เอษรา บทที่ 1
หัวข้อหลัก: การกลับมาจากการเป็นเชลยของบุตรหลานชาวอิสราเอล และการก่อสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้าขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นแห่งการฟื้นฟูของพระเจ้าท่ามกลาง ผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรร เพื่อพยานของพระองค์บนแผ่นดินโลก ตามแผนการบริหารของพระองค์
ผู้เขียน: เอษราผู้เป็นลูกหลานของอาโรน (7:1–5) เป็นปุโรหิตและธรรมาจารย์ผู้มีความชำนาญในกฎบัญญัติของโมเซ (7:6, 11–12)
เวลาที่เขียน: ภายหลัง 457 ปีก่อนคริสตศักราช.
สถานที่เขียน: กรุงเยรูซาเล็ม.
ช่วงเวลาที่ได้ครอบคลุมถึง: หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมช่วงเวลาประมาณ 82 ปี จาก 536–457 ปี ก่อนคริสตศักราช จากปีแรกของไซรัสกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย (1:1) ไปจนถึงวันที่หนึ่งเดือนต้นหลังจากปีที่เจ็ดของอะระธาสัศธากษัตริย์แห่งเปอร์เซีย (10:17; 7:7).
I. การกลับมาจากการเป็นเชลยภายใต้การนำพาอย่างกษัตริย์ของซะรุบาเบล — 1:1—6:22
1. กฤษฎีกาของไซรัสกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย — 1:1–4
อษร.
1:1 1กในปีแรกแห่งไซรัสกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย เพื่อขพระคำของพระยะโฮวาที่ตรัสโดยปากของยิระมะยาจะสำเร็จสมบูรณ์ พระยะโฮวาจึงทรง2คเร่งเร้าวิญญาณของ3ไซรัสกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ท่านจึงป่าวประกาศตลอดอาณาจักรของท่าน และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงด้วยว่า
อษร.
1:2 กไซรัสกษัตริย์แห่งเปอร์เซียกล่าวดังนี้ว่า พระยะโฮวาขพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ได้ประทานบรรดาอาณาจักรแห่งแผ่นดินโลกแก่เรา และพระองค์ทรงกำชับให้เราสร้าง1พระนิเวศน์ให้พระองค์ที่กรุงเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ในยูดา.
อษร.
1:3 มีผู้ใดในท่ามกลางพวกท่านที่เป็นพลไพร่ของพระองค์? ขอพระเจ้าของเขาสถิตอยู่กับเขา และขอให้เขาขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งอยู่ในยูดาและสร้างพระนิเวศน์ของพระยะโฮวาพระเจ้าแห่งอิสราเอล (คือพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า) ผู้สถิตอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม.
อษร.
1:4 และคนทั้งปวงที่เหลืออยู่ ไม่ว่าเขาจะค้างแรมอยู่ ณ ที่ใด ให้บรรดาคนที่อยู่ในสถานที่ของเขาช่วยเขาด้วยเงินและด้วยทองคำ ด้วยข้าวของและปศุสัตว์ นอกเหนือจากของถวายด้วยความสมัครใจ สำหรับพระนิเวศน์ของพระเจ้าซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม.
2. การตอบรับของหัวหน้าวงศ์วานบรรพบุรุษของยูดาและเบ็นยามิน, บรรดาปุโรหิต, และคนเลวี — 1:5–6
อษร.
1:5 แล้วหัวหน้า[วงศ์วาน]บรรพบุรุษของยูดาและเบ็นยามินได้ลุกขึ้น ทั้งบรรดาปุโรหิตและคนเลวี คือทุกคนที่พระเจ้าทรงกเร่งเร้าวิญญาณของเขาให้ขึ้นไปสร้างพระนิเวศน์ของพระยะโฮวาซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม.
อษร.
1:6 และทุกคนที่อยู่แวดล้อมเขาก็ได้1ช่วยเขาด้วยภาชนะเงิน ด้วยทองคำ ด้วยข้าวของ ด้วยปศุสัตว์ และด้วยของมีค่า นอกเหนือจากของถวายด้วยความสมัครใจ.
3. ความร่วมมือของกษัตริย์ไซรัส — 1:7–11
อษร.
1:7 กษัตริย์ไซรัสยังนำ1กภาชนะของพระนิเวศน์ของพระยะโฮวาออกมา ซึ่งเป็นภาชนะที่นะบูคัศเนซัรได้กวาดมาจากกรุงเยรูซาเล็ม และเก็บไว้ในวิหารแห่งพระของท่าน
อษร.
1:8 ไซรัสกษัตริย์แห่งเปอร์เซียนำสิ่งเหล่านี้ออกมาโดยผ่านมือของมิธระดาธสมุหบัญชีเป็นผู้นับแล้วมอบให้แก่1กเซ็ศบาซัรเจ้านายของยูดา.
อษร.
1:9 และนี่เป็นกจำนวนของสิ่งเหล่านั้น จานทองคำสามสิบใบ, จานเงินหนึ่งพันใบ, มีดยี่สิบเก้าเล่ม,
อษร.
1:10 ชามทองคำสามสิบใบ, ชามเงินอีกชนิดหนึ่งสี่ร้อยสิบใบ, และภาชนะอย่างอื่นหนึ่งพันใบ.
อษร.
1:11 ภาชนะที่ทำด้วยทองคำและทำด้วยเงินทั้งสิ้นรวมห้าพันสี่ร้อยใบ. ทั้งหมดนี้เซ็ศบาซัรได้นำขึ้นมา เมื่อได้นำพวกเชลยขึ้นมาจากบาบิโลนถึงกรุงเยรูซาเล็ม.
คำอธิบาย เอษรา บทที่ 1
อษร.
1:1 ก ข้อ 1-3: 2คนก.36:22-23
อษร.
1:1 1ก เอษรา, นะเฮมยา, และเอศเธระ ซึ่งเป็นหนังสือสามเล่มสุดท้ายที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในพันธสัญญาเดิมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการที่พลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถูกจับไปเป็นเชลย (2คนก.36:17–21). เอษรากล่าวถึงการที่พลไพร่ของพระเจ้ากลับมาจากการเป็นเชลย (เทียบ ดานิเอล, ฮาฆี, ซะคาระยา, และมาลาคี) มายังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อก่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ ส่วนนะเฮมยากล่าวถึงการซ่อมแซมและการก่อสร้างเมืองขึ้นมาใหม่. เอศเธระได้นำเสนอแบบอย่างแก่เราว่าพระเจ้าผู้ทรงอยู่ทุกแห่งหนและกระทำได้ทุกสิ่งนั้นทรงกลายเป็นพระเจ้าผู้ซ่อนเร้นที่ปกป้องรักษาและดูแลพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งถูกจับไปเป็นเชลยอย่างลับๆ ได้อย่างไร.
หนังสือเอษราได้บันทึกถึงการกลับมาจากการถูกจับเป็นเชลยสองครั้งของชนชาติอิสราเอล ซึ่งได้ทำให้พระสัญญาของพระเจ้าที่กล่าวผ่านยิระมะยาสำเร็จเป็นจริงว่าพวกเขาจะถูกจับเป็นเชลยนานเจ็ดสิบปีเท่านั้น (ยรม.25:11–12; 29:10; 2คนก.36:21–22; ดนอ.9:2). การกลับมาครั้งแรกนั้นอยู่ภายใต้การนำพาอย่างกษัตริย์ของซะรุบาเบล (บทที่ 1—6) ซึ่งเป็นราชวงศ์ของดาวิด ไซรัสได้แต่งตั้งเขาให้เป็นผู้ปกครองของยูดา (5:14; เทียบข้อ 8 คำอธิบาย 1). ส่วนการกลับมาครั้งที่สองอยู่ภายใต้การนำพาอย่างปุโรหิตของเอษรา (บทที่ 7—10).
การที่อิสราเอลกลับจากการถูกจับเป็นเชลยมายังกรุงเยรูซาเล็มนั้นมีประเด็นสำคัญอยู่สี่ประการ: (1) เรื่องนี้ได้ฟื้นฟูพระประสงค์ของพระเจ้าในการทรงเรียกอิสราเอล เพื่อจะทำให้พวกเขาเป็นพยานของพระองค์ตามกฎบัญญัติของพระองค์ (ดู อซด.20:1 คำอธิบาย 1); (2) เรื่องนี้ได้ฟื้นฟูความเป็นหนึ่งของอิสราเอลบนฐานแห่งความเป็นหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็ม (พบญ.12:5, 11–14); (3) เรื่องนี้ได้ฟื้นฟูการรับสุขของอิสราเอลที่มีต่อแผ่นดินงามที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้; และ (4) เรื่องนี้ได้ทำให้พระเจ้าสามารถทำให้ความมุ่งหมายของพระองค์สำเร็จเป็นจริง คือการได้มาซึ่งพระนิเวศน์ที่ถูกก่อสร้างและอาณาจักรที่ถูกก่อตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลกที่ถูกซาตานช่วงชิงไปนั้น เพื่อที่จะทำให้แผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระองค์สำเร็จลุล่วงผ่านการที่อิสราเอลได้มีส่วนและรับสุขแผ่นดินงาม. ประเด็นสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้เป็นแบบเล็งถึงการฟื้นฟูชีวิตคริสตจักรในวันนี้ ซึ่งก็คือการฟื้นฟูคริสตจักรออกจากการถูกจับเป็นเชลยในบาบิโลนใหญ่ (วว.17:1–6) กลับมายังฐานหนึ่งเดียวที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ ซึ่งก็คือฐานแห่งความเป็นหนึ่งนั่นเอง.
หนังสือเอษราได้บันทึกถึงการกลับมาจากการถูกจับเป็นเชลยสองครั้งของชนชาติอิสราเอล ซึ่งได้ทำให้พระสัญญาของพระเจ้าที่กล่าวผ่านยิระมะยาสำเร็จเป็นจริงว่าพวกเขาจะถูกจับเป็นเชลยนานเจ็ดสิบปีเท่านั้น (ยรม.25:11–12; 29:10; 2คนก.36:21–22; ดนอ.9:2). การกลับมาครั้งแรกนั้นอยู่ภายใต้การนำพาอย่างกษัตริย์ของซะรุบาเบล (บทที่ 1—6) ซึ่งเป็นราชวงศ์ของดาวิด ไซรัสได้แต่งตั้งเขาให้เป็นผู้ปกครองของยูดา (5:14; เทียบข้อ 8 คำอธิบาย 1). ส่วนการกลับมาครั้งที่สองอยู่ภายใต้การนำพาอย่างปุโรหิตของเอษรา (บทที่ 7—10).
การที่อิสราเอลกลับจากการถูกจับเป็นเชลยมายังกรุงเยรูซาเล็มนั้นมีประเด็นสำคัญอยู่สี่ประการ: (1) เรื่องนี้ได้ฟื้นฟูพระประสงค์ของพระเจ้าในการทรงเรียกอิสราเอล เพื่อจะทำให้พวกเขาเป็นพยานของพระองค์ตามกฎบัญญัติของพระองค์ (ดู อซด.20:1 คำอธิบาย 1); (2) เรื่องนี้ได้ฟื้นฟูความเป็นหนึ่งของอิสราเอลบนฐานแห่งความเป็นหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็ม (พบญ.12:5, 11–14); (3) เรื่องนี้ได้ฟื้นฟูการรับสุขของอิสราเอลที่มีต่อแผ่นดินงามที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้; และ (4) เรื่องนี้ได้ทำให้พระเจ้าสามารถทำให้ความมุ่งหมายของพระองค์สำเร็จเป็นจริง คือการได้มาซึ่งพระนิเวศน์ที่ถูกก่อสร้างและอาณาจักรที่ถูกก่อตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลกที่ถูกซาตานช่วงชิงไปนั้น เพื่อที่จะทำให้แผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระองค์สำเร็จลุล่วงผ่านการที่อิสราเอลได้มีส่วนและรับสุขแผ่นดินงาม. ประเด็นสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้เป็นแบบเล็งถึงการฟื้นฟูชีวิตคริสตจักรในวันนี้ ซึ่งก็คือการฟื้นฟูคริสตจักรออกจากการถูกจับเป็นเชลยในบาบิโลนใหญ่ (วว.17:1–6) กลับมายังฐานหนึ่งเดียวที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ ซึ่งก็คือฐานแห่งความเป็นหนึ่งนั่นเอง.
อษร.
1:1 ข ยรม.25:12-13; 29:10
อษร.
1:1 ค อษร.1:5; ฮาฆ.1:14; เทียบ 1คนก.5:26
อษร.
1:1 2ค เมื่อครบกำหนดเวลาเจ็ดสิบปีของการถูกจับเป็นเชลยในบาบิโลน พระเจ้าผู้ทรงสามารถกระทำได้ทุกสิ่งและอำนาจสิทธิ์ขาดก็ได้ทรงเคลื่อนไหวอย่างซ่อนเร้น โดยทรงเร่งเร้ากษัตริย์ไซรัสอย่างเปิดเผยให้ปลดปล่อยเชลยชาวอิสราเอลกลับไปยังดินแดนของพวกเขาเพื่อก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า (ข้อ 1–4). การเร่งเร้าวิญญาณของไซรัสและวิญญาณของบรรดาผู้นำเผ่ายูดา, เบ็นยามิน, และเลวี (ข้อ 5) เป็นการงานของพระเจ้าผู้ซ่อนเร้น (ดู อธร.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 1) เพื่อการเคลื่อนไหวของพระองค์ในการก่อสร้างพระนิเวศน์ของพระองค์ขึ้นใหม่ในกรุงเยรูซาเล็ม.
อษร.
1:1 3 เนื่องจากไซรัสไม่เพียงออกพระราชกฤษฎีกาบัญชาให้พวกเชลยชาวอิสราเอลกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มและก่อสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้าขึ้นใหม่ ณ ที่นั่นเท่านั้น (ข้อ 2–4) แต่ยังร่วมมือกับเรื่องนี้ด้วย (ข้อ 7–11) เขาถูกเรียกว่าผู้เลี้ยงของพระเจ้าผู้จะทำให้ความปรารถนาของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริง (ยซย.44:28), และยังถูกเรียกว่าผู้ถูกชโลมของพระเจ้าผู้จะร่วมมือกับพระประสงค์ของพระเจ้า (ยซย.45:1–4, 13).
อษร.
1:2 ก ยซย.44:28; 45:1, 13
อษร.
1:2 ข 2คนก.20:6; อษร.6:9-10; ยนา.1:9; วว.11:13
อษร.
1:2 1 จุดมุ่งหมายที่เฉพาะเจาะจงในการฟื้นฟูอิสราเอลจากการถูกจับเป็นเชลยคือการก่อสร้างพระวิหาร ซึ่งเป็นพระนิเวศน์ของพระเจ้าขึ้นใหม่บนแผ่นดินโลกท่ามกลางผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรและก่อตั้งอาณาจักรของพระเจ้าขึ้นใหม่บนแผ่นดินโลกเพื่อทำให้แผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้าสำเร็จสมบูรณ์. ทำนองเดียวกันจุดมุ่งหมายที่เฉพาะเจาะจงขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการฟื้นฟูคริสตจักรในยุคนี้ก็คือการให้วิสุทธิชนทุกคนมาชุมนุมกันในท้องถิ่นของตน เพื่อก่อสร้างเข้าด้วยกันเป็นพระนิเวศน์ของพระเจ้าที่อยู่ในเมืองต่างๆ (อฟ.2:22 และคำอธิบาย; วว.1:11 และคำอธิบาย). โดยอาศัยพระนิเวศน์เช่นนี้ พระเจ้าก็จะได้มาซึ่งอาณาจักรของพระองค์มาทำให้แผนการบริหารของพระองค์สำเร็จลุล่วง.
อษร.
1:5 ก อษร.1:1
อษร.
1:6 1 แปลตามตรงคือ เสริมกำลังมือของเขา.
อษร.
1:7 ก อษร.5:14; 6:5; 2พกษ.24:13; 2คนก.36:7; ดนอ.5:2-3
อษร.
1:7 1ก ภาชนะทองคำและเงินในพระนิเวศน์ของพระเจ้าเป็นแบบเล็งถึงประสบการณ์ที่มีต่อพระคริสต์ในด้านต่างๆ ในการไถ่ของพระองค์ (เงิน) และในพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (ทองคำ). ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสื่อกลางที่นำพระคริสต์มาหล่อเลี้ยงเป็นอาหารให้แก่พลไพร่ของพระเจ้า. การที่ภาชนะต่างๆ ถูกนำกลับมาจากบาบิโลนมายังกรุงเยรูซาเล็มนั้นเป็นแบบเล็งถึงการที่ความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ได้กลับมายังฐานหนึ่งเดียวแห่งความเป็นหนึ่งที่แท้จริงของคริสตจักร เพื่อที่จะเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่การฟื้นฟูคริสตจักร. ดู ยซย.22:24 คำอธิบาย 2.
อษร.
1:8 ก อษร.5:14
อษร.
1:8 1ก อาจเป็นชื่อภาษาบาบิโลนของซะรุบาเบล; ยังถูกกล่าวถึงใน 5:14, 16 ด้วย.
อษร.
1:9 ก เทียบ อษร.8:25-30