การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

เอ็กโซโด บทที่ 13

ค. ชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์
13:1–22
อซด. 13:1 พระยะโฮวาจึงตรัสแก่โมเซว่า
อซด. 13:2 จง1แบ่งแยกบริสุทธิ์กลูกหัวปีทั้งสิ้นสำหรับเรา คือสารพัดทั้งปวงของชนชาติอิสราเอลที่คลอดออกมาครั้งแรก จะเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ก็ดี สิ่งนั้นเป็นของๆ เรา.
อซด. 13:3 โมเซจึงกล่าวแก่พลไพร่ว่า จงกระลึกถึงวันนี้ ที่เจ้าทั้งหลายได้ออกไปจากอียิปต์ จากขครอบครัวของทาส เพราะ1คพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์พระยะโฮวาได้ทรงงนำเจ้าทั้งหลายออกจากที่นั่น และห้ามกินของที่มีจเชื้อ.
อซด. 13:4 เจ้าทั้งหลายได้ยกออกไปในวันนี้ซึ่งเป็นเดือน1กอาบิบ.
อซด. 13:5 ครั้นพระยะโฮวาจะทรงนำพวกเจ้ามาถึงดินแดนของชนชาติกคะนาอัน ชนชาติเฮ็ธ ชนชาติอะโมรี ชนชาติฮีวี และชนชาติยะบูศที่พระองค์ทรงขปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษว่าจะยกดินแดนที่ไหลล้นไปด้วยคน้ำนมและน้ำผึ้งให้พวกเจ้า ขณะนั้นเจ้าทั้งหลายจงยึดถืองการปรนนิบัตินี้ในเดือนนั้น
อซด. 13:6 จงกินกขนมปังไม่มีเชื้อให้ครบกำหนดเจ็ดวัน และวันที่เจ็ดจงถือเทศกาลเลี้ยงถวายพระยะโฮวา.
อซด. 13:7 จงกินขนมปังไม่มีเชื้อให้ครบกำหนดเจ็ดวัน อย่าให้เห็น[ขนมปัง]มีเชื้อในท่ามกลางพวกเจ้า และอย่าให้เห็นเชื้อ[ขนมปัง]ในเขตแดนของเจ้า.
อซด. 13:8 ในวันนั้นจงบอกกบุตรของเจ้าว่า การที่ได้ทำเช่นนี้ก็เพราะเหตุการณ์ซึ่งพระยะโฮวาได้ทรงกระทำสำหรับข้าพเจ้า ขณะเมื่อข้าพเจ้าออกมาจากอียิปต์.
อซด. 13:9 ในเรื่องนี้จะต้องทำเป็นกเครื่องหมายผูกอยู่ที่มือของเจ้า และทำเป็น1เครื่องระลึกติดที่2หน้าผากของเจ้า เพื่อ3กฎบัญญัติของพระยะโฮวาจะได้อยู่ที่ปากของเจ้า เพราะพระยะโฮวาทรงใช้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์นำพวกเจ้าออกจากอียิปต์.
อซด. 13:10 เหตุฉะนี้พวกเจ้าจงกถือบทบัญญัติตามวันเวลาที่ทรงกำหนดไว้ในทุกปี.
อซด. 13:11 ครั้นเมื่อพระยะโฮวาจะทรงนำเจ้าไปยังดินแดนของชนชาติคะนาอัน ตามที่พระองค์ได้ทรงปฏิญาณไว้กับเจ้าและบรรพบุรุษของเจ้าว่าจะทรงยกดินแดนนั้นให้แก่เจ้า
อซด. 13:12 จงแยกสารพัดที่กคลอดออกมาครั้งแรกมอบแด่พระยะโฮวา และลูกหัวปีตัวผู้ที่เกิดจากสัตว์ของเจ้าเป็นของของพระยะโฮวา.
อซด. 13:13 จงเอากลูกแกะไถ่1ลูกลาหัวปี ถ้าแม้ไม่ไถ่ จงหักคอมันเสีย. และบุตรชายหัวปีทั้งหลายของมนุษย์จะต้องขไถ่ไว้ทั้งหมด.
อซด. 13:14 ต่อไปภายหน้า เมื่อกบุตรของเจ้าจะถามว่า นี่มีความหมายว่าอะไร? จงเล่าให้เขาฟังว่า พระยะโฮวาได้ทรงขนำพวกเราออกจากอียิปต์ จากคครอบครัวของทาสด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์.
อซด. 13:15 ครั้นพระทัยของฟาโรห์กแข็งกระด้างขไม่ยอมปล่อยพวกเราไป พระยะโฮวาจึงทรงคประหารชีวิตลูกหัวปีทั้งหลายในดินแดนอียิปต์ ทั้งมนุษย์และสัตว์ด้วย. เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงนำสารพัดที่คลอดจากครรภ์ครั้งแรกถวายเป็นสัตวบูชาแด่พระยะโฮวา แต่งบุตรชายหัวปีทั้งหลายของเรา เราก็ได้ไถ่ไว้.
อซด. 13:16 ในเรื่องนี้จะต้องทำเป็นกเครื่องหมายผูกอยู่ที่มือและติดที่หน้าผากของเจ้า เพราะพระยะโฮวาได้ขนำพวกเราออกจากอียิปต์ ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์.
อซด. 13:17 เมื่อฟาโรห์ได้ปล่อยพลไพร่ไปแล้ว พระเจ้ามิได้ทรง1นำเขาไปตามทางในดินแดนของชนชาติฟะลิศตีม ถึงแม้ว่าเป็นทางใกล้ เพราะได้ตรัสไว้ว่า เกรงว่าเมื่อพลไพร่นั้นได้เห็นการสงครามแล้วเขาจะหันเปลี่ยนความคิดแล้วกกลับไปยังอียิปต์.
อซด. 13:18 แต่พระเจ้าได้ทรงนำเขา1กอ้อมไปทางป่ากันดารมุ่งสู่ทะเลแดง. เมื่อชนชาติอิสราเอลออกไปจากดินแดนอียิปต์นั้น ได้เตรียมอาวุธพร้อมทำสงคราม.
อซด. 13:19 โมเซได้เอา1กระดูกของโยเซฟไปด้วย เพราะโยเซฟได้ให้ชนชาติอิสราเอลปฏิญาณไว้ว่า กพระยะโฮวาเจ้าคงจะเสด็จมาเยี่ยมท่านทั้งหลายเป็นแน่ แล้วท่านจงเอาขกระดูกของเราขึ้นไปจากที่นี่ด้วย.
อซด. 13:20 ชนชาติอิสราเอลได้ยกออกจากกซุโคธไปตั้งค่ายที่เอธามอยู่ชายป่ากันดาร.
อซด. 13:21 พระยะโฮวาได้ทรงอยู่ใน1กเสาเมฆนำหน้าพวกเขาในเวลากลางวัน และอยู่ใน1เสาไฟช่วงเวลากลางคืน ให้เขามีความสว่างเพื่อจะได้เดินไปได้ทั้งกลางวันและกลางคืน.
อซด. 13:22 เสาเมฆสำหรับกลางวันและเสาไฟสำหรับกลางคืนมิได้คลาดจากข้างหน้าพลไพร่นั้นเลย.

คำอธิบาย เอ็กโซโด บทที่ 13

อซด. 13:2 1 จุดประสงค์ของการที่พลไพร่ของพระเจ้าเดินทางออกจากโลกก็เพื่อแบ่งแยกบริสุทธิ์คืนสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า. การแบ่งแยกบริสุทธิ์มีพื้นฐานอยู่บนการไถ่. องค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงแต่เรียกร้องให้ลูกหัวปี (ข้อ 2, 12–13) แบ่งแยกบริสุทธิ์ เพราะว่าเขาได้รับการไถ่แล้ว (12:12–13). ตามข้อเรียกร้องอันศักดิ์สิทธิ์ คนทั้งปวงที่ได้รับการไถ่นั้นก็จำต้องถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์ด้วย. การไถ่มีไว้เพื่อความปลอดภัยของพลไพร่ของพระเจ้า ส่วนการแบ่งแยกบริสุทธิ์มีไว้เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า (ดู รม.6:19, 22 และ ข้อ 19 คำอธิบาย 2).
อซด. 13:2 ก อซด.13:12–13, 15; 22:29–30; 34:19; อฤธ.3:13; 8:16–17; 18:15, 17; พบญ.15:19; ลก.2:23
อซด. 13:3 ก พบญ.16:3
อซด. 13:3 ข อซด.13:14; พบญ.7:8; 13:5; ยฮซ.24:17; วนฉ.6:8; มคา.6:4
อซด. 13:3 ค อซด.3:19; 6:1
อซด. 13:3 1ค ดู 12:33 คำอธิบาย 1.
อซด. 13:3 ง อซด.12:51; 20:2
อซด. 13:3 จ เทียบ อซด.34:25
อซด. 13:4 ก อซด.23:15; 34:18; พบญ.16:1
อซด. 13:4 1ก หมายถึง “แตกหน่อ, ออกหน่อ” ซึ่งชี้ถึงการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต. นี่เป็นข้อเรียกร้องต่อพลไพร่ของพระเจ้า เพื่อเขาจะได้แบ่งแยกบริสุทธิ์คืนสู่พระองค์เพื่อความอิ่มหนำของพระองค์. ในการเริ่มต้นใหม่จำต้องไม่มีเชื้อ (ข้อ 6–7; ดู 12:15 คำอธิบาย 1).
อซด. 13:5 ก อซด.3:8; 23:23; 33:2–3; 34:11; ยฮซ.12:8; 24:11; วนฉ.3:5
อซด. 13:5 ข อซด.6:8
อซด. 13:5 ค อซด.3:8; พบญ.26:9, 15
อซด. 13:5 ง อซด.12:25
อซด. 13:6 ก อซด.12:15–16
อซด. 13:8 ก อซด.12:26–27
อซด. 13:9 ก อซด.13:16; พบญ.6:8; 11:18
อซด. 13:9 1 ทุกคนที่ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์โดยการต้อนรับพระคริสต์เป็นการแทนที่ของเขา (ข้อ 2) นั้นก็ได้มีการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต (ข้อ 4) และได้ขจัดไปซึ่งบาปที่ถูกเปิดโปงทั้งสิ้น (ข้อ 6–7) ดังนั้นเขาจึงมีการดำเนินชีวิตประจำวันที่น่าจดจำและระลึกถึงจนถึงนิรันดร์.
อซด. 13:9 2 แปลตามตรงคือ ระหว่างตา. ข้อ 16 ก็เช่นเดียวกัน.
อซด. 13:9 3 หรือ คำสอน.
อซด. 13:10 ก อซด.12:14, 17, 24, 42
อซด. 13:12 ก อซด.13:2
อซด. 13:13 ก อซด.34:20
อซด. 13:13 1 ลูกหัวปีของทั้งมนุษย์และสัตว์ล้วนต้องได้รับการไถ่โดยลูกแกะปัศคา เพื่อได้รับความรอดให้พ้นจากการพิพากษาของพระเจ้า (12:12–13). ณ ที่นี่ ลูกหัวปีของทั้งลาและมนุษย์ ล้วนต้องได้รับการไถ่โดยการแทนที่ด้วยลูกแกะ เพื่อถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์แก่พระเจ้า. นี่เป็นเพราะว่าทั้งลาและมนุษย์ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สะอาดในสายพระเนตรของพระเจ้าและไม่อาจถูกถวายแด่พระเจ้าเพื่อความอิ่มหนำของพระองค์ (ลวต.11:1–8; 12:1–8). เพราะฉะนั้นทั้งลาและมนุษย์ต้องได้รับการไถ่อีกครั้งหนึ่งจึงสามารถถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์. นี่บ่งชี้ว่าชีวิตธรรมชาติของเราจำต้องถูกแทนที่โดยพระคริสต์. เราล้วนต้องการพระคริสต์เป็นการแทนที่ของเรา เพื่อความรอดและการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของเรา (1ปต.3:18ก; ฆต.2:20).
อซด. 13:13 ข อฤธ.3:46–47; 18:15–16
อซด. 13:14 ก อซด.12:26
อซด. 13:14 ข อซด.13:3; 20:2; พบญ.5:6; 6:12; 8:14; 13:5, 10; ยฮซ.24:17; วนฉ.6:8; กจ.13:17
อซด. 13:14 ค อซด.13:3
อซด. 13:15 ก เทียบอซด.4:21; 7:13; 8:15
อซด. 13:15 ข อซด.3:19
อซด. 13:15 ค อซด.12:29
อซด. 13:15 ง อซด.13:2
อซด. 13:16 ก อซด.13:9
อซด. 13:16 ข อซด.13:14; กจ.13:17
อซด. 13:17 1 พลไพร่ของพระเจ้ามีพระบัญชาของพระเจ้าเกี่ยวกับการเดินทางออกจากอียิปต์ (12:21–27) เขาไม่เพียงต้องการพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังต้องการการทรงนำของพระองค์อีกด้วย. การทรงนำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมีเงื่อนไข. ตามข้อความของบทนี้ พลไพร่ของพระเจ้าจำต้องถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์ (ข้อ 2) มีการเริ่มต้นใหม่แห่งการดำเนินชีวิตที่ไม่มีบาป (ข้อ 4–7) และเป็นอยู่ในการเป็นขึ้น (ข้อ 19) เพื่อเขาจะได้รับการทรงนำของพระเจ้า.
อซด. 13:17 ก อฤธ.14:1–4; นฮย.9:17
อซด. 13:18 ก เทียบ อฤธ.33:6–10
อซด. 13:18 1ก เพราะว่าชนชาติอิสราเอลอาจจะต้องทำสงครามกับชนชาติฟะลิศตีม พระเจ้าจึงไม่ได้นำชนชาติอิสราเอลเดินทางตรงเข้าสู่แผ่นดินงาม (ข้อ 17). ตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงนำเขาอ้อมไปทางป่ากันดารมุ่งสู่ทะเลแดง ซึ่งดูเหมือนว่าพระองค์ได้ทรงนำเขาไปสู่ทางแห่งความตาย (14:2–3). นี่ชักจูงให้ฟาโรห์ไล่ตามเขาและได้ก่อกำเนิดสภาพแวดล้อมที่ครบเงื่อนไข เพื่อพระเจ้าจะได้ให้บัพติศมาแก่พลไพร่ของพระองค์และฝังฟาโรห์และกองทัพของเขา (บทที่ 14).
อซด. 13:19 1 กระดูกเป็นเครื่องหมายเล็งถึงชีวิตที่ไม่อาจแตกหักได้ ซึ่งก็คือชีวิตที่อยู่ในการเป็นขึ้น (ยนซ.2:21 กับ คำอธิบาย 2; ยฮ.19:33, 36). เพราะฉะนั้นการเอากระดูกของโยเซฟออกจากอียิปต์ไปสู่แผ่นดินงาม ก็เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการเป็นขึ้นและชี้ให้เห็นว่าพวกที่มีส่วนในอาณาจักรของพระเจ้าจะไม่อยู่ในชีวิตธรรมชาติซึ่งมีเลือดเนื้อเป็นเครื่องหมายอีกต่อไป แต่จะอยู่ในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นซึ่งมีกระดูกของโยเซฟเป็นเครื่องหมาย (1กธ.15:50). ในสายพระเนตรของพระเจ้าชนชาติอิสราเอลทั้งปวงล้วนได้ตายและถูกฝังในอียิปต์แล้ว (ดู 1:6 คำอธิบาย 1). เพราะฉะนั้นการเดินทางออกจากอียิปต์นั้น แท้จริงก็คือการเป็นขึ้น. การเดินทางออกจากโลก การแบ่งแยกบริสุทธิ์คืนสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 2) และการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตที่ไม่มีบาป (ข้อ 4–7) สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องสำเร็จโดยอาศัยชีวิตแห่งการเป็นขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น.
อซด. 13:19 ก ยนซ.50:25
อซด. 13:19 ข ยฮซ.24:32; ฮร.11:22
อซด. 13:20 ก อซด.12:37; อฤธ.33:6
อซด. 13:21 ก อซด.14:19–24; 40:38; อฤธ.9:15–23; 14:14; พบญ.1:33; นฮย.9:12, 19; บพส.78:14; 99:7; 105:39; ยซย.4:5; 1กธ.10:1; เทียบ ฮร.12:1
อซด. 13:21 1ก ตามแบบเล็ง เมฆเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระวิญญาณนั้น (1กธ.10:1–2 และข้อ 1 คำอธิบาย 4 กับข้อ 2 คำอธิบาย 3) ส่วนไฟที่ส่องสว่างเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคำของพระเจ้า (บพส.119:105). ด้วยเหตุนี้ การทรงนำยามฉับพลันและมีชีวิตที่มาจากพระเจ้านั้นได้มาถึงโดยพระวิญญาณหรือไม่ก็มาถึงโดยพระคำ. เสาเมฆและเสาไฟเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงตัวของพระเจ้าเอง เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นทั้งพระวิญญาณและพระคำ (ยฮ.4:24; 1:1). ยิ่งกว่านั้น พระคำก็เป็นพระวิญญาณด้วย (ยฮ.6:63; อฟ.6:17). เหตุฉะนั้น พระเจ้า พระคำและพระวิญญาณทรงเป็นหนึ่ง เพื่อนำพาและชี้นำเราอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าในกลางวันหรือกลางคืน. ในการดำเนินชีวิตคริสเตียนเวลากลางวันกับเวลากลางคืนนั้นก็ไม่ต่างกันเลย เพราะว่าความสว่างที่ส่องจากเสาไฟทำให้กลางคืนกลายเป็นกลางวัน.
สารบัญ