การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

เอ็กโซโด บทที่ 16

2. ประสบการณ์ที่มีต่อมานา—อาหารฝ่ายสวรรค์
16:1–36
อซด. 16:1 กชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดได้เดินทางจากเอลิมมาถึงป่ากันดารซีนซึ่งอยู่ระหว่างเอลิมกับภูเขาซีนายในวันที่สิบห้าของเดือนที่สองนับตั้งแต่ออกจากดินแดนอียิปต์.
อซด. 16:2 ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดก็พากัน1กบ่นต่อว่าโมเซและอาโรนในป่ากันดารนั้นว่า.
อซด. 16:3 พวกข้าพเจ้าใคร่จะกตายเสียด้วยพระหัตถ์พระยะโฮวาในดินแดนอียิปต์ ขณะเมื่อเรานั่งอยู่ใกล้1ขหม้อเนื้อได้รับประทานอาหารอิ่มหนำ แต่นี่ท่านทั้งสองกลับนำพวกข้าพเจ้าออกมาในป่ากันดารนี้ เพื่อจะให้ชุมนุมชนทั้งหมดอดอาหารคตายเท่านั้น.
อซด. 16:4 แล้วพระยะโฮวาได้ตรัสแก่โมเซว่า บัดนี้เราจะให้1อาหารตกลงมาจากกฟ้าสวรรค์ดุจฝนสำหรับให้เจ้าทั้งหลาย และพลไพร่จะได้ออกไปเก็บเฉพาะส่วนของแต่ละวันในทุกๆ วัน เพื่อเราจะขลองใจเขาว่าเขาจะประพฤติตาม2กฎหมายของเราหรือไม่.
อซด. 16:5 วันที่หกเมื่อเขาเตรียมมานาที่นำมา ก็ให้เขาเก็บเพิ่มเป็นสองเท่าของแต่ละวันที่เขาเก็บนั้น.
อซด. 16:6 โมเซกับอาโรนจึงบอกแก่ชนชาติอิสราเอลทั้งปวงว่า ในเวลาเย็นเจ้าทั้งหลายจะได้กรู้ว่าพระยะโฮวาเป็นผู้ทรงนำหน้าพวกเจ้าออกจากดินแดนอียิปต์
อซด. 16:7 ในเวลาเช้าพวกเจ้าจะได้เห็นกสง่าราศีแห่งพระยะโฮวาเพราะพระยะโฮวาทรงขได้ยินถึงคำบ่นต่อว่าของพวกเจ้าแล้ว เราทั้งสองเป็นผู้ใดเล่า? พวกเจ้าจึงมาคบ่นต่อว่าเรา.
อซด. 16:8 โมเซได้กล่าวอีกว่า ในเวลาเย็นพระยะโฮวาจะประทานเนื้อให้เจ้ากิน ในเวลาเช้าจะประทานอาหารให้กินอิ่มเพราะพระยะโฮวาทรงได้ยินคำบ่นซึ่งเจ้าได้บ่นต่อว่าพระองค์ เราทั้งสองนี้เป็นผู้ใดเล่า? พวกเจ้ามิได้บ่นต่อว่าเรา แต่ได้กบ่นต่อว่าพระยะโฮวาต่างหาก.
อซด. 16:9 โมเซจึงกล่าวแก่กอาโรนว่า จงบอกชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดให้เข้ามายังขเบื้องพระพักตร์พระยะโฮวา เพราะพระองค์ทรงได้ยินคำบ่นของเจ้าแล้ว.
อซด. 16:10 ขณะที่อาโรนกล่าวแก่ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดอยู่นั้น เขาทั้งหลายได้มองดูไปทางป่ากันดาร 1กสง่าราศีแห่งพระยะโฮวาก็ได้ปรากฏในเมฆ.
อซด. 16:11 พระยะโฮวาจึงตรัสแก่โมเซว่า
อซด. 16:12 คำบ่นของชนชาติอิสราเอลนั้นเราได้ทราบแล้ว จงกล่าวแก่เขาว่า ในกเวลาเย็นเจ้าทั้งหลายจะได้เนื้อกินทั้งในเวลาเช้าเจ้าจะได้มีอาหารกินอิ่ม เจ้าจึงจะขรู้ว่าเราคือยะโฮวาเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า.
อซด. 16:13 ครั้นถึงเวลาเย็น1กฝูงนกกระทาได้บินมาเต็มค่าย ในเวลารุ่งเช้าก็มี2ขน้ำค้างรอบค่ายนั้น.
อซด. 16:14 เมื่อน้ำค้างระเหยไปแล้วก็เห็นมีเกล็ดละเอียดเล็กๆ กลมๆ เหมือนน้ำค้างแข็งอยู่ที่พื้นดินในป่ากันดาร.
อซด. 16:15 เมื่อชนชาติอิสราเอลได้เห็นจึงพูดกันว่า 1นี่อะไรหนอ? เพราะเขาไม่รู้ว่าเป็นสิ่งไร. โมเซจึงบอกเขาว่า นี่แหละเป็นกอาหารที่พระยะโฮวาได้ประทานให้พวกเจ้ากิน.
อซด. 16:16 พระยะโฮวามีรับสั่งดังนี้คือ ให้ทุกคนเก็บเท่าที่สำหรับคนหนึ่งกินพอดี จงเก็บคนละหนึ่งกโอเมอร์ ตามจำนวน1คนมากน้อยในกระโจมของตน.
อซด. 16:17 ชนชาติอิสราเอลก็ได้กระทำตาม บางคนได้เก็บมาก บางคนได้เก็บน้อย
อซด. 16:18 เมื่อเขาได้ใช้เครื่องตวง กคนที่เก็บได้มากนั้นไม่มีเหลือ และคนที่เก็บได้น้อยก็หาขาดไม่ ทุกคนเก็บมาได้เท่าที่สำหรับคนหนึ่งกินพอดี.
อซด. 16:19 โมเซจึงพูดกับเขาว่า อย่าให้ผู้ใด1เหลือไว้จนถึงรุ่งเช้า.
อซด. 16:20 แต่เขามิได้เชื่อฟังโมเซ บางคนเหลือไว้จนถึงรุ่งเช้า อาหารนั้นก็มี1กหนอนขึ้นและบูดเหม็นไป โมเซจึงโกรธคนเหล่านั้น.
อซด. 16:21 เขาต่างได้เก็บทุกๆ เวลาเช้า เท่าที่สำหรับคนหนึ่งกินพอดี พอแดดออกร้อนจัดแล้วก็ละลายไป.
อซด. 16:22 อยู่มาเมื่อถึงวันที่หกเขาได้เก็บอาหารกสองเท่า คือคนละสองโอเมอร์แล้ว บรรดาผู้นำชุมนุมชนจึงได้มารายงานต่อโมเซ.
อซด. 16:23 โมเซได้บอกเขาว่า พระยะโฮวาตรัสดังนี้ว่า พรุ่งนี้เป็นวันพักสงบอย่างสมบูรณ์ เพราะเป็นวัน1กซะบาโตอันบริสุทธิ์แด่พระยะโฮวา. พวกเจ้าจะปิ้งอะไรก็ให้ปิ้ง จะต้มอะไรก็ให้ต้มเสีย และส่วนที่ยังเหลืออยู่นั้นเจ้าเองจงเก็บไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น.
อซด. 16:24 เมื่อเขาได้เก็บไว้จนวันรุ่งขึ้นตามโมเซสั่ง อาหารนั้นก็มิได้บูดเหม็น และไม่มีกหนอนด้วย.
อซด. 16:25 โมเซจึงบอกว่า วันนี้จงกินอาหารที่เก็บไว้นั้น เพราะว่าวันนี้เป็นวันซะบาโตแห่งพระยะโฮวา วันนี้เจ้าจะไม่พบอาหารอย่างนั้นที่ทุ่งนาเลย.
อซด. 16:26 จงเก็บในกำหนดหกวัน แต่ในวันที่เจ็ดซึ่งเป็นวันซะบาโตในวันนั้นจะไม่มีเลย.
อซด. 16:27 อยู่มาในวันที่เจ็ดมีบางคนได้ออกไปเก็บ แต่หาได้พบไม่.
อซด. 16:28 พระยะโฮวาตรัสแก่โมเซว่า พวกเจ้าจะขัดขืนพระบัญญัติและ1กฎหมายของเรานานสักเท่าไร?
อซด. 16:29 จงดูเถิด เพราะพระยะโฮวาได้ทรงโปรดประทานวันซะบาโตแก่พวกเจ้า เหตุดังนั้น ในวันที่หกพระองค์ได้ประทานอาหารให้สำหรับสองวัน จงพักอยู่ในที่ของตนทุกคน อย่าให้ผู้ใดออกจากที่พักในวันที่เจ็ดนั้นเลย.
อซด. 16:30 เหตุฉะนั้นพลไพร่ทั้งปวงจึงได้หยุดพักในวันที่เจ็ด.
อซด. 16:31 ครอบครัวอิสราเอลได้เรียกชื่ออาหารนั้นว่ากมานา เป็นเมล็ดขาวเหมือน1เมล็ดผักชี มีรสเหมือนขนมปังแผ่นผสมด้วยน้ำผึ้ง
อซด. 16:32 โมเซจึงกล่าวว่า พระยะโฮวามีรับสั่งดังนี้ว่า จงตวงมานาหนึ่ง1โอเมอร์เก็บไว้ตลอดทุกชั่วอายุของเจ้าสืบไป เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เห็นอาหารซึ่งเราประทานเลี้ยงเจ้าในป่ากันดาร เมื่อเราได้นำพวกเจ้าออกจากดินแดนอียิปต์.
อซด. 16:33 โมเซได้บอกอาโรนว่า จงตวงมานาหนึ่งโอเมอร์เก็บไว้ใน1กโถต่อพระพักตร์พระยะโฮวาตลอดทุกชั่วอายุของเจ้าสืบไป.
อซด. 16:34 อาโรนก็ได้เก็บมานานั้นไว้หน้า1กแผ่นแห่งพยานนั้นตามคำพระยะโฮวาได้ตรัสสั่งกับโมเซ.
อซด. 16:35 ชนชาติอิสราเอลได้1กินมานาถ้วนกสี่สิบปี จนเขามาถึงดินแดนซึ่งมีผู้อาศัยอยู่คือมาถึงเขตแดนขคะนาอัน.
อซด. 16:36 หนึ่งโอเมอร์เท่ากับหนึ่งในสิบของหนึ่งเอฟา.

คำอธิบาย เอ็กโซโด บทที่ 16

อซด. 16:1 ก อฤธ.33:10–11
อซด. 16:2 ก อซด.15:24; 17:3; 1กธ.10:10
อซด. 16:2 1ก การบ่นต่อว่าเป็นการสำแดงของเนื้อหนัง ซึ่งเป็นการสรุปรวมของสิ่งที่มนุษย์เป็นซึ่งได้ตกต่ำ (เทียบ ฟป.2:14). แม้ว่าพลไพร่ได้ดับกระหายโดยบ่อน้ำพุ 12 บ่อในเอลิม (15:27) แต่เขาก็ยังหิวโหยอยู่เพราะการขาดอาหาร. ในสภาพการณ์เช่นนี้เนื้อหนังของพลไพร่ของพระเจ้าก็ได้ถูกเปิดโปง. นี่บ่งชี้ว่าการที่เราขาดพระคริสต์เป็นการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณของเรา มักทำให้เนื้อหนังของเราพร้อมด้วยราคะตัณหาของเนื้อหนังถูกเปิดโปง. หลังจากเนื้อหนังถูกเปิดโปงแล้ว พระเจ้าก็ได้ประทานมานาลงมาเพื่อบำรุงเลี้ยงพลไพร่ของพระองค์ (ข้อ 13–15). หนทางที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อจัดการกับเนื้อหนังของพลไพร่ของพระองค์คือการเปลี่ยนอาหารการกินของเขา. หนทางหนึ่งเดียวที่พิชิตเนื้อหนังได้ก็คือถูกเติมเต็มด้วยพระคริสต์โดยการรับสุขพระองค์ผู้เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตฝ่ายสวรรค์ ซึ่งมีแบบเล็งโดยมานาทุกวันๆ (ดู ข้อ 4 คำอธิบาย 1 และข้อ 15 คำอธิบาย 1).
อซด. 16:3 ก เทียบ อฤธ.20:2–5
อซด. 16:3 ข อฤธ.11:4–5; เทียบ กจ.7:39
อซด. 16:3 1ข อาหารของชนชาติอียิปต์ชี้ถึงเรื่องราวสิ่งของและความบันเทิงฝ่ายโลกซึ่งผู้คนพึ่งพิงเพื่อเสาะหาความอิ่มหนำ. ในอียิปต์ชนชาติอิสราเอลได้กินแต่อาหารของอียิปต์ ดังนั้นเขาจึงได้กลายเป็นของอียิปต์ทั้งในการก่อรูปของเขาและรสชาติของเขา. การที่เขาปรารถนาอาหารของอียิปต์ในที่นี่ชี้ให้เห็นว่า การที่เขามีประสบการณ์ต่อการไถ่โดยลูกแกะปัศคาและออกจากอียิปต์โดยการข้ามทะเลแดงนั้น ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการก่อรูปทางภายในและรสนิยมฝ่ายโลกของเขา (อฤธ.11:4–5). พลไพร่อยากที่จะดำเนินชีวิตเหมือนกับที่เขาเคยดำเนินชีวิตในอียิปต์ (เทียบ 1ปต.1:18 และคำอธิบาย 1) สิ่งนี้ขัดแย้งกับความปรารถนาของพระเจ้า.
อซด. 16:3 ค อซด.14:11; 17:3
อซด. 16:4 1 นี่ก็คือมานา (ข้อ 15, 31) ซึ่งเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นอาหารฝ่ายสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวสำหรับพลไพร่ของพระเจ้า (ยฮ.6:31–35). การที่พระเจ้าทรงประทานมานาแก่พลไพร่ของพระองค์สำหรับรับประทานนั้น บ่งชี้ว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าคือพระองค์จะเปลี่ยนแปลงนิสัยของเขาและการก่อรูปของเขา เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. เนื่องจากชนชาติอิสราเอลยังคงก่อรูปด้วยองค์ประกอบของอียิปต์ ดังนั้นเขาจึงเป็นเช่นเดียวกับชาวอียิปต์และไม่มีคุณสมบัติที่จะก่อสร้างพลับพลาเป็นที่ประทับของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก. พระเจ้าได้ทรงประทานมานาอย่างเดียวให้ชนชาติอิสราเอลรับประทานเป็นเวลานานถึง 40 ปี (ข้อ 35; อฤธ.11:6). นี่ชี้ให้เห็นว่า น้ำพระทัยของพระเจ้าที่อยู่ในความรอดของพระองค์คือนำตัวของพระองค์เองกระทำเข้าสู่ภายในของผู้เชื่อของพระคริสต์ และเปลี่ยนแปลงการก่อรูปของเขา โดยการป้อนเลี้ยงเขาด้วยพระคริสต์ผู้เป็นอาหารฝ่ายสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวของเขา เช่นนี้เขาจึงถูกก่อรูปใหม่โดยพระคริสต์เพื่อทำให้มีคุณสมบัติพอที่จะก่อสร้างคริสตจักรเป็นที่ประทับของพระเจ้า. แท้ที่จริงหลังจากผู้เชื่อถูกก่อรูปใหม่โดยพระคริสต์ ตัวเขาเองก็ได้กลายเป็นที่ประทับของพระเจ้าแล้ว (เทียบ 1กธ.3:16–17; 6:19; 2กธ.6:16; 1ตธ.3:15; ฮร.3:6; วว.21:2–3).
อซด. 16:4 ก นฮย.9:15; บพส.78:24–25; 105:40; ยฮ.6:31–32; 1กธ.10:3
อซด. 16:4 ข อซด.15:25
อซด. 16:4 2 หรือ ข้อชี้แจง. ข้อ 28 ก็เช่นเดียวกัน. กฎเกณฑ์ของการเก็บมานา (ข้อ 4–5, 16–30) เป็นการทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าพลไพร่ของพระเจ้าจะสอดคล้องกับพระองค์หรือไม่. การกินมานาทำให้พลไพร่ของพระเจ้ามีกฎกติกาและดำเนินชีวิต ประพฤติตนและดำเนินตามพระเจ้า. ตรงข้ามการกินนกกระทาเป็นเรื่องที่ป่าเถื่อนและขาดการเหนี่ยวรั้ง (ข้อ 13ก; อฤธ.11:31–33ก) ซึ่งสอดคล้องกับท่วงทำนองกระแสนิยมและวิธีการของชนชาติอียิปต์.
อซด. 16:6 ก อซด.6:7; 16:12; เทียบ อฤธ.16:28–31
อซด. 16:7 ก อซด.16:10
อซด. 16:7 ข อฤธ.14:27
อซด. 16:7 ค อฤธ.16:11
อซด. 16:8 ก อฤธ.14:27; 17:5; 1ซมอ.8:7; เทียบ ลก.10:16
อซด. 16:9 ก เทียบ อซด.4:14–16
อซด. 16:9 ข อฤธ.16:16
อซด. 16:10 ก อซด.16:7; 24:16; 29:43; 40:34; ลวต.9:23; อฤธ.14:10; 16:19; 1พกษ.8:10–11; 2คนก.5:14; 7:1–3; ยซย.6:3–4; ยอค.43:5; ฮาฆ.2:7, 9; รม.9:4; วว.15:8; 21:23
อซด. 16:10 1ก พระเจ้าได้ทรงจัดการเนื้อหนังของพลไพร่ของพระองค์ โดยการสำแดงสง่าราศีของพระองค์ต่อเขา. การที่สง่าราศีของพระเจ้าปรากฏออกมาก็มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้พลไพร่ของพระองค์รอดพ้นจากการบ่นต่อว่าโดยการปรับโทษเขา.
อซด. 16:12 ก เทียบ อซด.12:6
อซด. 16:12 ข อซด.6:7
อซด. 16:13 ก อฤธ.11:31; บพส.78:27; 105:40
อซด. 16:13 1ก พระเจ้าได้ใช้นกกระทา (เทียบ อฤธ.11:31) เพื่อสนองตัณหาของพลไพร่ในเรื่องของการกิน (ข้อ 12; เทียบอฤธ.11:18, 32) เพื่อสำแดงความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ของพระองค์ต่อเขาและได้ทรงตีสอนเขาโดยพระพิโรธของพระองค์ (เทียบ อฤธ.11:19–20, 33–34). อาหารการกินของอียิปต์สอดคล้องและบำรุงเลี้ยงตัณหาแห่งเนื้อหนังของพลไพร่ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนังยิ่งขึ้น. ตรงกันข้าม มานาที่ตกลงมาจากท้องฟ้า (ข้อ 4) ทำให้คนที่กินนั้นกลายเป็นคนที่อยู่ฝ่ายสวรรค์.
อซด. 16:13 ข อฤธ.11:9
อซด. 16:13 2ข นกกระทาได้มาในยามค่ำคืน ซึ่งสนองตัณหาแห่งการกินของพลไพร่ แต่มานามักจะลงมาในยามเช้าเสมอ ทำให้พลไพร่มีการเริ่มต้นใหม่ทุกๆ วัน. ยิ่งกว่านั้น มานาได้ลงมาพร้อมกับน้ำค้าง (ข้อ 14; อฤธ.11:9) น้ำค้างเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคุณที่ทำให้ฟื้นชื่นขึ้นและชุ่มชื่นขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งถูกนำเข้ามาโดยพระเมตตาอันใหม่สดของพระองค์ (เทียบ บพส.133:3; สภษ.19:12; พรท.3:22–33). พระคุณคือพระเจ้าผู้เสด็จมาเยี่ยมเราเพื่อทำให้เราฟื้นชื่นและได้ความชุ่มชื่น. พระคริสต์ผู้เป็นมานาประจำวันของเรามักจะมาโดยพระคุณนี้.
อซด. 16:15 1 คำว่า “มานา” มาจากคำว่า “แมนฮู” (Manhu) ในภาษาเฮ็บราย. มานาเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ในฐานะที่เป็นอาหารฝ่ายสวรรค์ ซึ่งทำให้พลไพร่ของพระเจ้าสามารถเดินตามวิถีทางของพระองค์ (ยฮ.6:31–35, 48–51, 57–58). ตามแผนการบริหารของพระเจ้า พระคริสต์ควรเป็นอาหารเพียงหนึ่งเดียวของผู้คนซึ่งพระเจ้าได้ทรงเลือกสรร กล่าวคือทรงเป็นอาหาร กำลัง ความอิ่มหนำ และการค้ำจุนของเขา และเขาควรที่จะดำเนินชีวิตโดยพึ่งพิงพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น (อฤธ.11:6; ยฮ.6:57). พระคริสต์ได้ทรงกลายเป็นเนื้อหนัง ตรึงตาย และเป็นขึ้น ตลอดจนกลายเป็นพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่งและประทานชีวิตมาอาศัยอยู่ในวิญญาณของเรา เพื่อเป็นอาหารของเรา (ยฮ.6:63 และคำอธิบาย).
แม้เรารู้ว่ามานานั้นลงมาจากสวรรค์ (ข้อ 4) แต่องค์ประกอบและธาตุแท้ของมานาก็ยังเป็นข้อลับลึก. มานาไม่ได้เป็นของสิ่งทรงสร้างเก่า แต่กลับบำรุงเลี้ยงร่ายกายฝ่ายกายภาพของมนุษย์ได้. เพราะฉะนั้น มานาต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหรือแร่ธาตุบางอย่าง ซึ่งเป็นส่วนของสิ่งทรงสร้างเก่า. พระคริสต์ผู้เป็นมานาแท้ก็ลับลึกเช่นกัน. ในการเป็นขึ้นนั้น พระองค์ได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) แต่พระองค์ก็ยังทรงมีร่างกายที่สามารถถูกมองเห็นและสัมผัสได้ (ลก.24:36–43). เพราะฉะนั้นการที่เราจะกล่าวว่า พระคริสต์เป็นของฝ่ายวิญญาณหรือฝ่ายวัตถุเป็นเรื่องที่พูดยากนัก.
อซด. 16:15 ก อซด.16:4; พบญ.8:3; นฮย.9:15; ยฮ.6:31; เทียบ วว.2:17
อซด. 16:16 ก อซด.16:36
อซด. 16:16 1 “คน” แปลตามตรงคือ จิต.
อซด. 16:18 ก 2กธ.8:15
อซด. 16:19 1 มานาตกลงมาทุกเช้าและจำต้องมาทำการเก็บในทุกรุ่งเช้า (ข้อ 21). สิ่งนี้บ่งชี้ว่า เราไม่สามารถเก็บสะสมการหล่อเลี้ยงแห่งพระคริสต์ไว้. การที่เราประสบการณ์พระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเราจำต้องเป็นเรื่องของทุกๆ วัน ทุกๆ ยามเช้า (เทียบ มธ.6:34).
อซด. 16:20 ก เทียบ อซด.16:24
อซด. 16:20 1ก มานาที่พลไพร่เก็บสะสมไว้นั้นมีหนอนขึ้นและบูดเหม็นไป ส่วนมานาที่เหลือไว้ภายใต้แสงแดดที่ร้อนจัดก็ละลายไป (ข้อ 21) อย่างไรก็ตาม มานาที่ถูกเก็บมาในวันที่ 6 และมานาที่ถูกเก็บไว้ในโถทองคำนั้นไม่บูดและก็ไม่ได้ละลาย (22–24, 32–34). สิ่งนี้ชี้ให้เราเห็นว่า ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมานานั้นล้วนเป็นเรื่องที่อัศจรรย์และการเก็บมานา การรับสุขมานา และการสะสมมานาล้วนต้องทำตามหลักเกณฑ์ของพระเจ้าทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่ตามหลักเกณฑ์ของมนุษย์. การที่เราประสบการณ์พระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเราก็เป็นเช่นนี้.
อซด. 16:22 ก อซด.16:5
อซด. 16:23 ก ยนซ.2:3; อซด.20:8–11; 31:14–17; 35:2–3; ลวต.23:3
อซด. 16:23 1ก หมายถึงการพักผ่อน คำนี้มาจากคำกิริยาคำหนึ่งซึ่งมีความหมายว่า หยุดลง
อซด. 16:24 ก เทียบ อซด.16:20
อซด. 16:28 1 หรือ ข้อชี้แจง
อซด. 16:31 ก อฤธ.11:7–8; ยฮ.6:31
อซด. 16:31 1 ลักษณะพิเศษของมานาเป็นรูปภาพที่บรรยายถึงลักษณะพิเศษของพระคริสต์ผู้เป็นอาหารฝ่ายสวรรค์ของพลไพร่ของพระเจ้า. มานาเป็นเกล็ดละเอียดเล็กๆ (ข้อ 14) ซึ่งบ่งชี้ว่าพระคริสต์ทรงสม่ำเสมอ และสมดุลและได้กลายเป็นสิ่งที่เล็กน้อยสำหรับให้เรารับประทาน. “รูปทรงกลม” (ข้อ 14) บ่งชี้ว่าพระคริสต์ผู้เป็นอาหารของเรานั้นทรงเป็นนิรันดร์ สมบูรณ์ และครบบริบูรณ์ โดยไม่มีการขาดตกบกพร่องใดๆ. “สีขาว” (ข้อ 31) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระคริสต์ทรงสะอาดหมดจดและบริสุทธิ์ โดยไม่มีการเจือปนแต่อย่างใด. เหมือน “น้ำค้างแข็ง” (ข้อ 14) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งว่า ในฐานะที่เป็นอาหารฝ่ายสวรรค์ของเรา พระคริสต์ไม่เพียงให้เราฟื้นชื่นขึ้น แต่ยังประหารสิ่งที่เป็นด้านลบที่อยู่ในเรา. เหมือน “เมล็ดผักชี” (ข้อ 31) ซึ่งบ่งชี้ว่า พระคริสต์เต็มไปด้วยชีวิตซึ่งจะเติบโตและเพิ่มพูนอยู่ในเรา. “แข็ง” (แสดงนัยโดยข้อเท็จจริงที่ว่าพลไพร่ “โม่เป็นแป้ง ตำ หรือต้มในหม้อ”—อฤธ.11:8) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งว่า หลังจากที่เราเก็บพระคริสต์ที่เป็นมานาแล้ว เราจำต้อง “โม่ ตำ และต้ม” พระองค์ในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมของชีวิตประจำวันของเรา เพื่อตระเตรียมพระองค์สำหรับให้เรารับประทาน มีลักษณะเหมือน “ไข่มุก” (อฤธ.11:7) ซึ่งหมายถึงความสว่างไสวและความโปร่งใสของพระคริสต์ มีรสชาติเหมือนขนมปังปิ้งด้วยน้ำมัน (อฤธ.11:8) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงรสชาติของพระคริสต์มีสุคนธรสที่หอมหวนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มี
รสเหมือนขนมปังแผ่นผสมด้วยน้ำผึ้ง (ข้อ 31) มีสัญลักษณ์เล็งว่า รสชาติที่หวานชื่นของพระคริสต์เหมาะที่จะทำเป็นขนมปัง (อฤธ.11:8) ซึ่งบ่งชี้ว่าพระคริสต์เหมือนขนมปังที่ละเอียดซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยสารอาหาร.
อซด. 16:32 1 มานาที่เปิดเผย ซึ่งก็คือมานาที่อยู่บนพื้นดินในทุกเช้า มีไว้เพื่อพลไพร่ของพระเจ้ารับสุขอย่างเปิดเผย. ทว่ามานาหนึ่งโอเมอร์ที่เก็บไว้ในโถ—ข้อ 33) เป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นและไม่ได้มีไว้เพื่อฝูงชนรับสุขอย่างเปิดเผย. มานาที่ถูกเก็บไว้ในโถวางอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระยะโฮวามีปริมาณหนึ่งโอเมอร์ ซึ่งก็คือปริมาณที่พลไพร่ได้เก็บมาเพื่อรับประทาน (ข้อ 16–18) ในประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณ นี่บ่งชี้ว่าปริมาณของพระคริสต์ซึ่งเราได้กินนั้นก็คือปริมาณที่เราสามารถเก็บรักษาไว้ได้. พระคริสต์ผู้เป็นมานาที่เปิดเผยซึ่งเราได้กินนั้นจะกลายเป็นมานาที่ซ่อนเร้นโดยอัตโนมัติ โดยผ่านการย่อยและดูดซึมเข้าสู่ภายในของเรา. ยิ่งกว่านั้นพระคริสต์ซึ่งเราได้กินนั้นจะกลายเป็นที่ระลึกในยุคที่จะมาถึง. พระคริสต์ซึ่งเราได้กินและรับสุขนั้นจะกลายเป็นที่ระลึกจนนิรันดร์ เพราะว่าพระคริสต์เช่นนี้ได้กลายเป็นการก่อรูปของเราทำให้เราสามารถก่อสร้างจนกลายเป็นที่ประทับของพระเจ้าในจักรวาล.
อซด. 16:33 ก ฮร.9:4; เทียบ วว.2:17
อซด. 16:33 1ก ตามเฮ็บราย 9:3–4 มานาถูกเก็บไว้ในโถทองคำที่อยู่ในหีบแห่งพยาน ซึ่งอยู่ในที่บริสุทธิ์สุดในพลับพลา. ในพระคัมภีร์ ทองคำเป็นเครื่องหมายเล็งว่า พระคริสต์ที่เราได้รับสุขเป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรานั้น ถูกเก็บรักษาไว้ในพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในเรา ซึ่งพระนิสัยนี้เราได้มาโดยการบังเกิดใหม่ (2ปต.1:4). โถทองคำและมานาถูกเก็บไว้ในหีบพันธสัญญา ซึ่งเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์. พระคริสต์ที่เป็นมานาที่ซ่อนเร้นถูกเก็บรักษาไว้ในพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ และพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ในพระคริสต์ผู้มีแบบเล็งโดยหีบพันธสัญญา. พระคริสต์ผู้นี้อยู่ในวิญญาณของเรา (2ตธ.4:22) ในประสบการณ์ของเรา วิญญาณของเราก็คือที่บริสุทธิ์สุด (ดู ฮร.10:19 คำอธิบาย 1). มานาที่เก็บรักษาไว้ในโถทองคำเป็นศูนย์กลางของพลับพลาซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิม ทำนองเดียวกัน พระคริสต์ซึ่งเราได้กินผ่านการย่อยและดูดซึมนั้นก็คือศูนย์กลางของทั้งตัวของเรา และตัวของเราก็คือส่วนหนึ่งของคริสตจักรซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าในวันนี้ (2ตธ.4:22; อฟ.2:22)
วิวรณ์ 2:17 ชี้ว่า เหล่าผู้มีชัยชนะที่ได้มีชัยชนะต่อการตกต่ำของคริสตจักร ฝ่ายโลก จะได้กินมานาที่ซ่อนเร้น และได้รับศิลาขาวแผ่นหนึ่ง (ดู วว.2:17 คำอธิบาย 2 และ 3). นี่บ่งชี้ว่า เมื่อเราได้กินพระคริสต์และนำพระคริสต์ที่เป็นมานาที่ซ่อนเร้นเก็บรักษาอยู่ภายในเรา พระองค์ก็จะทำให้เรากลายเป็นผู้มีชัยชนะและทรงเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นศิลาขาวเพื่อก่อสร้างที่ประทับของพระเจ้า ซึ่งจะสำเร็จสุดยอดในกรุงเยรูซาเล็มใหม่.
อซด. 16:34 ก เทียบ อซด.25:16, 21; 26:33–34; 30:26, 36; 40:20
อซด. 16:34 1ก เนื่องจากโถทองคำพร้อมกับมานาอยู่ในหีบพันธสัญญา (ฮร.9:4) พยานในที่นี้ย่อมไม่ได้ชี้ถึงหีบพันธสัญญา แต่ชี้ถึงแผ่นพระบัญญัติที่อยู่ในหีบพันธสัญญา (34:1, 29; 25:21; 40:20). กฎบัญญัติเป็นพยานถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น (ดู 20:1 คำอธิบาย 1). ด้วยเหตุนี้การที่มานาในโถทองคำถูกเก็บไว้หน้าแผ่นแห่งพยานนั้น บ่งชี้ว่า มานาสอดคล้องกับพยานของพระเจ้าและกฎบัญญัติของพระองค์และตอบสนองข้อเรียกร้องของทั้งสองประการนี้. ขณะที่เราต้อนรับพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตฝ่ายสวรรค์ของเรา พระคริสต์ที่เป็นมานาที่ซ่อนเร้นซึ่งถูกเก็บรักษาในพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในเรา ก็จะทำให้เราสอดคล้องกับพยานของพระเจ้า และตอบสนองข้อเรียกร้องของพยานนี้ (รม.8:4) เช่นนี้จึงทำให้เรากลายเป็นการสำแดงของพระเจ้า.
อซด. 16:35 1 ดู ยฮซ.5:12 คำอธิบาย 1.
อซด. 16:35 ก พบญ.8:2–3; นฮย.9:20–21; กจ.7:36; 13:18
อซด. 16:35 ข ยฮซ.5:12
สารบัญ