บทเพลงสรรเสริญ บทที่ 1
หัวข้อหลัก: การแสดงออกซึ่งอารมณ์, ความรู้สึก, ความซาบซึ้ง, และประสบการณ์ของบุคคลผู้อยู่ในธรรมที่แสวงหาและติดต่อพระเจ้า ผ่านคำสรรเสริญ, คำอธิษฐาน, และการร้องเพลงด้วยการโลดเต้นยินดีของพวกเขา
ผู้เขียน: ดาวิดประพันธ์บทเพลงสรรเสริญ 73 บท (3—9; 11—32; 32—41; 51—65; 68—70; 86; 101; 103; 108—110; 122; 124; 131; 133; 138—145); บุตรหลานของโคราประพันธ์ 12 บท (42—49; 84—85; 87—88); อาซาฟประพันธ์ 12 บท (50; 73—83); ซะโลโมประพันธ์ 2 บท (72; 127); เอธานประพันธ์ 1 บท (89); และโมเซประพันธ์ 1 บท (90). อีก 49 บทที่เหลือนั้นไม่ทราบผู้ประพันธ์.
เวลาที่เขียน: เริ่มต้นเมื่อศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตศักราช (ยกเว้นบทเพลงสรรเสริญบทที่ 90 ซึ่งโมเซประพันธ์ขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสตศักราช).
สถานที่เขียน: ที่กรุงเยรูซาเล็มเป็นหลัก
บรรพ 1
บทที่ 1—41
บ่งชี้ว่าความมุ่งหมายของพระเจ้าคือการหันวิสุทธิชนที่แสวงหาออกจากกฎบัญญัติไปสู่พระคริสต์
เพื่อพวกเขาจะรับสุขพระนิเวศน์ของพระเจ้า — คริสตจักร
บทที่ 1—41
บ่งชี้ว่าความมุ่งหมายของพระเจ้าคือการหันวิสุทธิชนที่แสวงหาออกจากกฎบัญญัติไปสู่พระคริสต์
เพื่อพวกเขาจะรับสุขพระนิเวศน์ของพระเจ้า — คริสตจักร
บทที่ 1
บพส.
1:1 1กบุคคลผู้ใดไม่เดินตามคำปรึกษาของคนชั่ว ไม่ยืนอยู่ในทางของคนบาป
ไม่ขนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย ผู้นั้นก็2เป็นสุข
บพส.
1:2 แต่กความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ใน1กฎบัญญัติของพระยะโฮวา
และเขาขใคร่ครวญกฎบัญญัติของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน.
บพส.
1:3 เขาเป็นเหมือนกต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาลและใบก็ไม่เหี่ยวแห้งทุกอย่างที่เขากระทำก็1ราบรื่น.
บพส.
1:4 คนชั่วไม่เป็นเช่นนั้นแต่เป็นเหมือนกแกลบซึ่งลมพัดกระจายไป.
บพส.
1:5 ฉะนั้นคนชั่วจะไม่อาจกยืนหยัดได้เมื่อถึงการพิพากษาและคนบาปก็[ไม่อาจยืนหยัด]ในที่ชุมนุมของคนชอบธรรมเช่นกัน.
บพส.
1:6 เพราะพระยะโฮวาทรงกทราบทางของคนชอบธรรมแต่ทางของคนชั่วจะพินาศไป.
คำอธิบาย บทเพลงสรรเสริญ บทที่ 1
บพส.
1:1 ก เทียบ บพส.2:12; 84:12; 32:1-2; ยรม.17:7; มธ.5:3-11; วว.22:14
บพส.
1:1 1ก บทเพลงสรรเสริญไม่ใช่หนังสือแห่งหลักธรรมหรือคำสอนใดๆ แต่เป็นหนังสือแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบขึ้นด้วยการแสดงออกซึ่งการแสดงออก, อารมณ์, ความรู้สึก, ความซาบซึ้ง, และประสบการณ์ของบุคคลผู้อยู่ในธรรมเกี่ยวกับ (1) พระเจ้ากับวิธีการที่พระองค์ใช้มาจัดการกับพวกเขา; (2) กฎบัญญัติของพระเจ้าในฐานะพระคำอันบริสุทธิ์พร้อมด้วยการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์; (3) พระนิเวศน์ของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระวิหาร, และภูเขาซีโอนซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของพระวิหาร ในฐานะศูนย์กลางแห่งที่ประทับของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก; (4) กรุงเยรูซาเล็มเมืองบริสุทธิ์ของพระเจ้า ในฐานะที่ปกป้องโดยรอบแห่งพระนิเวศน์ของพระเจ้า; (5) อิสราเอลพลไพร่ที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า ในฐานะผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้ด้วยความรักจากท่ามกลางนานาประเทศ; (6) ความรักของอิสราเอลที่มีต่อพระเจ้า, การสามัคคีธรรมระหว่างพวกเขากับพระเจ้า, พระพรที่พวกเขาได้รับจากพระเจ้า, การทนทุกข์ของพวกเขาภายใต้การจัดการของพระเจ้า, และสภาพแวดล้อมของพวกเขา; (7) การที่พวกเขาถูกจับไปเป็นเชลย; และ (8) การขอบพระคุณและสรรเสริญที่พวกเขามีต่อพระยะโฮวาพระเจ้าของพวกเขาที่พวกเขาได้ลิ้มรสและรับสุข. โดยอาศัยการแสดงออกของผู้ประพันธ์บทเพลงสรรเสริญเหล่านี้ พระคริสต์ก็ได้ถูกเปิดเผยออกมา และได้กลายเป็นแบบเล็งให้กับคริสตจักรในฐานะพระนิเวศน์ของพระเจ้าและเมืองของพระเจ้า.
บทเพลงสรรเสริญถูกประพันธ์ขึ้นตามทัศนะสองประเภท: ทัศนะฝ่ายมนุษย์ของผู้ประพันธ์อันบริสุทธิ์กับทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า. ทัศนะฝ่ายมนุษย์ของผู้ประพันธ์อันบริสุทธิ์เกิดขึ้นจากนิสัยดั้งเดิมที่ดีของพวกเขาซึ่งพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง, ก่อร่างขึ้นด้วยประเพณีสืบทอดจากเผ่าพันธุ์อันบริสุทธิ์ของพวกเขา, ก่อรูปขึ้นด้วยคำสอนจากพระคัมภีร์อันบริสุทธิ์, ยกระดับขึ้นโดยภาคปฏิบัติในการดำเนินชีวิตอันบริสุทธิ์ของพวกเขา, และแสดงออกมาจากอารมณ์และความซาบซึ้งอันบริสุทธิ์ของพวกเขา. ส่วนทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในบทเพลงสรรเสริญนั้นมีความเกี่ยวข้องกับสามประเด็นสำคัญ: (1) แผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางและการแพร่หลาย; (2) พระคริสต์ที่อยู่ในสภาพพระเจ้า, สภาพมนุษย์, การดำเนินชีวิตมนุษย์, การตายที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง, การแจกปันชีวิต, และการเป็นขึ้นที่ก่อกำเนิดคริสตจักร, การได้รับสง่าราศี, การเสด็จสู่สวรรค์, การปรากฏในสง่าราศี, และการครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์ของพระองค์; และ (3) พระทัยปรารถนาของพระเจ้า ซึ่งก็คือความชอบพระทัยอันดีงามของพระองค์ที่อยู่ในพระคริสต์ซึ่งเป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายของพระองค์, อยู่ในคริสตจักรซึ่งเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ เพื่อการสำแดงของพระองค์, อยู่ในอาณาจักร เพื่อการบริหารปกครองที่นิรันดร์ของพระองค์, และอยู่ในการฟื้นฟูแผ่นดินโลก เพื่ออาณาจักรที่นิรันดร์ของพระองค์ในโลกนิรันดร์. ในบทเพลงสรรเสริญ มีเพียงสิ่งที่ประพันธ์จากทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่ควรนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าเกี่ยวกับแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ไม่ใช่สิ่งที่ประพันธ์ออกมาจากทัศนะฝ่ายมนุษย์ของผู้ประพันธ์บทเพลงสรรเสริญ.
เมื่อพิจารณาตามทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ แนวคิดศูนย์กลางของหนังสือบทเพลงสรรเสริญก็คือพระคริสต์ ดังที่ได้เปิดเผยไว้ในถ้อยคำที่ชัดแจ้งแล้ว (ลก.24:44) และคริสตจักรในฐานะพระนิเวศน์ของพระเจ้าและเมืองของพระเจ้าสำหรับอาณาจักรของพระองค์ ดังที่มีแบบเล็งโดยพระวิหารและกรุงเยรูซาเล็ม. วิญญาณ, ความเที่ยงแท้, และลักษณะเฉพาะแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญก็คือพระคริสต์ในฐานะศูนย์กลางและการแพร่หลายแห่งแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า. ด้วยเหตุนี้ ก่อนอื่นพระคริสต์จึงเป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ (กซ.2:9) จากนั้นจึงเป็นพระนิเวศน์, ที่พำนักของพระเจ้า (มีเครื่องหมายเล็งโดยพระวิหาร — ยฮ.2:19–21), เป็นอาณาจักรของพระเจ้า (มีเครื่องหมายเล็งโดยกรุงเยรูซาเล็ม — ลก.17:21; วว.22:3ข), และเป็นผู้ปกครองทั่วทั้งแผ่นดินโลกเริ่มต้นจากพระนิเวศน์ของพระเจ้าและในอาณาจักรของพระเจ้า (ดนอ.2:34–35). ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นสารพัดและดำรงอยู่ในสารพัดในทั้งจักรวาลนี้ (เทียบ อฟ.1:23; กซ.3:11). การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์นี้เหมือนกับสิ่งที่ได้เปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ทั้งเล่ม. แต่การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญนั้น มีลักษณะที่พิเศษประการหนึ่งก็คือการเปิดเผยที่สูงส่งเช่นนี้ กระทั่งจุดสุดยอดแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกพยากรณ์ผ่านการแสดงออกทางอารมณ์ของวิสุทธิชนที่อยู่ในธรรมในสมัยโบราณ. ดังนั้นการเปิดเผยนี้จึงผสมเข้ากับการปลอบโยนในการทนทุกข์และการปลูกฝังทางธรรมของพวกเขา. การสำเร็จสุดยอดแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุดนี้ก็คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายแห่งที่พำนัก, พลับพลาของพระเจ้า (วว.21:1–3) ทำให้พระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนและสำเร็จสุดยอดได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์และสำแดงออกในพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งและจะทรงครอบครองในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ไปตราบชั่วนิรันดร์.
บทเพลงสรรเสริญถูกประพันธ์ขึ้นตามทัศนะสองประเภท: ทัศนะฝ่ายมนุษย์ของผู้ประพันธ์อันบริสุทธิ์กับทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า. ทัศนะฝ่ายมนุษย์ของผู้ประพันธ์อันบริสุทธิ์เกิดขึ้นจากนิสัยดั้งเดิมที่ดีของพวกเขาซึ่งพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง, ก่อร่างขึ้นด้วยประเพณีสืบทอดจากเผ่าพันธุ์อันบริสุทธิ์ของพวกเขา, ก่อรูปขึ้นด้วยคำสอนจากพระคัมภีร์อันบริสุทธิ์, ยกระดับขึ้นโดยภาคปฏิบัติในการดำเนินชีวิตอันบริสุทธิ์ของพวกเขา, และแสดงออกมาจากอารมณ์และความซาบซึ้งอันบริสุทธิ์ของพวกเขา. ส่วนทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในบทเพลงสรรเสริญนั้นมีความเกี่ยวข้องกับสามประเด็นสำคัญ: (1) แผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางและการแพร่หลาย; (2) พระคริสต์ที่อยู่ในสภาพพระเจ้า, สภาพมนุษย์, การดำเนินชีวิตมนุษย์, การตายที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง, การแจกปันชีวิต, และการเป็นขึ้นที่ก่อกำเนิดคริสตจักร, การได้รับสง่าราศี, การเสด็จสู่สวรรค์, การปรากฏในสง่าราศี, และการครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์ของพระองค์; และ (3) พระทัยปรารถนาของพระเจ้า ซึ่งก็คือความชอบพระทัยอันดีงามของพระองค์ที่อยู่ในพระคริสต์ซึ่งเป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายของพระองค์, อยู่ในคริสตจักรซึ่งเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ เพื่อการสำแดงของพระองค์, อยู่ในอาณาจักร เพื่อการบริหารปกครองที่นิรันดร์ของพระองค์, และอยู่ในการฟื้นฟูแผ่นดินโลก เพื่ออาณาจักรที่นิรันดร์ของพระองค์ในโลกนิรันดร์. ในบทเพลงสรรเสริญ มีเพียงสิ่งที่ประพันธ์จากทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่ควรนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าเกี่ยวกับแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ไม่ใช่สิ่งที่ประพันธ์ออกมาจากทัศนะฝ่ายมนุษย์ของผู้ประพันธ์บทเพลงสรรเสริญ.
เมื่อพิจารณาตามทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ แนวคิดศูนย์กลางของหนังสือบทเพลงสรรเสริญก็คือพระคริสต์ ดังที่ได้เปิดเผยไว้ในถ้อยคำที่ชัดแจ้งแล้ว (ลก.24:44) และคริสตจักรในฐานะพระนิเวศน์ของพระเจ้าและเมืองของพระเจ้าสำหรับอาณาจักรของพระองค์ ดังที่มีแบบเล็งโดยพระวิหารและกรุงเยรูซาเล็ม. วิญญาณ, ความเที่ยงแท้, และลักษณะเฉพาะแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญก็คือพระคริสต์ในฐานะศูนย์กลางและการแพร่หลายแห่งแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า. ด้วยเหตุนี้ ก่อนอื่นพระคริสต์จึงเป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ (กซ.2:9) จากนั้นจึงเป็นพระนิเวศน์, ที่พำนักของพระเจ้า (มีเครื่องหมายเล็งโดยพระวิหาร — ยฮ.2:19–21), เป็นอาณาจักรของพระเจ้า (มีเครื่องหมายเล็งโดยกรุงเยรูซาเล็ม — ลก.17:21; วว.22:3ข), และเป็นผู้ปกครองทั่วทั้งแผ่นดินโลกเริ่มต้นจากพระนิเวศน์ของพระเจ้าและในอาณาจักรของพระเจ้า (ดนอ.2:34–35). ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นสารพัดและดำรงอยู่ในสารพัดในทั้งจักรวาลนี้ (เทียบ อฟ.1:23; กซ.3:11). การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์นี้เหมือนกับสิ่งที่ได้เปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ทั้งเล่ม. แต่การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญนั้น มีลักษณะที่พิเศษประการหนึ่งก็คือการเปิดเผยที่สูงส่งเช่นนี้ กระทั่งจุดสุดยอดแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกพยากรณ์ผ่านการแสดงออกทางอารมณ์ของวิสุทธิชนที่อยู่ในธรรมในสมัยโบราณ. ดังนั้นการเปิดเผยนี้จึงผสมเข้ากับการปลอบโยนในการทนทุกข์และการปลูกฝังทางธรรมของพวกเขา. การสำเร็จสุดยอดแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุดนี้ก็คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายแห่งที่พำนัก, พลับพลาของพระเจ้า (วว.21:1–3) ทำให้พระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนและสำเร็จสุดยอดได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์และสำแดงออกในพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งและจะทรงครอบครองในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ไปตราบชั่วนิรันดร์.
บพส.
1:1 ข บพส.26:4; ยรม.15:17
บพส.
1:1 2 หรือ ได้รับพระพร
บพส.
1:2 ก บพส.112:1; 119:70, 77, 92; รม.7:22
บพส.
1:2 1 บทเพลงสรรเสริญบทที่ 1—2 บรรยายถึงภาพเปรียบเทียบระหว่างทัศนะฝ่ายมนุษย์กับการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์. ทัศนะฝ่ายมนุษย์นั้นยกชูกฎบัญญัติและเห็นว่าผู้ที่ถือรักษากฎบัญญัติเป็นผู้ที่พระเจ้าอวยพร ในขณะที่การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ได้ป่าวประกาศพระคริสต์ในฐานะผู้ที่พระเจ้าทรงชโลมไว้ในแผนการบริหารของพระเจ้า. ใน บพส.1 ผู้ประพันธ์บทเพลงสรรเสริญได้ชื่นชมและยกชูกฎบัญญัติจนถึงที่สุดตามทัศนะทางศีลธรรมฝ่ายมนุษย์ของเขา. กรณีนี้ขัดแย้งกับทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. ในด้านเนื้อแท้นั้น กฎบัญญัติเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์, ชอบธรรม, ดี, และอยู่ฝ่ายวิญญาณ (รม.7:12, 14ก) แต่ในด้านฐานะ กฎบัญญัติไม่ใช่เส้นทางหลักแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า แต่เป็นสิ่งที่ถูกนำเข้ามาอยู่ข้างๆ กับเส้นทางหลักแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า (รม.5:20ก). พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ตามพระฉายาและพระลักษณะของพระองค์ (ยนซ.1:26) โดยทรงมุ่งหมายว่ามนุษย์จะต้อนรับพระเจ้าเป็นชีวิตที่อยู่ในต้นไม้แห่งชีวิต (ยนซ.2:8–9, 16–17) เพื่อมนุษย์จะสามารถดำเนินชีวิตพระเจ้าและสำแดงพระเจ้า. นี่คือเส้นทางหลักแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า. แต่ในขณะที่เส้นทางหลักนี้กำลังดำเนินไป ซาตานก็เข้ามาหลอกลวงมนุษย์และก่อรูปมนุษย์ด้วยความบาป (ยนซ.3:1–6; รม.5:19). เนื่องจากพระเจ้าประสงค์ที่จะสืบสานพระประสงค์ของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์หลังจากที่มนุษย์ได้ตกต่ำไปแล้ว พระองค์จึงได้เพิ่มกฎบัญญัติเข้ามาในเส้นทางหลักแห่งแผนการบริหารของพระองค์ (ฆต.3:19 และคำอธิบาย 1, 2). ตาม ฆต.4:24–25 (ดูข้อ 24 คำอธิบาย 5) ฐานะของกฎบัญญัติคือฐานะของภรรยาน้อย. ภรรยาน้อยไม่มีฐานะดั้งเดิม. ดังนั้นการชื่นชมและยกชูกฎบัญญัติก็คือการนำเอา “ภรรยาน้อย” เข้ามาในแผนการบริหารของพระเจ้า. สิ่งนี้ขัดต่อการกำหนดของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง.
หนังสือบทเพลงสรรเสริญทั้งเล่มได้นำเสนอภาพเปรียบเทียบระหว่างกฎบัญญัติกับพระคริสต์. มีเพียงตัวของพระคริสต์เองเท่านั้น(ไม่ใช่กฎบัญญัติ) ที่สามารถทำให้เรากลายเป็นอวัยวะทั้งหลายของพระคริสต์ และถอดแบบเราให้เหมือนกับพระคริสต์ เพื่อเราจะกลายเป็นความครบถ้วนของพระองค์ (อฟ.5:30–32; รม.8:29). วิญญาณของพระคัมภีร์ไม่ได้ยกชูสิ่งอื่นใดหรือผู้ใดนอกเหนือจากพระคริสต์ (มธ.17:1–5; ฟป.3:7–8; กซ.1:15–19). ท้ายที่สุด สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนจบของบทเพลงสรรเสริญก็คือพระคริสต์กับความครบถ้วนของพระองค์ ซึ่งก็คือพระกายของพระองค์, คริสตจักรของพระองค์, พระนิเวศน์และอาณาจักรของพระเจ้าที่อยู่ในแผนการบริหารของพระองค์ เพื่อมาทำให้พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริง.
ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญมีเส้นทางอยู่สองเส้นทางเหมือนกับในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม: เส้นทางของต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งก็คือเส้นทางแห่งชีวิต กับเส้นทางของต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งความตาย (ยนซ.2:8–9, 16–17 และข้อ 9 คำอธิบาย 3 ย่อหน้า 2). นอกเหนือจากเส้นทางสองเส้นนี้แล้ว ก็ยังมีเส้นทางของกฎบัญญัติที่ดำเนินไปข้างๆ เส้นทางแห่งชีวิต. พระประสงค์ของพระเจ้าในการประทานกฎบัญญัติคือการนำผู้คนไปสู่พระคริสต์ (ฆต.3:23–24) ซึ่งก็คือนำไปสู่เส้นทางแห่งชีวิต (ดู อซด.25:1 คำอธิบาย 1). อย่างไรก็ตาม หากกฎบัญญัติซึ่งเป็นเส้นทางด้านข้างถูกยกชูขึ้นอย่างไม่เหมาะสม มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางของต้นไม้แห่งความรู้ ซึ่งก็คือเส้นทางแห่งความตาย (รม.7:7–11; 2กธ.3:6ข). พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายแห่งแผนการบริหารของพระองค์ เพื่อทำให้ความชอบพระทัยอันดีงามของพระองค์สำเร็จเป็นจริง (อฟ.1:9–10; 3:8–11). กฎบัญญัติได้ถูกพระคริสต์สิ้นสุดแล้ว (รม.10:4ก) และผู้เชื่อทั้งหลายก็ไม่อยู่ภายใต้กฎบัญญัติอีกต่อไป (รม.6:14).
หนังสือบทเพลงสรรเสริญทั้งเล่มได้นำเสนอภาพเปรียบเทียบระหว่างกฎบัญญัติกับพระคริสต์. มีเพียงตัวของพระคริสต์เองเท่านั้น(ไม่ใช่กฎบัญญัติ) ที่สามารถทำให้เรากลายเป็นอวัยวะทั้งหลายของพระคริสต์ และถอดแบบเราให้เหมือนกับพระคริสต์ เพื่อเราจะกลายเป็นความครบถ้วนของพระองค์ (อฟ.5:30–32; รม.8:29). วิญญาณของพระคัมภีร์ไม่ได้ยกชูสิ่งอื่นใดหรือผู้ใดนอกเหนือจากพระคริสต์ (มธ.17:1–5; ฟป.3:7–8; กซ.1:15–19). ท้ายที่สุด สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนจบของบทเพลงสรรเสริญก็คือพระคริสต์กับความครบถ้วนของพระองค์ ซึ่งก็คือพระกายของพระองค์, คริสตจักรของพระองค์, พระนิเวศน์และอาณาจักรของพระเจ้าที่อยู่ในแผนการบริหารของพระองค์ เพื่อมาทำให้พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริง.
ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญมีเส้นทางอยู่สองเส้นทางเหมือนกับในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม: เส้นทางของต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งก็คือเส้นทางแห่งชีวิต กับเส้นทางของต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งความตาย (ยนซ.2:8–9, 16–17 และข้อ 9 คำอธิบาย 3 ย่อหน้า 2). นอกเหนือจากเส้นทางสองเส้นนี้แล้ว ก็ยังมีเส้นทางของกฎบัญญัติที่ดำเนินไปข้างๆ เส้นทางแห่งชีวิต. พระประสงค์ของพระเจ้าในการประทานกฎบัญญัติคือการนำผู้คนไปสู่พระคริสต์ (ฆต.3:23–24) ซึ่งก็คือนำไปสู่เส้นทางแห่งชีวิต (ดู อซด.25:1 คำอธิบาย 1). อย่างไรก็ตาม หากกฎบัญญัติซึ่งเป็นเส้นทางด้านข้างถูกยกชูขึ้นอย่างไม่เหมาะสม มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางของต้นไม้แห่งความรู้ ซึ่งก็คือเส้นทางแห่งความตาย (รม.7:7–11; 2กธ.3:6ข). พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายแห่งแผนการบริหารของพระองค์ เพื่อทำให้ความชอบพระทัยอันดีงามของพระองค์สำเร็จเป็นจริง (อฟ.1:9–10; 3:8–11). กฎบัญญัติได้ถูกพระคริสต์สิ้นสุดแล้ว (รม.10:4ก) และผู้เชื่อทั้งหลายก็ไม่อยู่ภายใต้กฎบัญญัติอีกต่อไป (รม.6:14).
บพส.
1:2 ข ยฮซ.1:8; บพส.119:97
บพส.
1:3 ก ยรม.17:8
บพส.
1:3 1 ทัศนะฝ่ายมนุษย์ในที่นี้ก็คือมนุษย์ที่มีความปีติยินดีในกฎบัญญัติของพระเจ้าจะมีความราบรื่น (เจริญรุ่งเรือง) ในทุกสิ่ง ในขณะที่คนชั่วจะต้องประสบกับความสูญเสีย (ข้อ 4–5). แต่ประสบการณ์ของผู้ประพันธ์บทเพลงสรรเสริญในบทที่ 73 กลับตรงกันข้าม (73:1–7, 12–14). สภาพการณ์ที่คล้ายกับจะย้อนแย้งกันนี้ได้รบกวนผู้ประพันธ์บทเพลงสรรเสริญจนกระทั่งเขาได้รับการชี้แนะในสถานที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า ให้ยึดตัวของพระเจ้าเท่านั้นมาเป็นส่วนของเขา ไม่ใช่สิ่งอื่นที่นอกเหนือจากพระองค์ (73:16–17, 25–26). ตามคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าในพันธสัญญาใหม่ ผู้ที่ทนการข่มเหงเพราะความชอบธรรม (ไม่ใช่ผู้ที่เจริญรุ่งเรือง) ก็เป็นสุข (มธ.5:10). ในขณะที่อัครทูตเปาโลแสวงหาพระคริสต์ เขาไม่ได้มีความราบรื่นทางภายนอก แต่กลับต้องสูญเสียสิ่งสารพัดและนับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อจะได้รับพระคริสต์ (ฟป.3:8).
บพส.
1:4 ก โยบ 21:18; ยซย.17:13
บพส.
1:5 ก บพส.5:5; ลก.21:36
บพส.
1:6 ก นฮม.1:7; 1กธ. 8:3