กับ รม.6:19 คำอธิบาย 2).
อซด.
19:12 ก ฮร.12:20
อซด.
19:13 ก ฮร.12:20
อซด.
19:13 ข ฮร.12:19
อซด.
19:15 ก เทียบ 1ซมอ.21:4–5; 1กธ.7:1
อซด.
19:16 ก วว.4:5; 8:5; 11:19
อซด.
19:16 ข อซด.19:9; ฮร.12:18
อซด.
19:16 ค อซด.20:18; ฮร.12:19; เทียบ วว.1:10
อซด.
19:18 ก อซด.24:17; พบญ.4:11; ฮร.12:18
อซด.
19:18 ข บพส.144:5; วว.15:8
อซด.
19:18 ค บพส.68:8; ฮร.12:26; วนฉ.5:5
อซด.
19:19 ก บพส.81:7; ฮร.12:19
อซด.
19:19 1 ในเสียงฟ้าร้อง หรือ เปล่งเสียง.
อซด.
19:20 ก เทียบ กจ.7:38; ฆต.4:24
อซด.
19:21 ก เทียบ อซด.3:6; 1ซมอ.6:19; เทียบ อซด.33:20
อซด.
19:22 ก ลวต.10:3
อซด.
19:22 ข 2ซมอ.6:8; 1คนก.13:11