2 พงศาวดารกษัตริย์ บทที่ 24
2พกษ.
24:1 ในสมัยของยะโฮยาคิม กนะบูคัศเนซัรกษัตริย์แห่งบาบิโลนยกขึ้นมา และยะโฮยาคิมเป็นข้ารับใช้ของท่านสามปี แล้วก็กลับกบฏต่อท่าน.
2พกษ.
24:2 และพระยะโฮวาทรงใช้ชนชาติกเคเซ็ด ชนชาติซีเรีย ชนชาติโมอาบและชนชาติอำโมนยกกองทัพมาโจมตียะโฮยาคิม และทรงใช้พวกเขาไปโจมตียูดาเพื่อจะทำลายเสีย ตามพระคำของพระยะโฮวาซึ่งตรัสผ่านทางบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์.
2พกษ.
24:3 แท้จริงเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับยูดาตามพระบัญชาของพระยะโฮวา เพื่อจะกกำจัดพวกเขาออกไปจากสายพระเนตรของพระองค์ เพราะบรรดาบาปของมะนาเซตามทุกอย่างซึ่งท่านได้กระทำ.
2พกษ.
24:4 และเพราะกโลหิตที่ไร้ความผิดซึ่งท่านได้ทำให้หลั่งออกนั้นด้วย เพราะท่านได้ทำให้กรุงเยรูซาเล็มเต็มไปด้วยโลหิตที่ไร้ความผิด และพระยะโฮวาไม่ทรงอภัย.
2พกษ.
24:5 กส่วนพระราชกิจอื่นๆ ของยะโฮยาคิม และทุกสิ่งที่ท่านกระทำได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุของกษัตริย์ทั้งหลายแห่งยูดาไม่ใช่หรือ?
2พกษ.
24:6 กยะโฮยาคิมจึงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของท่าน.
40. การครอบครองของยะโฮยาคิน — 2พกษ.24:6ข–9; 25:27–30
และขยะโฮยาคินบุตรชายของท่านได้ขึ้นครอบครองแทนท่าน.
2พกษ.
24:7 และกษัตริย์แห่งอียิปต์ไม่ได้ยกออกมาจากดินแดนของท่านอีก เพราะกษัตริย์แห่งกบาบิโลนได้ยึดทุกสิ่งซึ่งเป็นของกษัตริย์แห่งอียิปต์ตั้งแต่ลำธารของอียิปต์ถึงแม่น้ำยูเฟรติส.
2พกษ.
24:8 กยะโฮยาคินมีอายุสิบแปดปีเมื่อเริ่มขึ้นครอบครอง และท่านครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามเดือน มารดาของท่านมีนามว่าขนะฮูศธาบุตรหญิงของเอ็ลนาธานชาวเยรูซาเล็ม.
2พกษ.
24:9 และท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยะโฮวาตามทุกอย่างที่บิดาของท่านได้กระทำ.
41. นะบูคัศเนซัรกษัตริย์แห่งบาบิโลนมาล้อมกรุงเยรูซาเล็มไว้— 2พกษ.24:10–16
2พกษ.
24:10 ในเวลานั้นข้าราชการของกนะบูคัศเนซัรกษัตริย์แห่งบาบิโลนยกขึ้นมายังกรุงเยรูซาเล็มล้อมกรุงไว้.
2พกษ.
24:11 แล้วนะบูคัศเนซัรกษัตริย์แห่งบาบิโลนมาโจมตีเมืองนั้นขณะที่พวกข้าราชการของท่านยังล้อมเมืองอยู่.
2พกษ.
24:12 และยะโฮยาคินกษัตริย์แห่งยูดามอบตัวเองแก่กษัตริย์แห่งบาบิโลน ทั้งตัวท่านเองพร้อมกับมารดา ข้าราชการ แม่ทัพ และขันทีของท่าน แล้วกษัตริย์แห่งบาบิโลนจับท่านในปีที่แปดที่นะบูคัศเนซัรครอบครอง.
2พกษ.
24:13 และกษัตริย์แห่งบาบิโลนได้ขนเอาทรัพย์สมบัติในพระนิเวศน์ของพระยะโฮวาและทรัพย์สมบัติในวังของกษัตริย์ และตัดบรรดากภาชนะทองคำทั้งหมดออกเป็นชิ้นๆ ซึ่งซะโลโมกษัตริย์แห่งอิสราเอลสร้างไว้ในพระวิหารของพระยะโฮวา ดังที่พระยะโฮวาตรัสไว้ก่อนแล้ว.
2พกษ.
24:14 ท่านได้กวาดเอาคนเยรูซาเล็มไปทั้งหมด คือเจ้านายทั้งหมด นักรบผู้แกล้วกล้าทั้งหมดไปเป็นเชลยหนึ่งหมื่นคน รวมทั้งช่างฝีมือและช่างเหล็กทั้งหมด ไม่มีใครเหลือนอกจากพลไพร่ที่ยากจนที่สุดของดินแดน.
2พกษ.
24:15 และท่านกวาดเอากยะโฮยาคินไปยังบาบิโลน ทั้งมารดา บรรดามเหสี ขันทีของท่านและผู้นำของดินแดน ท่านขกวาดเอาจากกรุงเยรูซาเล็มไปถึงบาบิโลน.
2พกษ.
24:16 และกระทั่งทหารทั้งหมดเจ็ดพันคน ช่างฝีมือและช่างเหล็กหนึ่งพันคน ผู้แกล้วกล้าทั้งหมดที่เหมาะสำหรับการรบ กษัตริย์แห่งบาบิโลนก็กวาดเอามายังบาบิโลนด้วย.
42. การครอบครองของซิดคียา — 2พกษ.24:17–20
2พกษ.
24:17 และกษัตริย์แห่งบาบิโลนตั้งมัธธันยาลุงของยะโฮยาคินเป็นกษัตริย์แทนท่าน และเปลี่ยนนามให้ว่า กซิดคียา.
2พกษ.
24:18 1กซิดคียามีอายุยี่สิบเอ็ดปีเมื่อเริ่มขึ้นครอบครอง และท่านครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสิบเอ็ดปี มารดาของท่านมีนามว่า ฮะมุตัลบุตรีของยิระมะยาชาวลิบนา.
2พกษ.
24:19 ท่านกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยะโฮวาตามทุกอย่างที่เยโฮยาคิมได้กระทำ.
2พกษ.
24:20 เพราะพระพิโรธของพระยะโฮวา เหตุการณ์นี้จึงมาถึงเยรูซาเล็มและยูดาจนพระองค์เหวี่ยงพวกเขาไปจากพระพักตร์ของพระองค์. และซิดคียาได้กกบฏต่อกษัตริย์แห่งบาบิโลน.
คำอธิบาย 2 พงศาวดารกษัตริย์ บทที่ 24
2พกษ.
24:1 ก 2คนก.36:6; ยรม.25:1, 9; 35:11; ดนอ.1:1
2พกษ.
24:2 ก 2พกษ.25:4; ยรม.32:28–29; 35:11
2พกษ.
24:3 ก 2พกษ.23:27; 24:20; เทียบ 2พกษ.17:18, 20
2พกษ.
24:4 ก 2พกษ.21:16
2พกษ.
24:5 ก ข้อ 5–6: 2คนก.36:8
2พกษ.
24:6 ก ยรม.22:18–19; 36:30
2พกษ.
24:6 ข เทียบ อธร.2:6
2พกษ.
24:7 ก ยรม.46:2, 13, 26
2พกษ.
24:8 ก ข้อ 8–9: เทียบ 2คนก.36:9
2พกษ.
24:8 ข ยรม.13:18; 29:2
2พกษ.
24:10 ก ดนอ.1:1
2พกษ.
24:13 ก 2คนก.36:7, 10; อษร.1:7; ดนอ.1:2; 5:2–3
2พกษ.
24:15 ก 2คนก.36:10; มธ.1:11
2พกษ.
24:15 ข อธร.2:6
2พกษ.
24:17 ก ยรม.37:1; เทียบ 2คนก.36:10
2พกษ.
24:18 ก ข้อ 18–20: 2คนก.36:11–13; ยรม.52:1–3
2พกษ.
24:18 1ก ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลมีกษัตริย์ทั้งหมดสี่สิบเอ็ดองค์. กษัตริย์สามองค์แรกคือซาอูล, ดาวิด, และซะโลโมนั้นครอบครองเหนือพลไพร่ทั้งหมดของอิสราเอล. กษัตริย์สิบเก้าองค์ตั้งแต่ระฮับอามจนถึงซิดคียา (ไม่นับการครอบครองที่ผิดกฎหมายของอะธัลยา — 11:1–16) ครอบครองเหนือยูดาทางตอนใต้ และกษัตริย์สิบเก้าองค์ตั้งแต่ยาราบะอามจนถึงโฮเซอาครอบครองอิสราเอลทางตอนเหนือ. ในท่ามกลางกษัตริย์สี่สิบเอ็ดองค์นั้น มีเก้าองค์รวมถึงดาวิดที่ถือว่าเป็นกษัตริย์ที่ดีในสายพระเนตรของพระเจ้า. ส่วนอีกสามสิบองค์รวมถึงซาอูลนั้นเป็นผู้ที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้า. อีกสององค์คือซะโลโมและเยฮูนั้นมีบางส่วนที่ดีบางส่วนที่ชั่วร้าย.
รากเหง้าของความชั่วร้ายของกษัตริย์ที่ชั่วร้ายนั้นเหมือนกับความชั่วร้ายของพลไพร่อิสราเอล ซึ่งก็คือการละทิ้งพระเจ้าของพวกเขาผู้เป็นต้นกำเนิดของน้ำที่มีชีวิต และการที่พวกเขาหันไปสู่รูปเคารพของพวกนอกศาสนาซึ่งเป็นเหมือนอ่างแตกซึ่งไม่อาจกักเก็บน้ำไว้ได้ (ยรม.2:13). ความชั่วร้ายทั้งสองประการนี้ได้ทำให้พวกเขาดำดิ่งสู่น้ำแห่งความตายในการกราบไหว้รูปเคารพ, ปล่อยตัวไปตามราคะตัณหา, และความอธรรมในการหลั่งโลหิตของผู้ไร้ความผิด. ความชั่วร้ายของพวกเขาได้ล่วงละเมิดพระเจ้าของเขาจนถึงขั้นที่พระองค์ไม่อาจหันพระพิโรธของพระองค์ไปจากพวกเขา แต่ได้ขับไล่พวกเขาออกไปสู่เงื้อมมือของชนชาติอัสซีเรียเป็นอันดับแรก (17:6) จากนั้นก็ไปสู่เงื้อมมือของชนชาติบาบิโลน (24:10—25:21) ซึ่งเป็นผู้ที่ทำลายและเผาพระวิหารบริสุทธิ์และเมืองบริสุทธิ์ พวกเขาได้จับพลไพร่ที่บริสุทธิ์ไปเป็นเชลยยังดินแดนของพวกนอกศาสนาที่กราบไหว้รูปเคารพ และทำให้ดินแดนบริสุทธิ์รกร้างว่างเปล่าเป็นเวลาเจ็ดสิบปี (ยรม.25:11). ดังนั้นพวกเขาซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ก็ได้สูญเสียการรับสุขที่มีต่อดินแดนที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขาและได้กลายเป็นเชลยในดินแดนของพวกนอกศาสนา แทนที่จะคงอยู่เป็นพลเมืองแห่งอาณาจักรของพระเจ้าในดินแดนบริสุทธิ์.
กษัตริย์ทุกองค์ควรจะตระหนักอย่างถี่ถ้วนว่าพวกเขาเป็นกษัตริย์ที่ไม่ได้ปกครองเพื่อผลประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองของตัวเอง แต่ปกครองเพื่อแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า และตระหนักว่าพระเจ้าควรจะมีประเทศหนึ่งบนแผ่นดินโลกที่รักษาดินแดนแห่งอิมมานูเอลไว้ (ยซย.8:8) เพื่อให้พระคริสต์ได้ครอบครอง และได้รับมาซึ่งพลไพร่กลุ่มหนึ่งที่มาสานต่อลำดับวงศ์ที่จะนำพระคริสต์มายังแผ่นดินโลก. ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงต้องเป็นนาษารีษที่ยึดพระเจ้าเป็นประมุข, เป็นอำนาจของพวกเขา คือผู้ที่ยอมนอบน้อมต่อพระองค์เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ และเป็นผู้ที่ละทิ้งความสนุกสนานทุกอย่าง (เหล้าองุ่น) ของโลกนี้ (ดู อฤธ.6:3 คำอธิบาย 1). แต่กษัตริย์ทั้งหมดกลับล้มเหลว ไม่อาจบรรลุถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในเรื่องนี้ รวมถึงดาวิดซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดในท่ามกลางกษัตริย์ทั้งปวงด้วย (2ซมอ.11). ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีเพื่อแผนการบริหารของพระองค์สำเร็จเป็นจริง. แต่พวกเขากลับสูญเสียการครอบครองในอาณาจักรของพระเจ้าไป ซึ่งเป็นส่วนที่ดีที่สุดในการรับสุขแผ่นดินงาม (พระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง — ดู พบญ.8:7 คำอธิบาย 1).
ผลลัพธ์ที่น่าเวทนาแห่งประวัติศาสตร์ที่น่าสงสารของกษัตริย์ทั้งหลายท่ามกลางพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและอวยพระพรนั้นควรจะเป็นคำเตือนที่เคร่งเครียดสำหรับเราซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในยุคพันธสัญญาใหม่ และควรเป็นข้อบ่งชี้ต่อเราว่าเราควรจะเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะที่จะเอาใจใส่ต่อประเด็นที่เฉพาะเจาะจงต่างๆ ในแต่ละกรณีได้อย่างไร. การเป็นแค่เพียงผู้ที่สอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้าเหมือนกับดาวิด หรือเป็นผู้ที่ถูกต้องและดีเพียงบางส่วนในสายพระเนตรของพระเจ้าเหมือนกับคริสเตียนที่จริงใจมากมายในทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้เรามีคุณสมบัติที่จะมีส่วนในพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์และได้รับสุขสิทธิทั้งหมดที่อยู่ในพระองค์ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถกลายเป็นคริสตจักรในฐานะพระกายของพระคริสต์และในฐานะอาณาจักรของพระเจ้าและของพระคริสต์. การถอดแบบการตายของพระคริสต์โดยฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์นั้น (ฟป.3:10) เรียกร้องผู้มีชัยชนะในพันธสัญญาใหม่อย่างเราให้ตายต่อตัวเองซึ่งก็คือมนุษย์ธรรมชาติของเรา และเป็นอยู่ต่อพระเจ้าในการเป็นขึ้น. การดำเนินชีวิตพระคริสต์, สำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้น, และร่วมเคลื่อนไหวกระทำการกับพระคริสต์โดยการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์แห่งพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง กระทำทุกสิ่งในพระวิญญาณและตามพระวิญญาณนั้น (ฟป.1:19–21ก; ฆต.5:16, 25; รม.8:4) เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเราซึ่งเป็นผู้ที่แสวงหาในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า เพื่อเราจะกลายเป็นผู้ชนะในการวิ่งแข่งของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ และทำให้เราสามารถรับสุขพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์ในฐานะแผ่นดินงามที่พระเจ้าประทานให้ในยุคคริสตจักรและได้รับบำเหน็จอันสง่าราศีในการมีส่วนในพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์ที่สุดในยุคอาณาจักร (1กธ.9:24–27; ฟป.3:12–14).
รากเหง้าของความชั่วร้ายของกษัตริย์ที่ชั่วร้ายนั้นเหมือนกับความชั่วร้ายของพลไพร่อิสราเอล ซึ่งก็คือการละทิ้งพระเจ้าของพวกเขาผู้เป็นต้นกำเนิดของน้ำที่มีชีวิต และการที่พวกเขาหันไปสู่รูปเคารพของพวกนอกศาสนาซึ่งเป็นเหมือนอ่างแตกซึ่งไม่อาจกักเก็บน้ำไว้ได้ (ยรม.2:13). ความชั่วร้ายทั้งสองประการนี้ได้ทำให้พวกเขาดำดิ่งสู่น้ำแห่งความตายในการกราบไหว้รูปเคารพ, ปล่อยตัวไปตามราคะตัณหา, และความอธรรมในการหลั่งโลหิตของผู้ไร้ความผิด. ความชั่วร้ายของพวกเขาได้ล่วงละเมิดพระเจ้าของเขาจนถึงขั้นที่พระองค์ไม่อาจหันพระพิโรธของพระองค์ไปจากพวกเขา แต่ได้ขับไล่พวกเขาออกไปสู่เงื้อมมือของชนชาติอัสซีเรียเป็นอันดับแรก (17:6) จากนั้นก็ไปสู่เงื้อมมือของชนชาติบาบิโลน (24:10—25:21) ซึ่งเป็นผู้ที่ทำลายและเผาพระวิหารบริสุทธิ์และเมืองบริสุทธิ์ พวกเขาได้จับพลไพร่ที่บริสุทธิ์ไปเป็นเชลยยังดินแดนของพวกนอกศาสนาที่กราบไหว้รูปเคารพ และทำให้ดินแดนบริสุทธิ์รกร้างว่างเปล่าเป็นเวลาเจ็ดสิบปี (ยรม.25:11). ดังนั้นพวกเขาซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ก็ได้สูญเสียการรับสุขที่มีต่อดินแดนที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขาและได้กลายเป็นเชลยในดินแดนของพวกนอกศาสนา แทนที่จะคงอยู่เป็นพลเมืองแห่งอาณาจักรของพระเจ้าในดินแดนบริสุทธิ์.
กษัตริย์ทุกองค์ควรจะตระหนักอย่างถี่ถ้วนว่าพวกเขาเป็นกษัตริย์ที่ไม่ได้ปกครองเพื่อผลประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองของตัวเอง แต่ปกครองเพื่อแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า และตระหนักว่าพระเจ้าควรจะมีประเทศหนึ่งบนแผ่นดินโลกที่รักษาดินแดนแห่งอิมมานูเอลไว้ (ยซย.8:8) เพื่อให้พระคริสต์ได้ครอบครอง และได้รับมาซึ่งพลไพร่กลุ่มหนึ่งที่มาสานต่อลำดับวงศ์ที่จะนำพระคริสต์มายังแผ่นดินโลก. ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงต้องเป็นนาษารีษที่ยึดพระเจ้าเป็นประมุข, เป็นอำนาจของพวกเขา คือผู้ที่ยอมนอบน้อมต่อพระองค์เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ และเป็นผู้ที่ละทิ้งความสนุกสนานทุกอย่าง (เหล้าองุ่น) ของโลกนี้ (ดู อฤธ.6:3 คำอธิบาย 1). แต่กษัตริย์ทั้งหมดกลับล้มเหลว ไม่อาจบรรลุถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในเรื่องนี้ รวมถึงดาวิดซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดในท่ามกลางกษัตริย์ทั้งปวงด้วย (2ซมอ.11). ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีเพื่อแผนการบริหารของพระองค์สำเร็จเป็นจริง. แต่พวกเขากลับสูญเสียการครอบครองในอาณาจักรของพระเจ้าไป ซึ่งเป็นส่วนที่ดีที่สุดในการรับสุขแผ่นดินงาม (พระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง — ดู พบญ.8:7 คำอธิบาย 1).
ผลลัพธ์ที่น่าเวทนาแห่งประวัติศาสตร์ที่น่าสงสารของกษัตริย์ทั้งหลายท่ามกลางพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและอวยพระพรนั้นควรจะเป็นคำเตือนที่เคร่งเครียดสำหรับเราซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในยุคพันธสัญญาใหม่ และควรเป็นข้อบ่งชี้ต่อเราว่าเราควรจะเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะที่จะเอาใจใส่ต่อประเด็นที่เฉพาะเจาะจงต่างๆ ในแต่ละกรณีได้อย่างไร. การเป็นแค่เพียงผู้ที่สอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้าเหมือนกับดาวิด หรือเป็นผู้ที่ถูกต้องและดีเพียงบางส่วนในสายพระเนตรของพระเจ้าเหมือนกับคริสเตียนที่จริงใจมากมายในทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้เรามีคุณสมบัติที่จะมีส่วนในพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์และได้รับสุขสิทธิทั้งหมดที่อยู่ในพระองค์ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถกลายเป็นคริสตจักรในฐานะพระกายของพระคริสต์และในฐานะอาณาจักรของพระเจ้าและของพระคริสต์. การถอดแบบการตายของพระคริสต์โดยฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์นั้น (ฟป.3:10) เรียกร้องผู้มีชัยชนะในพันธสัญญาใหม่อย่างเราให้ตายต่อตัวเองซึ่งก็คือมนุษย์ธรรมชาติของเรา และเป็นอยู่ต่อพระเจ้าในการเป็นขึ้น. การดำเนินชีวิตพระคริสต์, สำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้น, และร่วมเคลื่อนไหวกระทำการกับพระคริสต์โดยการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์แห่งพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง กระทำทุกสิ่งในพระวิญญาณและตามพระวิญญาณนั้น (ฟป.1:19–21ก; ฆต.5:16, 25; รม.8:4) เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเราซึ่งเป็นผู้ที่แสวงหาในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า เพื่อเราจะกลายเป็นผู้ชนะในการวิ่งแข่งของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ และทำให้เราสามารถรับสุขพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์ในฐานะแผ่นดินงามที่พระเจ้าประทานให้ในยุคคริสตจักรและได้รับบำเหน็จอันสง่าราศีในการมีส่วนในพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์ที่สุดในยุคอาณาจักร (1กธ.9:24–27; ฟป.3:12–14).
2พกษ.
24:20 ก ยอค.17:15, 18