เยเนซิศ บทที่ 4
2. การตกต่ำครั้งที่สอง —ตกต่ำจากมโนธรรมของมนุษย์ไปสู่การควบคุมปกครองของมนุษย์
4:1–26
4:1–26
(1) ภูมิหลัง
ข้อ 1–2
ข้อ 1–2
ยนซ.
4:1 ฝ่ายชายนั้นได้ร่วมประเวณีกับเอวาภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์คลอดบุตรชื่อ1คายิน นางจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากได้บุตรคนนี้ 2พระยะโฮวา.”
ยนซ.
4:2 แล้วนางคลอดบุตรชายอีกคนหนึ่งชื่อ1เฮเบล เฮเบลเป็น2กคนเลี้ยงแกะ ส่วนคายินเป็นคน3ขไถหว่านบนดิน.
(2) การทำตามความคิดเห็น การโมโหการเข่นฆ่า การโกหก การหยิ่งยะโสของมนุษย์
ข้อ 3–9
ข้อ 3–9
ยนซ.
4:3 อยู่มาวันหนึ่งคายินได้นำผลที่เกิดแต่ดินมาเป็น1ของถวายแด่พระยะโฮวา.
ยนซ.
4:4 ส่วนเฮเบลนำแกะกหัวปีจากฝูงกับไขมันแกะมา1ถวาย พระยะโฮวาทรงเห็นชอบกับเฮเบลและของถวายนั้น.
ยนซ.
4:5 แต่กคายินกับของถวายของเขานั้นพระองค์1ไม่ทรงเห็นชอบ คายินก็โกรธยิ่งนัก ก้มหน้าอยู่.
ยนซ.
4:6 พระยะโฮวาจึงตรัสถามคายินว่า “เหตุใดเจ้าจึงโกรธเคือง เหตุใดเจ้าจึงก้มหน้าอยู่?
ยนซ.
4:7 ถ้าเจ้าทำดีก็จะเงยหน้าขึ้นมิใช่หรือ? ถ้าเจ้าทำไม่ดี1ความบาปก็หมอบอยู่ที่ประตู มันปรารถนาในตัวเจ้า แต่เจ้าจงบังคับบัญชาเหนือมัน.”
ยนซ.
4:8 ฝ่ายคายินก็พูดกับเฮเบลน้องชายของตนว่า “1ให้เราไปที่ทุ่งนากันเถิด” ขณะที่ทั้งสองคนอยู่ในทุ่งนาด้วยกัน คายินก็ลุกขึ้นทุบตีและ2กฆ่าเฮเบลน้องชายของตนเสีย.
ยนซ.
4:9 แล้วพระยะโฮวาตรัสแก่คายินว่า “เฮเบลน้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน?” คายินจึงทูลว่า “1ข้าพเจ้าไม่ทราบ ข้าพเจ้าเป็นผู้เฝ้าดูแลน้องหรือ?”
(3) การจัดการของพระเจ้าที่มีต่อการตกต่ำครั้งที่สองของมนุษย์— สาปแช่งมนุษย์ให้หลีกหนี พเนจรไป
ข้อ 10–15
ข้อ 10–15
ยนซ.
4:10 พระยะโฮวาตรัสว่า “เจ้าได้ทำอะไร? 1กโลหิตของน้องเจ้าได้ส่งเสียงฟ้องร้องขึ้นมาจากดินถึงเรา.
ยนซ.
4:11 บัดนี้เจ้าจะถูกกสาปแช่งจากแผ่นดินที่อ้าปากรับขโลหิตของน้องจากมือเจ้านั้น.
ยนซ.
4:12 เมื่อเจ้าไถหว่านบนดินจะไม่เกิดผลมากต่อไป เจ้าจะต้องหลบหนีและกพเนจรไปมาในโลก.”
ยนซ.
4:13 ส่วนคายินทูลพระยะโฮวาว่า “โทษของข้าพเจ้าหนักเหลือที่ข้าพเจ้าจะทนรับได้.”
ยนซ.
4:14 วันนี้พระองค์ได้ทรงขับไล่ข้าพเจ้าออกจากพื้นแผ่นดินและ1จากกพระพักตร์ของพระองค์ไป ข้าพเจ้าจะต้องหลบหนีและพเนจรไปมาในโลก ใครๆ เขาพบข้าพเจ้า เขาจะขฆ่าข้าพเจ้าเสีย.
ยนซ.
4:15 พระยะโฮวาตรัสแก่เขาว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ใดที่ฆ่าคายินจะมีโทษถึงเจ็ดเท่า.” แล้วพระยะโฮวาได้ทรงทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวคายิน เพื่อว่าเมื่อผู้ใดพบจะมิได้ฆ่าเขาเสีย.
(4) มนุษย์ได้ก่อกำเนิดวัฒนธรรมที่ไม่มีพระเจ้า
ข้อ 16–24
ข้อ 16–24
ยนซ.
4:16 คายินจึงได้ออกไปพ้นจากพระพักตร์พระยะโฮวาไปอยู่เมือง1โนคทางทิศตะวันออกของสวนเอเดน.
ยนซ.
4:17 คายินได้ร่วมประเวณีกับภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์คลอดบุตรชายชื่อ1ฮะโนค และคายินได้ก่อสร้าง2กเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง เรียกชื่อเมืองนั้นว่าฮะโนคตามชื่อบุตรของตน.
ยนซ.
4:18 ฮะโนคให้กำเนิดอีราด อีราดให้กำเนิดมะฮูยาเอล มะฮูยาเอลให้กำเนิดมะธูซาเอล และมะธูซาเอลให้กำเนิดลาเม็ค.
ยนซ.
4:19 ส่วนลาเม็คมีภรรยาสองคน คนหนึ่งชื่ออาดา คนหนึ่งชื่อซีลา.
ยนซ.
4:20 นางอาดาคลอดบุตรชื่อยาบาล เป็นบรรพบุรุษของชนที่อาศัยในกระโจมและเลี้ยงสัตว์.
ยนซ.
4:21 ยาบาลมีน้องชายชื่อยูบาล เขาเป็นบรรพบุรุษของชนที่มีฝีมือดีดพิณและเป่าปี่.
ยนซ.
4:22 นางซีลาคลอดบุตรชายด้วยชื่อธูบัลคายินเป็นช่างทำเครื่องมือทองเหลืองและเหล็กต่างๆ ธูบัลคายินมีน้องสาวชื่อนาอามา.
ยนซ.
4:23 แล้วลาเม็คพูดกับภรรยาทั้งสองของตนว่า “อาดาและซีลา จงฟังเสียงของเรา ภรรยาลาเม็คเอ๋ย จงฟังถ้อยคำของเรา ด้วยเราได้ฆ่าชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเพราะเขาทำร้ายเรา และเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเพราะเขาทุบตีเรา.
ยนซ.
4:24 ถ้าผู้ใดฆ่าคายินนั้นจะมีโทษถึงกเจ็ดเท่า แต่ฆ่าลาเม็คจะต้องมีโทษถึงเจ็ดสิบเจ็ดเท่า.”
(5) หนทางที่มนุษย์จะหลีกหนีจากการตกต่ำครั้งที่สอง —รู้จักถึงความเปราะบางของตัวเอง และร้องออกพระนามของพระยะโฮวา
ข้อ 25–26
ข้อ 25–26
ยนซ.
4:25 อาดามได้ร่วมประเวณีกับภรรยาของตนอีก. นางก็ให้กำเนิดบุตรเรียกชื่อว่า1กเซธ นางว่า "เพราะพระเจ้าทรงโปรดให้มีเชื้อสายอีกคนหนึ่งแทนเฮเบลที่คายินได้ฆ่าเสียนั้น.”
ยนซ.
4:26 ฝ่ายเซธก็มีบุตรด้วยเรียกชื่อว่า1กอะโนศ. ในเวลานั้น[มนุษย์]ได้เริ่มต้น2ขร้องเรียกพระนามของพระยะโฮวา.
คำอธิบาย เยเนซิศ บทที่ 4
ยนซ.
4:1 1 หมายถึง ได้รับ
ยนซ.
4:1 ก เทียบ ยนซ.3:15
ยนซ.
4:1 2 หรือด้วยความช่วยเหลือของพระยะโฮวา
ยนซ.
4:2 1 หมายถึง ลมปราน หรือความว่างเปล่าอนิจจัง. ผลลัพธ์แห่งการตกต่ำครั้งแรกของมนุษย์ทำให้สรรพสิ่งในชีวิตมนุษย์ล้วนกลายเป็นความว่างเปล่าอนิจจัง (ผปก.1:2–3)
ยนซ.
4:2 ก เทียบ ยนซ.46:32; 47:3
ยนซ.
4:2 2ก ก่อนน้ำท่วม มนุษย์ได้รับอนุญาตให้รับประทานแต่เพียงผลไม้และพืชผัก (1:29; 3:18) โดยไม่อนุญาตให้รับประทานเนื้อ (เทียบ 9:3). เพราะเหตุนี้ การที่เฮเบลเป็นคนเลี้ยงแกะนั้นจึงไม่ได้เป็นการผลิตอาหารเพื่อการดำเนินชีวิตของตน แต่เป็นการนำเครื่องบูชามอบถวายเพื่อให้พระเจ้าอิ่มหนำ. เฮเบลไม่เพียงเชื่อกิตติคุณ (ดู ข้อ 4 คำอธิบาย 1). แต่ยังมีภาคปฏิบัติในกิตติคุณและดำเนินชีวิตเพื่อกิตติคุณ.
ยนซ.
4:2 ข ยนซ.3:23
ยนซ.
4:2 3ข ในอาชีพการงานของเฮเบล เขาได้คำนึงถึงเพียงความอิ่มหนำของพระเจ้าเท่านั้น ทว่าคายินได้คำนึงถึงเพียงการดำเนินชีวิตของเขาเอง
ยนซ.
4:3 1 คายินไม่ได้ถวายเครื่องบูชาที่มีการหลั่งเลือด (3:21; ฮร.9:22) ตามการช่วยไถ่ล่วงหน้า เพื่อติดตามหนทางแห่งความรอดของพระเจ้า แต่กลับตัดสินเอาเองในการถวายผลผลิตที่เกิดจากการตรากตรำของตนแด่พระเจ้า เขาจึงได้สืบสานการตกต่ำของมนุษย์. วิธีการของคายินในการนมัสการพระเจ้าเป็นไปตามทัศนคติและความคิดเห็นของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการยุยงของซาตานผู้เจ้าเล่ห์ (ข้อ 7 คำอธิบาย 1; 1ยฮ.3:12) และได้คิดค้นศาสนาหนึ่งขึ้นมา (ยด.11 คำอธิบาย 1). หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา มีผู้คนที่ติดตามคายินอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน ต่างก็ได้คิดค้นศาสนาของตนขึ้นมาในแต่ละช่วงเวลาและสถานที่.
ยนซ.
4:4 ก อซด.13:12; อฤธ.18:17; สภษ.3:9
ยนซ.
4:4 1 ตามเฮ็บราย 11:4 เฮเบลได้นำเครื่องบูชามามอบถวายแด่พระเจ้าเพราะเหตุความเชื่อ. ความเชื่อเกิดจากการได้ฟังพระคำแห่งกิตติคุณ (รม.10:17, 14). นี่ชี้แจงว่า อาดามกับเอวาผู้เป็นบิดามารดาของเฮเบลย่อมได้นำข่าวอันน่ายินดี (3:15, 21) ที่พระเจ้าได้ทรงป่าวประกาศให้แก่เขาไปประกาศให้ลูกๆ ของเขา. เฮเบลเชื่อในกิตติคุณเช่นเดียวกับบิดามารดาของเขา และนำของถวายไปมอบถวายแด่พระเจ้าตามการเปิดเผยของพระเจ้าที่มีอยู่ในถ้อยคำซึ่งบิดามารดาของเขาได้ประกาศนั้น. ดังนั้นครอบครัวแรกที่อยู่บนแผ่นดินโลกนี้ก็คือครอบครัวแห่งกิตติคุณ ครอบครัวแห่งผู้เชื่อ.
เฮเบลเป็นปุโรหิตคนแรกของพระเจ้า ซึ่งเป็นตัวแทนของบรรดาผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์. (1ปต.2:5, 9) พูดตามแบบเล็ง เฮเบลได้นำพระคริสต์ถวายแด่พระเจ้า. ตามอาฤธโม 18:17 โค แกะ และแพะหัวปี (ซึ่งเล็งถึงพระคริสต์) จำต้องถูกมอบถวายแด่พระเจ้า. การถวายเครื่องบูชานี้ครอบคลุมถึงการพรมเลือดบนแท่นบูชาเพื่อการไถ่ และเผาผลาญไขมันให้มีกลิ่นหอม ทำให้พระเจ้าทรงอิ่มหนำ. ดังนั้นการถวายเครื่องบูชาของเฮเบลก็ได้สอดคล้องกับการเปิดเผยที่อยู่ในกฎบัญญัติของโมเซในภายหลังซึ่งพิสูจน์ว่าหนทางที่เขานมัสการพระเจ้านั้นเป็นไปตามการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าไม่ได้ตามทัศนคติของเขาเอง.
เฮเบลเป็นปุโรหิตคนแรกของพระเจ้า ซึ่งเป็นตัวแทนของบรรดาผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์. (1ปต.2:5, 9) พูดตามแบบเล็ง เฮเบลได้นำพระคริสต์ถวายแด่พระเจ้า. ตามอาฤธโม 18:17 โค แกะ และแพะหัวปี (ซึ่งเล็งถึงพระคริสต์) จำต้องถูกมอบถวายแด่พระเจ้า. การถวายเครื่องบูชานี้ครอบคลุมถึงการพรมเลือดบนแท่นบูชาเพื่อการไถ่ และเผาผลาญไขมันให้มีกลิ่นหอม ทำให้พระเจ้าทรงอิ่มหนำ. ดังนั้นการถวายเครื่องบูชาของเฮเบลก็ได้สอดคล้องกับการเปิดเผยที่อยู่ในกฎบัญญัติของโมเซในภายหลังซึ่งพิสูจน์ว่าหนทางที่เขานมัสการพระเจ้านั้นเป็นไปตามการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าไม่ได้ตามทัศนคติของเขาเอง.
ยนซ.
4:5 ก ฮร.11:4; ยด.11
ยนซ.
4:5 1 คายินได้ปฏิเสธหนทางของพระเจ้า โดยไม่นำพระคริสต์ผู้เป็นความชอบธรรมของพระเจ้ามาปกคลุมตนเอง (3:21; ฟป.3:9; 1กธ.1:30). เหมือนอย่างพวกชาวยิวที่ร้อนรนต่อศาสนา เขาแสวงหาในการก่อตั้งความชอบธรรมของเขาเอง แต่ไม่คำนึงถึงความชอบธรรมของพระเจ้าและก็ไม่นอบน้อมต่อความชอบธรรมของพระองค์ (รม.10:3). ดังนั้นเครื่องบูชาถวายของเขา จึงเป็นการลบหลู่ต่อพระเจ้าและถูกพระเจ้าปฏิเสธ.
ยนซ.
4:7 1 ความบาปกับซาตานเป็นหนึ่งกัน (รม.7:8คำอธิบาย 1). หากเราปฏิเสธหนทางแห่งความรอดของพระเจ้า ซาตานผู้เป็นความบาปนั้นก็จะหมอบอยู่ที่ประตู รอคอยโอกาสมาจับและกลืนกินเรา (เทียบ ลก.22:31; 1ปต.5:8).
ยนซ.
4:8 1 ฉบับแปลโบราณหลายฉบับมีประโยคนี้ แต่ตามตัวข้อพระคัมภีร์ในภาษาเฮ็บรายนั้นไม่มี
ยนซ.
4:8 ก 1ยฮ.3:12; มธ.23:35; เทียบ ยฮ.8:44
ยนซ.
4:8 2ก คายินได้ฆ่าน้องชายของตนด้วยความโกรธที่เกิดจากความริษยาแห่งศาสนาของเขา (ข้อ 4–5). หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา พวกที่นมัสการพระเจ้าตามเนื้อหนังจะต่อต้าน, ข่มเหง, และฆ่าพวกที่นมัสการพระเจ้าตามพระวิญญาณนั้น (มธ.23:35; ยฮ.16:2; วว.17:6; เทียบ ฆต.4:29). ในการถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าและการฆ่าน้องชายนั้น คายินอยู่ในเส้นทางของต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว. ตรงกันข้ามเฮเบลอยู่ในเส้นทางของต้นไม้แห่งชีวิต (2:9 คำอธิบาย 3 ย่อหน้าที่ 2).
ยนซ.
4:9 1 คำมุสานี้แสดงถึงความหยิ่งยะโสที่คายินมีต่อพระเจ้า. ในโยฮัน 8:44 ถ้อยคำของพระเยซูมีความหมายแฝงไว้ว่า คายินได้ฆ่าเฮเบลและพูดมุสาต่อพระเจ้า ซึ่งชี้บ่งว่าในการเคลื่อนไหวแห่งการฆ่าคนและการพูดมุสานั้น คายินได้เป็นหนึ่งกับผีมารซาตาน ซาตานเป็นแหล่งที่มาของคายิน (1ยฮ.3:12). เพราะว่าคายินได้ปฏิเสธหนทางของพระเจ้าและการเตือนสติของพระเจ้า (ข้อ 7) เขาก็ถูกซาตานผู้ฆ่าคนและผู้พูดมุสานั้นได้ตัวไปและกลายเป็นผู้ฆ่าคนและผู้พูดมุสาร่วมกับซาตาน.
ยนซ.
4:10 ก ฮร.11:4; เทียบ วว.6:10
ยนซ.
4:10 1ก ทั้งโลหิตของเฮเบลและพระโลหิตของพระเยซูล้วนพูด (ตรัส) อยู่ (ดู ฮร.12:24 คำอธิบาย 3) โลหิตของเฮเบลพูดจากดิน ส่วนพระโลหิตของพระเยซูตรัสจากสวรรค์.
ยนซ.
4:11 ก เทียบ อฤธ.35:33
ยนซ.
4:11 ข เทียบ ยนซ.3:17–18
ยนซ.
4:12 ก โยบ 15:23
ยนซ.
4:14 1 แปลตามตรงคือ หลบซ่อนไปจากพระพักตร์ของพระองค์.
ยนซ.
4:14 ก บพส.143:7; 51:11; 2พกษ.24:20; ยรม.52:3
ยนซ.
4:14 ข อฤธ.35:19
ยนซ.
4:16 1 หมายถึง พเนจรไปมา.
ยนซ.
4:17 1 หมายถึง ถูกนำเข้ามา ถูกมอบถวาย ถูกฝึกฝน.
ยนซ.
4:17 ก เทียบ ยนซ.11:4; ดนอ.4:30
ยนซ.
4:17 2ก หลังจากคายินจากพระพักตร์ของพระเจ้าไป (16) เขาได้ก่อสร้างเมืองขึ้นเพื่อป้องกันตนและการดำรงอยู่. เขาได้ก่อกำเนิดวัฒนธรรมที่ไม่มีพระเจ้าในเมืองนี้. ขณะที่อยู่ในสวนเอเดนนั้น พระเจ้าเป็นทุกสิ่งของมนุษย์ คือการคุ้มครอง ผดุงรักษา การหล่อเลี้ยง และความรื่นเริงของมนุษย์. เมื่อมนุษย์ได้สูญเสียพระเจ้าไป เขาก็ได้สูญเสียทุกอย่างไป. กรณีนี้จึงบังคับให้มนุษย์คิดค้นวัฒนธรรมของมนุษย์ขึ้นมา องค์ประกอบหลักของมันได้แก่เมือง. ซึ่งมีไว้เพื่อความเป็นอยู่ การเลี้ยงสัตว์เพื่อการทำมาหากิน ดนตรีซึ่งมีเพื่อความรื่นเริงบันเทิง และอาวุธซึ่งมีเพื่อการป้องกันตัว (ข้อ 20–22). วัฒนธรรมที่ไม่มีพระเจ้าซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาในบทที่ 4 นี้จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปจวบจนถึงจุดสูงสุดคือกรุงบาบิโลนใหญ่ (วว.17—18).
ยนซ.
4:24 ก ยนซ.4:15
ยนซ.
4:25 ก 1คนก.1:1; ลก.3:38
ยนซ.
4:25 1ก หมายถึง แต่งตั้ง. หลังจากเฮเบลพลีชีพแล้ว พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งเซธเป็นผู้แทนที่เฮเบลในการเดินหนทางแห่งความรอดของพระเจ้า.
ยนซ.
4:26 ก ยนซ.5:6
ยนซ.
4:26 1ก หมายถึง คนที่เปราะบางและจะต้องตาย.
ยนซ.
4:26 ข ยนซ.12:8; 13:4; 21:33; บพส.116:13, 17;ยอล.2:32; ซฟย.3:9; ซคย.13:9; กจ.2:21; รม.10:12
ยนซ.
4:26 2ข ภาษาเดิมหมายถึง “ร้องออก…ต่อ”, “ร้องตะโกน…ต่อ” กล่าวคือใช้เสียงที่ดังพอที่จะได้ยินร้องตะโกน. เนื่องจากมนุษย์ได้ตระหนักว่า ชีวิตของตนนั้นว่างเปล่าอนิจจัง (ดู ข้อ 2 คำอธิบาย 1) และตระหนักว่าชีวิตของตนนั้นเปราะบางและจะต้องตาย (ดู ข้อ 26 คำอธิบาย 1). ดังนั้นเขาจึงเริ่มร้องออกพระนามของพระยะโฮวาผู้ดำรงอยู่นิรันดร์อย่างอัติโนมัติ (ดู 2:4 คำอธิบาย 3). แม้ว่าเขาจะว่างเปล่าและอ่อนแอ แต่โดยการร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าเขาก็ถูกทำให้อุดมสมบูรณ์และเข้มแข็งขึ้น เพราะเขาได้เข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์และกำลังของพระองค์ที่เขาร้องเรียกนั้น (รม.10:12-13 และคำอธิบาย). ดู กจ.2:21 คำอธิบาย 1.