เยเนซิศ บทที่ 2
ช. วันที่เจ็ด
พระเจ้าทรงพักสงบในความอิ่มหนำ
2:1–3
พระเจ้าทรงพักสงบในความอิ่มหนำ
2:1–3
ยนซ.
2:1 ฟ้าสวรรค์ทั้งหลายและแผ่นดินและสรรพสิ่งที่มีอยู่ในที่เหล่านั้น ล้วนได้ถูกสร้างให้เสร็จสิ้นแล้ว.
ยนซ.
2:2 กวันที่เจ็ดการงานที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นได้สำเร็จเสร็จสิ้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ได้ทรง1ขพักสงบจากการงานทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงกระทำ.
ยนซ.
2:3 พระเจ้าจึงได้ทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ดนั้นได้แบ่งแยกไว้เป็นวันบริสุทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ได้ทรงพักสงบจากการงานทั้งปวงที่พระองค์1ทรงเนรมิตสร้างและทรงสร้างไว้นั้น.
2. กระบวนการที่พระเจ้าใช้ในการบรรลุถึงพระประสงค์ของพระองค์
2:4–25
2:4–25
(1) ภูมิหลัง — ฟ้าสวรรค์ยังไม่ได้ประทานฝนลงมา บนแผ่นดินยังไม่มีมนุษย์ไถหว่านในทุ่งนายังไม่มีชีวิตงอกขึ้น มีเพียงหมอกขึ้นมาจากแผ่นดิน
ข้อ 4–6
ข้อ 4–6
ยนซ.
2:4 1ความเป็นมาเรื่องฟ้าสวรรค์ทั้งหลายและแผ่นดินที่พระองค์ได้ทรง2เนรมิตสร้างก็เป็นดังนี้ ในวันที่3พระยะโฮวาพระเจ้าได้ทรง2สร้างแผ่นดินและฟ้าสวรรค์
ยนซ.
2:5 กต้นหญ้ากับต้นไม้ตามทุ่งก็ยังไม่เกิดขึ้นที่แผ่นดินและต้นผักตามทุ่งก็ยังไม่งอกขึ้นเลย เพราะพระยะโฮวาพระเจ้ายังไม่ทรงให้ฝนตกที่แผ่นดิน กับยังไม่มีมนุษย์มา1ขไถหว่านบนดิน
ยนซ.
2:6 มีแต่หมอกขึ้นมาจากแผ่นดินทำให้พื้นดินชุ่มชื้นทั่วไป
(2) ก้าวที่หนึ่ง
ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์เป็นภาชนะเพื่อบรรจุพระเจ้าเป็นชีวิต
ข้อ 7
ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์เป็นภาชนะเพื่อบรรจุพระเจ้าเป็นชีวิต
ข้อ 7
ยนซ.
2:7 พระยะโฮวาพระเจ้าได้ทรง1ปั้น2มนุษย์ขึ้นด้วย3กผงคลีบน4พื้นดิน ระบาย5ขลมปราณแห่งชีวิตเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเกิดเป็น6คจิตที่มีชีวิตอยู่.
(3) ก้าวที่สอง
ให้มนุษย์ต้อนรับพระเจ้าเป็นชีวิต
ข้อ 8–17
ให้มนุษย์ต้อนรับพระเจ้าเป็นชีวิต
ข้อ 8–17
ก. นำมนุษย์วางไว้เบื้องหน้าต้นไม้แห่งชีวิต
ข้อ 8–9
ข้อ 8–9
ยนซ.
2:8 พระยะโฮวาพระเจ้าทรงเพาะปลูกกสวนแห่งหนึ่งไว้ใน1เอเดนทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นขึ้นนั้นอยู่ที่นั่น.
ยนซ.
2:9 แล้วพระยะโฮวาพระเจ้าได้ทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่1งามน่าดูและที่ดีสำหรับเป็นอาหารงอกขึ้นจากพื้นดิน มี2กต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งที่อยู่กลางสวนนั้นกับ3ขต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วต้นหนึ่งด้วย.
ข. นำมนุษย์วางไว้ในสวนที่มีแม่นํ้าไหล
ข้อ 10–15
ข้อ 10–15
ยนซ.
2:10 มี1กแม่น้ำสายหนึ่ง2ไหลมาจากสวนเอเดนทำให้สวนนั้นชุ่มชื้น จากที่นั่นก็แยกออกเป็น3สี่4แคว.
ยนซ.
2:11 แควที่หนึ่งชื่อว่าพีโซน ซึ่งได้ไหลรอบแผ่นดินกฮาวิลาทั้งหมด ที่นั่นมีแร่ทองคำ.
ยนซ.
2:12 1ทองคำที่บริเวณนั้นเป็นทองคำเนื้อดี และมี1กบะโดแล็คและ1ขโกเมน.
ยนซ.
2:13 แควที่สองชื่อว่าฆีโฮน ไหลรอบแผ่นดินคูชทั้งหมด
ยนซ.
2:14 แควที่สามชื่อว่ากฮิเดะเค็ล ไหลไปทิศตะวันออกของเมืองอาซูร และแควที่สี่ก็คือยูเฟรติส.
ยนซ.
2:15 พระยะโฮวาพระเจ้าจึง1ให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้2ไถหว่านและ3ดูแลสวนนั้น.
ค. ให้มนุษย์มีอิสระในการเลือกสรร
ข้อ 16–17
ข้อ 16–17
ยนซ.
2:16 พระยะโฮวาพระเจ้าจึงตรัสสั่งแก่มนุษย์นั้นว่า ผลไม้กทุกชนิดในสวนนี้เจ้ากินได้ตามใจชอบ
ยนซ.
2:17 เว้นแต่ต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่ว [ผล]ของต้นไม้นั้นเจ้า1กอย่ากิน ถ้าเจ้าขืนกินในวันใดเจ้าจะ2ขตายเป็นแน่.
(4) ก้าวที่สาม
กระทำให้พระเจ้าเข้าสู่ในมนุษย์สำหรับเป็นชีวิต เพื่อให้มนุษย์กลายเป็นการเสริมให้ครบบริบูรณ์ของพระเจ้า
ข้อ 18–25
กระทำให้พระเจ้าเข้าสู่ในมนุษย์สำหรับเป็นชีวิต เพื่อให้มนุษย์กลายเป็นการเสริมให้ครบบริบูรณ์ของพระเจ้า
ข้อ 18–25
ก. มนุษย์เป็นตัวแทนของพระเจ้า จำต้องเสริมให้ครบบริบูรณ์
ข้อ 18–20
ข้อ 18–20
ยนซ.
2:18 พระยะโฮวาพระเจ้าตรัสว่า “1มนุษย์ผู้นั้นจะอยู่คนเดียวก็ไม่กดี เราจะสร้างขผู้ช่วยเหลือคนหนึ่ง ให้เป็น2คู่ครองของเขา.”
ยนซ.
2:19 พระยะโฮวาพระเจ้าได้ทรงสร้างบรรดาสัตว์ป่าและบรรดานกในอากาศกด้วยดิน แล้วจึงนำมายังชายนั้นเพื่อดูว่าเขาจะเรียกชื่ออย่างไร ชายนั้นได้เรียกสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตชื่อใด ก็นั่นแหละเป็นชื่อสัตว์นั้น.
ยนซ.
2:20 ชายนั้นจึงตั้งชื่อบรรดาสัตว์ใช้และฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ป่า แต่ชายนั้นยังหาผู้ช่วยเหลือเป็นคู่ครองของตน1ไม่ได้.
ข. มนุษย์อยู่ในชีวิตและอาศัยชีวิตมาเสริมให้ครบสมบูรณ์
ข้อ 21–25
ข้อ 21–25
ยนซ.
2:21 แล้วพระยะโฮวาพระเจ้าจึงทรงทำให้ชายนั้น1กหลับสนิท เมื่อหลับอยู่นั้นพระองค์ทรงชัก2กระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา แล้วทำให้เนื้อนั้นติดกันเข้าตามอย่างเดิม.
ยนซ.
2:22 ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระยะโฮวาพระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้นพระองค์ได้1กก่อสร้างขึ้นเป็น2หญิง แล้ว3นำมาให้ชายนั้น.
ยนซ.
2:23 ชายนั้นจึงว่า “ในครั้งนี้แหละเป็นกกระดูกในกระดูกของเราและเนื้อในเนื้อของเรา จะต้องเรียกว่า1หญิง เพราะหญิงนี้ขออกมาจาก2ชาย.”
ยนซ.
2:24 เพราะเหตุนั้นกผู้ชายจึงจะละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยาและขเขาทั้งสองจะเป็น1กายเดียวกัน
ยนซ.
2:25 ใน1เวลานั้นฝ่ายชายกับภรรยาของเขาได้กเปลือยกายอยู่ทั้งสองคน แต่ยังไม่รู้สึกมีความอาย.
คำอธิบาย เยเนซิศ บทที่ 2
ยนซ.
2:2 ก อซด.20:8–11; 31:17; พบญ.5:12–14
ยนซ.
2:2 ข ฮร.4:4, 10
ยนซ.
2:2 1ข พระเจ้าทรงพักสงบเพราะว่าพระองค์ทรงสำเร็จการงานของพระองค์และทรงอิ่มหนำพระทัย. สง่าราศีของพระเจ้าได้รับการสำแดง เนื่องจากมนุษย์มีพระฉายาของพระองค์ และอำนาจของพระองค์ก็ได้ปฏิบัติการอย่างเป็นจริงเพื่อปราบซาตานผู้เป็นศัตรูของพระองค์ให้สยบลง. ขอเพียงมนุษย์สำแดงพระเจ้าและจัดการกับศัตรูของพระองค์ พระเจ้าก็จะทรงอิ่มหนำพระทัยและทรงพักสงบ.
ต่อมาวันที่เจ็ดได้รับการรำลึกให้เป็นวันซะบาโต (อซด.20:8–11). วันที่เจ็ดของพระเจ้าก็คือวันที่หนึ่งของมนุษย์. พระเจ้าได้ตระเตรียมทุกสิ่งไว้พร้อมให้มนุษย์มารับสุข. หลังจากที่มนุษย์ถูกสร้างนั้นมนุษย์ไม่ได้ถูกนำเข้าสู่การงานของพระเจ้า แต่ถูกนำเข้าสู่การพักสงบของพระเจ้า. การที่มนุษย์ถูกสร้างนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อการงาน แต่เพื่อให้มนุษย์ได้รับความอิ่มหนำโดยพระเจ้า และพักสงบด้วยกันกับพระเจ้า (เทียบ มธ.11:28–30). วันซะบาโตนั้นตั้งไว้สำหรับมนุษย์ มนุษย์มิได้ถูกเนรมิตสร้างไว้สำหรับวันซะบาโต (มก.2:27).
วันซะบาโตในที่นี้ก็คือเมล็ดพันธุ์ ซึ่งได้เติบโตขึ้นในพระคัมภีร์ทั้งเล่มและได้เก็บเกี่ยวในหนังสือวิวรณ์. การเติบโตของเมล็ดพันธุ์นี้ครอบคลุมถึงการพักสงบของวันซะบาโตในพันธสัญญาเดิม (อซด.20:8–11) การพักสงบของแผ่นดินงาม (พบญ.12:9; ฮร.4:8) การพักสงบแห่งวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าในพันธสัญญาใหม่ (วว.1:10; กจ.20:7; 1กธ.16:2) และการพักสงบของอาณาจักรพันปี (ฮร.4:1, 3, 9, 11). การสำเร็จสุดยอดของการพักสงบก็คือการพักสงบของฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ที่พร้อมด้วยกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ณ ที่นั่นวิสุทธิชนทุกคนที่ได้รับการช่วยไถ่จะสำแดงสง่าราศีของพระเจ้า (วว.21:11, 23) และจะเป็นกษัตริย์โดยอำนาจของพระเจ้า (วว.22:5ข) ตราบชั่วนิรันดร์ (ดู ฮร.4:9 คำอธิบาย 1).
ต่อมาวันที่เจ็ดได้รับการรำลึกให้เป็นวันซะบาโต (อซด.20:8–11). วันที่เจ็ดของพระเจ้าก็คือวันที่หนึ่งของมนุษย์. พระเจ้าได้ตระเตรียมทุกสิ่งไว้พร้อมให้มนุษย์มารับสุข. หลังจากที่มนุษย์ถูกสร้างนั้นมนุษย์ไม่ได้ถูกนำเข้าสู่การงานของพระเจ้า แต่ถูกนำเข้าสู่การพักสงบของพระเจ้า. การที่มนุษย์ถูกสร้างนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อการงาน แต่เพื่อให้มนุษย์ได้รับความอิ่มหนำโดยพระเจ้า และพักสงบด้วยกันกับพระเจ้า (เทียบ มธ.11:28–30). วันซะบาโตนั้นตั้งไว้สำหรับมนุษย์ มนุษย์มิได้ถูกเนรมิตสร้างไว้สำหรับวันซะบาโต (มก.2:27).
วันซะบาโตในที่นี้ก็คือเมล็ดพันธุ์ ซึ่งได้เติบโตขึ้นในพระคัมภีร์ทั้งเล่มและได้เก็บเกี่ยวในหนังสือวิวรณ์. การเติบโตของเมล็ดพันธุ์นี้ครอบคลุมถึงการพักสงบของวันซะบาโตในพันธสัญญาเดิม (อซด.20:8–11) การพักสงบของแผ่นดินงาม (พบญ.12:9; ฮร.4:8) การพักสงบแห่งวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าในพันธสัญญาใหม่ (วว.1:10; กจ.20:7; 1กธ.16:2) และการพักสงบของอาณาจักรพันปี (ฮร.4:1, 3, 9, 11). การสำเร็จสุดยอดของการพักสงบก็คือการพักสงบของฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ที่พร้อมด้วยกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ณ ที่นั่นวิสุทธิชนทุกคนที่ได้รับการช่วยไถ่จะสำแดงสง่าราศีของพระเจ้า (วว.21:11, 23) และจะเป็นกษัตริย์โดยอำนาจของพระเจ้า (วว.22:5ข) ตราบชั่วนิรันดร์ (ดู ฮร.4:9 คำอธิบาย 1).
ยนซ.
2:3 1 แปลตามตรงคือ เนรมิตสร้างไปสู่การทรงสร้าง.
ยนซ.
2:4 1 พระทัยปรารถนาและพระประสงค์ของพระเจ้าก็คือต้องการได้มาซึ่งมนุษย์แห่งกลุ่มชนที่มีพระฉายาของพระองค์เพื่อสำแดงพระองค์ และมีอำนาจของพระองค์เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ดังที่ได้เปิดเผยไว้ใน 1:1—2:3. ส่วนอื่นๆ ของบทที่ 2 นั้นเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดเผยหนทางและกระบวนการที่พระเจ้าทรงบรรลุถึงเป้าหมายของพระองค์. หนทางนี้ก็คือชีวิต. ถ้ามนุษย์ต้องการสำแดงพระเจ้าและเป็นตัวแทนของพระเจ้าก็ต้องมีพระเจ้าในฐานะที่เป็นชีวิตของเขาซึ่งมีต้นไม้แห่งชีวิตในข้อ 9 เป็นเครื่องหมาย.
ยนซ.
2:4 2 ดู 1:1 คำอธิบาย 3 ย่อหน้าที่ 1. ก่อนอื่นพระเจ้าทรง “เนรมิตสร้าง” ฟ้าสวรรค์ทั้งหลายและแผ่นดิน (1:1) จากนั้นพระองค์ก็ทรง “สร้าง” แผ่นดินและฟ้าสวรรค์. ในการเนรมิตสร้างของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์ทั้งหลายก่อนแล้วค่อยเนรมิตสร้างแผ่นดิน (1:1) แต่ในการฟื้นฟูการสร้างและการเนรมิตสร้างที่ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งนั้นพระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินแล้วค่อยสร้างฟ้าสวรรค์.
ยนซ.
2:4 3 "อีโลฮิม (Elohim)" (1:1) เป็นพระนามของพระเจ้าในด้านที่พระองค์มีความเกี่ยวข้องกับการเนรมิตสร้าง ส่วน "พระยะโฮวา" เป็นพระนามของพระเจ้าในด้านที่พระองค์มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์. ความหมายของพระยะโฮวาก็คือเราเป็นซึ่งเราเป็น (อซด.3:14; เทียบ ยฮ.8:24, 28, 58) บ่งชี้ว่าพระยะโฮวาทรงเป็นพระเจ้าองค์นิรันดร์ที่ดำรงอยู่เองและดำรงอยู่นิรันดร์ ซึ่งก็คือพระองค์ผู้ทรงเป็นในกาลก่อน, ผู้ทรงเป็นในเดี๋ยวนี้, และผู้ทรงเป็นในนิรันดร์ในอนาคต (วว.1:4).
ยนซ.
2:5 ก เทียบ ยนซ.1:11, 12
ยนซ.
2:5 ข ยนซ.215; 3:23
ยนซ.
2:5 1ข กรณีนี้เป็นเครื่องหมายว่าไม่มีมนุษย์คนใดร่วมงานกับพระเจ้าและร่วมประสานกับการงานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์โดยการตรากตรำของตัวเอง (เทียบ ยฮ.5:17; 1กธ.3:9). เมื่อมนุษย์ร่วมประสานกับการงานของพระเจ้าด้วยการตรากตรำ พระเจ้าก็ทรงมีฐานในการประทานฝนลงมา (เป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระวิญญาณแห่งชีวิตของพระองค์ — ยอล.2:23, 28–29) เพื่อผสมกลมกลืนกับมนุษย์ (ผงคลีดิน — ข้อ 7) เพื่อก่อกำเนิดชีวิต.
ยนซ.
2:7 1 หรือทำให้... มีรูปมีร่าง (เหมือนกับที่ช่างปั้นภาชนะได้ทำนั้น). เทียบ 1:1 คำอธิบาย 3 ย่อหน้าที่ 1.
ยนซ.
2:7 2 ภาษาเฮ็บรายคือ อาดาม (adam). ขั้นแรกแห่งกระบวนการที่พระเจ้าทรงบรรลุถึงเป้าหมายของพระองค์ก็คือการสร้างมนุษย์ในฐานะที่เป็นภาชนะเพื่อบรรจุตัวของพระองค์เองในฐานะที่เป็นชีวิต (รม.9:21, 23; 2กธ.4:7; 2ตธ.2:21).
ยนซ.
2:7 ก ยนซ.3:19, 23; บพส.103:14; 1กธ.15:47; ยซย.64:8
ยนซ.
2:7 3ก ร่างกายของมนุษย์นั้นถูกปั้นขึ้นมาด้วยผงคลีดิน นี่ก็คือรูปร่างทางภายนอกของมนุษย์ ซึ่งเป็นอวัยวะที่มนุษย์ใช้ติดต่อกับขอบเขตฝ่ายวัตถุ.
ยนซ.
2:7 4 ภาษาเฮ็บรายคือ อะดามาห์ (adamah).
ยนซ.
2:7 ข ยนซ.7:22; โยบ.27:3; 33:4; กจ.17:25; เทียบ ยฮ.20:22
ยนซ.
2:7 5ข ภาษาเฮ็บรายคือเนชามาห์ (neshamah) ในสุภาษิต 20:27 แปลเป็น “วิญญาณ” ชี้ถึงลมปราณแห่งชีวิตที่ระบายเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์จนได้กลายเป็นวิญญาณของมนุษย์ (เทียบ โยบ 32:8). วิญญาณของมนุษย์ก็คืออวัยวะที่อยู่ภายในของมนุษย์ ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถติดต่อกับพระเจ้า, ต้อนรับพระเจ้า, บรรจุพระเจ้า, และสูดรับพระเจ้าเข้าสู่ภายในทั่วทั้งตัวของเขา เพื่อเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเขา. วิญญาณนี้ พระเจ้าทรงสร้างขึ้นอย่างเป็นพิเศษ และในพระคำอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้านั้นได้จัดเรียงลำดับที่สำคัญเท่ากับฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก (ซคย.12:1). วิญญาณของมนุษย์นั้นมีไว้เพื่อให้มนุษย์นมัสการพระเจ้า (ยฮ.4:24), บังเกิดใหม่จากพระเจ้า (ยฮ.3:6ข), และเข้าสนิทกับพระเจ้า (1กธ.6:17; 2ตธ.4:22) เพื่อให้มนุษย์ประพฤติตนและดำเนินชีวิตอยู่ในการเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระเจ้า (รม.8:4) เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า.
ลมปราณแห่งชีวิตที่ระบายเข้าสู่จมูกของมนุษย์นั้นไม่ใช่ชีวิตที่นิรันดร์ของพระเจ้า และก็ไม่ใช่พระวิญญาณของพระเจ้า (ลก.3:38 คำอธิบาย 2). ในวันที่เป็นขึ้นนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ระบายพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าสู่ภายในสาวกของพระองค์ (ยฮ.20:22) ก่อนหน้านี้มนุษย์ไม่เคยได้รับพระวิญญาณของพระเจ้าเลย. อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิญญาณของมนุษย์มาจากลมปราณแห่งชีวิตของพระเจ้า ดังนั้นจึงมีความใกล้เคียงกับพระวิญญาณของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถถ่ายเทไปสู่กันและกันระหว่างพระวิญญาณของพระเจ้ากับวิญญาณของมนุษย์ และวิญญาณของมนุษย์ก็สามารถติดต่อพระเจ้าอีกทั้งเป็นหนึ่งกับพระเจ้า (รม.8:16 คำอธิบาย 2; 1กธ.6:17 คำอธิบาย 2).
วิญญาณของมนุษย์มีการใช้งานอยู่สามอย่าง: มโนธรรมทำให้มนุษย์สามารถรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงโปรดให้ชอบธรรมและอะไรเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงปรับโทษ (รม.9:1 คำอธิบาย 2); การสามัคคีธรรมทำให้มนุษย์สามารถติดต่อพระเจ้า นมัสการพระเจ้าและสามัคคีธรรมกับพระเจ้า (ยฮ.4:24; อฟ.6:18; รม.1:9); ความรู้สึกโดยตรงทำให้มนุษย์มีความรู้สึกโดยตรงต่อพระเจ้า และมีการรู้จักโดยตรงที่มาจากพระเจ้า (มก.2:8; 1กธ.2:11).
ลมปราณแห่งชีวิตที่ระบายเข้าสู่จมูกของมนุษย์นั้นไม่ใช่ชีวิตที่นิรันดร์ของพระเจ้า และก็ไม่ใช่พระวิญญาณของพระเจ้า (ลก.3:38 คำอธิบาย 2). ในวันที่เป็นขึ้นนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ระบายพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าสู่ภายในสาวกของพระองค์ (ยฮ.20:22) ก่อนหน้านี้มนุษย์ไม่เคยได้รับพระวิญญาณของพระเจ้าเลย. อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิญญาณของมนุษย์มาจากลมปราณแห่งชีวิตของพระเจ้า ดังนั้นจึงมีความใกล้เคียงกับพระวิญญาณของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถถ่ายเทไปสู่กันและกันระหว่างพระวิญญาณของพระเจ้ากับวิญญาณของมนุษย์ และวิญญาณของมนุษย์ก็สามารถติดต่อพระเจ้าอีกทั้งเป็นหนึ่งกับพระเจ้า (รม.8:16 คำอธิบาย 2; 1กธ.6:17 คำอธิบาย 2).
วิญญาณของมนุษย์มีการใช้งานอยู่สามอย่าง: มโนธรรมทำให้มนุษย์สามารถรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงโปรดให้ชอบธรรมและอะไรเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงปรับโทษ (รม.9:1 คำอธิบาย 2); การสามัคคีธรรมทำให้มนุษย์สามารถติดต่อพระเจ้า นมัสการพระเจ้าและสามัคคีธรรมกับพระเจ้า (ยฮ.4:24; อฟ.6:18; รม.1:9); ความรู้สึกโดยตรงทำให้มนุษย์มีความรู้สึกโดยตรงต่อพระเจ้า และมีการรู้จักโดยตรงที่มาจากพระเจ้า (มก.2:8; 1กธ.2:11).
ยนซ.
2:7 ค 1กธ.15:45
ยนซ.
2:7 6ค จิตของมนุษย์ก็คือตัวตนของเขา ซึ่งก็คือตัวของเขาเอง (อซด.1:5; กจ.2:41) ที่ไม่ได้ก่อรูปขึ้นมาจากธาตุแท้อย่างอื่น แต่ก่อกำเนิดมาจากการรวมเข้าด้วยกันของวิญญาณมนุษย์กับร่างกายมนุษย์. จิตประกอบด้วยความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจของมนุษย์ ซึ่งมีความรู้สึกทางด้านจิตและสามารถติดต่อกันในขอบเขตของจิต.
พระเจ้าทรงเป็นตรีเอกภาพคือพระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณ (มธ.28:19) ส่วนมนุษย์ก็มีสามส่วนคือวิญญาณ , จิต, ร่างกาย (1ธซ.5:23). พระเจ้าตรีเอกภาพได้ทรงสร้างมนุษย์ให้มีสามส่วนเช่นนี้เพื่อเป็นภาชนะที่มีชีวิต เพื่อให้มนุษย์มีสมรรถภาพในการบรรจุพระเจ้าและเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระเจ้า (ยฮ.15:4–5; รม.11:17–24) กลายเป็นกายอินทรีย์ของพระองค์ที่เป็นการสำแดงของพระองค์ในสภาพมนุษย์ (ดู 1ธซ.5:23 คำอธิบาย 5; ฮร.4:12 คำอธิบาย 2 และ 3).
พระเจ้าทรงเป็นตรีเอกภาพคือพระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณ (มธ.28:19) ส่วนมนุษย์ก็มีสามส่วนคือวิญญาณ , จิต, ร่างกาย (1ธซ.5:23). พระเจ้าตรีเอกภาพได้ทรงสร้างมนุษย์ให้มีสามส่วนเช่นนี้เพื่อเป็นภาชนะที่มีชีวิต เพื่อให้มนุษย์มีสมรรถภาพในการบรรจุพระเจ้าและเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระเจ้า (ยฮ.15:4–5; รม.11:17–24) กลายเป็นกายอินทรีย์ของพระองค์ที่เป็นการสำแดงของพระองค์ในสภาพมนุษย์ (ดู 1ธซ.5:23 คำอธิบาย 5; ฮร.4:12 คำอธิบาย 2 และ 3).
ยนซ.
2:8 ก ยนซ.2:15; 13:10; ยซย.51:3; ยอล.2:3; เทียบ ยอค.28:13; 31:8-9; วว.2:7
ยนซ.
2:8 1 ภาษาเฮ็บรายหมายถึง สุขสันต์ยินดี.
ยนซ.
2:9 1 บ่งชี้ว่าพระเจ้าต้องการทำให้มนุษย์มีความสุขและมีความสุขสันต์ยินดี. พระเจ้าต้องการให้มนุษย์มีความชื่นชมยินดีและมีความอิ่มหนำเพราะพระองค์ (บพส.100; ฟป.4:4).
ยนซ.
2:9 ก ยนซ.3:22, 24; ยอค.47:12; วว.2:7; 22:2, 14, 19; เทียบ ยฮ.6:48; 15:1
ยนซ.
2:9 2ก ขั้นที่สองแห่งกระบวนการที่พระเจ้าทรงบรรลุถึงเป้าหมายของพระองค์ก็คือการวางมนุษย์ที่ถูกสร้างไว้หน้าต้นไม้แห่งชีวิต. ต้นไม้แห่งชีวิตเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระเจ้าตรีเอกภาพที่แปรสภาพเป็นรูปธรรมอยู่ในพระคริสต์และทรงเป็นชีวิตของมนุษย์ในรูปแบบของอาหาร. การที่พระเจ้าทรงวางมนุษย์ไว้ตรงหน้าต้นไม้แห่งชีวิตก็บ่งบอกว่าพระเจ้าต้องการให้มนุษย์ต้อนรับพระองค์เป็นชีวิตโดยการกินพระองค์อย่างเป็นอินทรียภาพและสูดรับพระองค์ในระบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่า เพื่อให้พระเจ้าสามารถกลายเป็นส่วนประกอบแห่งการก่อรูปของมนุษย์. ถ้าพิจารณาตามโยฮัน 1:1 และ 4 ชีวิตก็อยู่ในพระคำที่เป็นตัวของพระเจ้าเอง. ชีวิตนี้ — ชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์, นิรันดร์, และไม่ได้ถูกสร้างของพระเจ้า — ก็คือพระคริสต์ (ยฮ.11:25; 14:6; กซ.3:4ก). พระองค์ทรงเป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้า (กซ.2:9). ริมฝั่งแม่น้ำของน้ำแห่งชีวิตทั้งสองฟากมีต้นไม้แห่งชีวิต (วว.22:1–2) ก็ชี้บ่งว่าต้นไม้แห่งชีวิตเป็นพืชชนิดไม้เลื้อย (ต้นองุ่น). เนื่องจากพระคริสต์ทรงเป็นต้นองุ่น (ยฮ.15:1) และทรงเป็นชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงเป็นต้นไม้แห่งชีวิต. พระองค์ได้ผ่านขั้นตอนของการกลายเป็นเนื้อหนัง, ตรึงตายบนกางเขน, และเป็นขึ้นเพื่อให้มนุษย์ได้รับชีวิตและมีชีวิตเป็นอยู่โดยการกินพระองค์ (ยฮ.10:10; 6:51, 57, 63).
ยนซ.
2:9 ข ยนซ.2:17
ยนซ.
2:9 3ข ต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วเป็นแบบเล็งถึงซาตาน ซึ่งก็คือต้นกำเนิดแห่งความตายของมนุษย์ (ฮร.12:14). ต้นไม้นี้ยังเป็นแบบเล็งถึงทุกสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากพระเจ้า เพราะว่าทุกสิ่งที่ไม่ใช่ตัวของพระเจ้าเอง ซึ่งรวมถึงสิ่งที่ดีงาม. แม้กระทั่งสิ่งที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์และเรื่องราวของศาสนาล้วนสามารถถูกซาตานที่เจ้าเล่ห์นี้หลอกใช้ เพื่อนำความตายมาให้กับมนุษย์. แม้กระทั่งพระคัมภีร์ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยกับกฎบัญญัติที่พระเจ้าได้ประทานก็ยังสามารถถูกซาตานหลอกใช้ในฐานะของต้นไม้แห่งความรู้เพื่อนำมนุษย์เข้าสู่ความตาย (ยฮ.5:39–40; 2กธ.3:6ข).
ต้นไม้แห่งชีวิตทำให้มนุษย์พึ่งพิงพระเจ้า (ยฮ.15:5). ส่วนต้นไม้แห่งความรู้ทำให้มนุษย์กบฏต่อพระเจ้าและตั้งตัวเป็นเอกเทศต่อพระเจ้า (เทียบ 3:5). ต้นไม้ทั้งสองต้นนี้ได้นำเข้าสู่เส้นทางสองสาย นั่นก็คือเส้นทางแห่งชีวิตกับเส้นทางแห่งความตาย ซึ่งได้เชื่อมโยงพระคัมภีร์ทั้งเล่มและสิ้นสุดลงที่หนังสือวิวรณ์. ความตายเริ่มต้นที่ต้นไม้แห่งความรู้ (ข้อ 17) และสิ้นสุดลงที่บึงไฟ (วว.20:10, 14). ส่วนชีวิตเริ่มต้นที่ต้นไม้แห่งชีวิตและสิ้นสุดลงที่กรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่เป็นเมืองของน้ำแห่งชีวิต (วว.22:1–2).
ต้นไม้แห่งชีวิตทำให้มนุษย์พึ่งพิงพระเจ้า (ยฮ.15:5). ส่วนต้นไม้แห่งความรู้ทำให้มนุษย์กบฏต่อพระเจ้าและตั้งตัวเป็นเอกเทศต่อพระเจ้า (เทียบ 3:5). ต้นไม้ทั้งสองต้นนี้ได้นำเข้าสู่เส้นทางสองสาย นั่นก็คือเส้นทางแห่งชีวิตกับเส้นทางแห่งความตาย ซึ่งได้เชื่อมโยงพระคัมภีร์ทั้งเล่มและสิ้นสุดลงที่หนังสือวิวรณ์. ความตายเริ่มต้นที่ต้นไม้แห่งความรู้ (ข้อ 17) และสิ้นสุดลงที่บึงไฟ (วว.20:10, 14). ส่วนชีวิตเริ่มต้นที่ต้นไม้แห่งชีวิตและสิ้นสุดลงที่กรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่เป็นเมืองของน้ำแห่งชีวิต (วว.22:1–2).
ยนซ.
2:10 ก เทียบ บพส.46:4; วว.22:1
ยนซ.
2:10 1ก แม่น้ำในที่นี้เป็นแบบเล็งถึงแม่น้ำของน้ำแห่งชีวิตและริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟากมีต้นไม้แห่งชีวิต (วว.22:1–2 คำอธิบาย 1, 2, 3; วว.22:2 คำอธิบาย 1). แม่น้ำนี้ได้ดับความกระหายของมนุษย์และทำให้สวนนั้นชุ่มชื้น เพื่อให้ชีวิตสามารถเติบโต. จุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของพระคัมภีร์ก็ล้วนแต่มีต้นไม้แห่งชีวิตกับแม่น้ำที่หลั่งไหลไปด้วยน้ำแห่งชีวิต.
ยนซ.
2:10 2 แม่น้ำได้ไหลออกมาจากสวนเอเดนก็เป็นแบบเล็งว่าแม่น้ำของน้ำแห่งชีวิตได้ไหลออกมาจากพระเจ้า (วว.22:1) บ่งชี้ว่าพระเจ้าทรงเป็นต้นกำเนิดของน้ำแห่งชีวิตที่ให้มนุษย์ดื่ม (เทียบ ยฮ.4:10; 7:37).
ยนซ.
2:10 3 หมายเลข 4 เป็นเครื่องหมายเล็งถึงมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง (ยอค.1:5). แม่น้ำสายเดียวแต่แยกออกเป็นสี่แควก็เป็นเครื่องหมายเล็งถึงแม่น้ำได้ไหลออกมาจากพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดและศูนย์กลาง (ซึ่งมีแบบเล็งโดยหมายเลขหนึ่ง) ไปสู่มนุษย์ที่อยู่ทุกทิศทุกทาง.
ยนซ.
2:10 4 แปลตามตรงคือศีรษะ.
ยนซ.
2:11 ก ยนซ.10:7, 29; 25:18; 1ซมอ.15:7
ยนซ.
2:12 1 การหลั่งไหลของแม่น้ำได้นำมาซึ่งวัสดุที่ล้ำค่าสามอย่างคือทองคำ บะโดแล็ค (ไข่มุก) และโกเมน. วัสดุเหล่านี้ก็เป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระเจ้าตรีเอกภาพทรงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของโครงสร้างแห่งการก่อสร้างที่นิรันดร์ของพระเจ้า. ทองคำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระเจ้าพระบิดาพร้อมด้วยพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งมนุษย์ได้มีส่วนโดยการทรงเรียกของพระเจ้า (2ปต.1:3–4) ในฐานะที่เป็นรากฐานแห่งการก่อสร้างที่นิรันดร์ของพระเจ้า. บะโดแล็คเป็นวัสดุที่ก่อรูปขึ้นมาจากยางไม้ชนิดหนึ่งที่เหมือนกับไข่มุกเป็นเครื่องหมายเล็งถึงผลลัพธ์ที่ก่อกำเนิดมาจากการตายของพระเจ้าพระบุตรที่อยู่ในการช่วยไถ่และปลดปล่อยชีวิตของพระองค์ (ยฮ.19:34) กับการเป็นขึ้นที่แจกจ่ายชีวิตของพระองค์ (ยฮ.12:24; 1ปต.1:3) ในฐานะที่เป็นทางเข้าแห่งการก่อสร้างที่นิรันดร์ของพระเจ้า (เทียบ วว.21:21 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 1)
โกเมนเป็นเพชรพลอยชนิดหนึ่งที่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงผลลัพธ์ที่ก่อกำเนิดมาจากพระเจ้าพระวิญญาณพร้อมด้วยการงานแห่งการเปลี่ยนแปลงของพระองค์ (2กธ.3:18) ที่มีเพื่อการก่อสร้างที่นิรันดร์ของพระเจ้า. กรุงเยรูซาเล็มใหม่ได้ก่อรูปขึ้นมาจากวัสดุสามชนิดนี้คือทองคำ บะโดแล็ค และโกเมน (วว.21:11, 18–21; ดู วว.21:21 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2).
แผ่นทับทรวงของมหาปุโรหิตที่เป็นเครื่อง หมายเล็งถึงชนชาติอิสราเอลเป็นพลไพร่แห่งพันธสัญญาเดิมของพระเจ้านั้นได้ทำขึ้นมาจากทองคำและเพชรพลอย (อซด.28:6–21) และคริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ก็ได้ก่อสร้างขึ้นมาจากทองคำ เงิน และเพชรพลอย (1กธ.3:12 —ในข้อนี้ใช้เงินอันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการช่วยไถ่ของพระคริสต์ ซึ่งไม่ใช่ไข่มุก เพราะว่าหลังจากที่มนุษย์ตกต่ำแล้วก็ต้องการการช่วยไถ่). กรณีนี้ก็บ่งบอกว่ากรุงเยรูซาเล็มใหม่อันเป็นผลรวมทั้งหมดของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและช่วยไถ่ก็คือชนชาติอิสราเอลบวกกับคริสตจักร (ดู วว.21:12 คำอธิบาย 4; วว.21:14 คำอธิบาย 2).
การหลั่งไหลของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในมนุษย์ได้นำพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ภายในมนุษย์ (2ปต.1:4) ทำให้มนุษย์บังเกิดใหม่ (1ปต.1:3) และเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้กลายเป็นพระฉายาที่สง่าราศีของพระคริสต์ (2กธ.3:18). ฉะนั้นมนุษย์ที่ถูกสร้างมาจากผงคลีดิน (ข้อ 7) จึงได้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นวัสดุที่ล้ำค่าที่มีเพื่อการก่อสร้างของพระเจ้าและสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่.
โกเมนเป็นเพชรพลอยชนิดหนึ่งที่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงผลลัพธ์ที่ก่อกำเนิดมาจากพระเจ้าพระวิญญาณพร้อมด้วยการงานแห่งการเปลี่ยนแปลงของพระองค์ (2กธ.3:18) ที่มีเพื่อการก่อสร้างที่นิรันดร์ของพระเจ้า. กรุงเยรูซาเล็มใหม่ได้ก่อรูปขึ้นมาจากวัสดุสามชนิดนี้คือทองคำ บะโดแล็ค และโกเมน (วว.21:11, 18–21; ดู วว.21:21 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2).
แผ่นทับทรวงของมหาปุโรหิตที่เป็นเครื่อง หมายเล็งถึงชนชาติอิสราเอลเป็นพลไพร่แห่งพันธสัญญาเดิมของพระเจ้านั้นได้ทำขึ้นมาจากทองคำและเพชรพลอย (อซด.28:6–21) และคริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ก็ได้ก่อสร้างขึ้นมาจากทองคำ เงิน และเพชรพลอย (1กธ.3:12 —ในข้อนี้ใช้เงินอันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการช่วยไถ่ของพระคริสต์ ซึ่งไม่ใช่ไข่มุก เพราะว่าหลังจากที่มนุษย์ตกต่ำแล้วก็ต้องการการช่วยไถ่). กรณีนี้ก็บ่งบอกว่ากรุงเยรูซาเล็มใหม่อันเป็นผลรวมทั้งหมดของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและช่วยไถ่ก็คือชนชาติอิสราเอลบวกกับคริสตจักร (ดู วว.21:12 คำอธิบาย 4; วว.21:14 คำอธิบาย 2).
การหลั่งไหลของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในมนุษย์ได้นำพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ภายในมนุษย์ (2ปต.1:4) ทำให้มนุษย์บังเกิดใหม่ (1ปต.1:3) และเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้กลายเป็นพระฉายาที่สง่าราศีของพระคริสต์ (2กธ.3:18). ฉะนั้นมนุษย์ที่ถูกสร้างมาจากผงคลีดิน (ข้อ 7) จึงได้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นวัสดุที่ล้ำค่าที่มีเพื่อการก่อสร้างของพระเจ้าและสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่.
ยนซ.
2:12 ก อฤธ.11:7
ยนซ.
2:12 ข อซด.28:20; 39:13; โยบ.28:16; ยอค.28:13
ยนซ.
2:14 ก ดนอ.10:4
ยนซ.
2:15 1 แปลตามตรงคือให้มนุษย์นั้นพักสงบ.
ยนซ.
2:15 2 การที่มนุษย์ไถหว่านนั้นทำให้ชีวิตโดยเฉพาะต้นไม้แห่งชีวิต (ข้อ 9) ได้เติบโตขึ้นจนได้สำเร็จพระประสงค์ด้านที่หนึ่งของพระเจ้า นั่นก็คือมีพระฉายาของพระเจ้าเพื่อสำแดงพระองค์. ดินเป็นเครื่องหมายเล็งถึงใจของมนุษย์ซึ่งพระคริสต์ผู้เป็นเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้แห่งชีวิตได้หว่านเข้าสู่ภายใน (มธ.13:3–23). การไถหว่านเป็นเครื่องหมายเล็งถึงทำให้แยกออกคือทำให้ใจที่แข็งกร้าวของเราแตกหัก เพื่อให้ใจของเราเปิดออกต่อสวรรค์และให้พระวิญญาณนั้นซึ่งก็คือฝน (ดู ข้อ 5 คำอธิบาย 2) ได้ตกลงมาเพื่อให้พระคริสต์ผู้เป็นต้นไม้แห่งชีวิตจะได้เติบโตอยู่ภายในเรา.
ยนซ.
2:15 3 หรือเฝ้ายาม. นี่ก็คือการปกป้องสวนไม่ให้ศัตรูของพระเจ้ามาโจมตี เพื่อสำเร็จพระประสงค์ ด้านที่สองของพระเจ้าซึ่งก็คือจัดการกับซาตานโดยอำนาจของพระเจ้า. เราจำต้องไถหว่านเพื่อให้พระเจ้าผู้เป็นต้นไม้แห่งชีวิตได้เข้าสู่ภายในเรา. เรายังต้องดูแลแผ่นดินเพื่อไม่เหลือที่ว่างให้กับซาตานผู้เป็นต้นไม้แห่งความรู้.
ยนซ.
2:16 ก พบญ.30:15, 19; ยรม.21:8
ยนซ.
2:17 ก ยนซ.3:11, 17; เทียบ ยนซ.3:3
ยนซ.
2:17 1ก คำบัญชาแรกของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับการกินของมนุษย์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการประพฤติของมนุษย์. การกินเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ซึ่งเป็นเรื่องที่เอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว. ผลลัพธ์และชะตากรรมของมนุษย์ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้านั้นเป็นไปตามสิ่งที่เขากินอย่างสิ้นเชิง. ถ้ามนุษย์กินต้นไม้แห่งชีวิตก็ได้ต้อนรับพระเจ้าเป็นชีวิตและสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า. แต่ถ้ามนุษย์กินต้นไม้แห่งความรู้ก็ได้ต้อนรับซาตานในฐานะที่เป็นความตายและถูกซาตานช่วงชิงจนบรรลุถึงจุดมุ่งหมายของมัน.
การที่พระเจ้าได้เตือนมนุษย์โดยสั่งห้ามก็เป็นการชี้แจงถึง (1) ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า. พระองค์ทรงสร้างมนุษย์และได้ประทานความตั้งใจที่อิสระให้กับมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เลือกสรรพระเจ้าด้วยตัวเองไม่ใช่ถูกบังคับ. (2) ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ และ (3) พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์กินต้นไม้แห่งชีวิตเพื่อต้อนรับพระเจ้าเข้าสู่ภายใน ในฐานะที่เป็นชีวิตของเขา.
การที่พระเจ้าได้เตือนมนุษย์โดยสั่งห้ามก็เป็นการชี้แจงถึง (1) ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า. พระองค์ทรงสร้างมนุษย์และได้ประทานความตั้งใจที่อิสระให้กับมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เลือกสรรพระเจ้าด้วยตัวเองไม่ใช่ถูกบังคับ. (2) ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ และ (3) พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์กินต้นไม้แห่งชีวิตเพื่อต้อนรับพระเจ้าเข้าสู่ภายใน ในฐานะที่เป็นชีวิตของเขา.
ยนซ.
2:17 ข รม.5:12; 6:23; ยก.1:15
ยนซ.
2:17 2ข ไม่ได้ชี้ถึงความตายฝ่ายร่างกายของมนุษย์ แต่ชี้ถึงความตายฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ (อฟ.2:1) ซึ่งในที่สุดก็นำเข้าสู่การตายทั่วทั้งตัวของมนุษย์คือวิญญาณ จิต และร่างกาย (ฮร.9:27; วว.20:14; ดู อฟ.2:1 คำอธิบาย 2).
ยนซ.
2:18 1 ขั้นที่สามแห่งกระบวนการของพระเจ้าที่บรรลุถึงเป้าหมายของพระองค์ นั่นก็คือการกระทำตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในมนุษย์ทำให้มนุษย์กลายเป็นการเสริมให้ครบบริบูรณ์ของพระองค์. ในที่นี้อาดามเป็นแบบเล็งถึงพระเจ้าทรงเป็นสามีแห่งจักรวาลที่แท้จริงในพระคริสต์และกำลังแสวงหาภรรยาเพื่อพระองค์เอง (รม.5:14; เทียบ ยซย.54:5; ยฮ.3:29; 2กธ.11:2; อฟ.5:31–32; วว.19:7; 21:9). การที่อาดามต้องการภรรยาก็เป็นแบบเล็งและการบรรยายว่าในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงต้องการภรรยามาเป็นการเสริมให้ครบบริบูรณ์ของพระองค์.
ยนซ.
2:18 ก เทียบ สภษ.18:22
ยนซ.
2:18 ข ยนซ.2:20; 1กธ.11:9
ยนซ.
2:18 2 หรือคู่เคียง หรือมาเสริมให้ครบบริบูรณ์ แปลตามตรงคือผู้ที่มาคู่เคียงเหมาะกับเขา. ข้อ 20 ก็เช่นกัน.
ยนซ.
2:19 ก ยนซ.1:24
ยนซ.
2:20 1 ภรรยาจำต้องเหมือนกับสามีทุกประการในด้านชีวิต นิสัย และการสำแดง. แต่ในบรรดาสัตว์ใช้ ฝูงนก และสรรพสัตว์นั้นอาดามหาส่วนที่มาเสริมให้ครบสมบูรณ์นั้นไม่พบ ซึ่งก็คือผู้ที่สามารถเป็นคู่เคียงของเขา.
ยนซ.
2:21 ก ยนซ.15:12; 1ซมอ.26:12
ยนซ.
2:21 1ก พระเจ้าทรงต้องการก่อกำเนิดส่วนที่มาเสริมให้ครบสมบูรณ์ให้กับตัวของพระองค์เอง ดังนั้นก่อนอื่นพระองค์ทรงกลายเป็นมนุษย์ (ยฮ.1:14) ซึ่งมีแบบเล็งโดยการที่พระเจ้าทรงสร้างอาดาม (รม.5:14). ในที่นี้อาดามได้หลับสนิทเพื่อก่อกำเนิดเอวาในฐานะที่เป็นภรรยาของเขาก็เป็นแบบเล็งถึงการตายของพระคริสต์บนกางเขนนั้นมีไว้เพื่อก่อกำเนิดคริสตจักรในฐานะที่เป็นคู่ครองของพระองค์ (อฟ.5:25–27). โดยการตายของพระคริสต์ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในของพระองค์ก็ได้ถูกปลดปล่อยออกมาและโดยการเป็นขึ้นของพระองค์ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ทรงปลดปล่อยออกมาก็ถูกแจกจ่ายเข้าสู่ภายในผู้เชื่อของพระองค์ เพื่อก่อรูปเป็นคริสตจักร (ดู ยฮ.19:34 คำอธิบาย 1). โดยการผ่านขั้นตอนเช่นนี้พระเจ้าก็ได้กระทำตัวของพระองค์เองพร้อมด้วยชีวิตและพระนิสัยของพระองค์เข้าสู่ภายในมนุษย์ในพระคริสต์ ทำให้มนุษย์สามารถเหมือนกับพระเจ้าในชีวิตและนิสัย เพื่อเป็นคู่ครองที่คู่เคียงเหมาะกับพระองค์.
ยนซ.
2:21 2 กระดูกซี่โครงที่ชักออกมาจากสีข้างที่แยกออกของอาดามนั้นเป็นแบบเล็งถึงชีวิตนิรันดร์ของพระคริสต์ที่ไม่อาจหักหรือทำลายได้ (ฮร.7:16) ซึ่งได้หลั่งไหลออกมาจากสีข้างที่ถูกแทงของพระองค์ (ยฮ.19:34) เพื่อแจกจ่ายชีวิตให้กับผู้เชื่อของพระองค์ เพื่อก่อกำเนิดและก่อสร้างคริสตจักรในฐานะที่เป็นการเสริมให้ครบสมบูรณ์ของพระองค์ (ดู ยฮ.19:36 คำอธิบาย 2; ฮร.7:16 คำอธิบาย 1)
ยนซ.
2:22 ก 1ตธ.2:13
ยนซ.
2:22 1ก กรณีนี้หมายความว่าเอวาไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกเนรมิตสร้าง แต่เป็นผู้ที่ถูกก่อสร้างขึ้นมา. การก่อสร้างเอวาขึ้นมาด้วยกระดูกซี่โครงที่ชักออกมาจากสีข้างของอาดามก็เป็นแบบเล็งถึงคริสตจักรนั้นได้ก่อสร้างขึ้นมาจากชีวิตแห่งการเป็นขึ้น ชีวิตแห่งการเป็นขึ้นนี้พระคริสต์ได้ปลดปล่อยออกมาโดยการตายบนกางเขนและได้แจกจ่ายเข้าสู่ภายในผู้เชื่อของพระองค์ในการเป็นขึ้นของพระองค์ (ยฮ.12:24; 1ปต.1:3). ในฐานะที่คริสตจักรเป็นเอวาแท้ก็คือการสรุปรวมของพระคริสต์ในผู้เชื่อทั้งหมดของพระองค์. มีเพียงสิ่งที่ออกมาจากพระคริสต์พร้อมด้วยชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์เท่านั้นจึงจะสามารถเป็นส่วนที่มาเสริมให้ครบสมบูรณ์และคู่ครองของพระองค์ซึ่งก็คือพระกายของพระคริสต์ (1กธ.12:12; อฟ.5:28–30).
ยนซ.
2:22 2 สุดท้ายแล้วพระคัมภีร์มีเมืองๆ หนึ่งนั่นก็คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่สำเร็จสุดยอดและนิรันดร์ เจ้าสาวและภรรยาแห่งกลุ่มชนของพระเมษโปดก (วว.21:9; 22:17) ซึ่งได้ก่อสร้างขึ้นมาจากวัสดุที่ล้ำค่าสามชนิด (วว.21:18–21) เพื่อทำให้แบบเล็งที่เปิดเผยไว้ในบทนี้ได้สำเร็จเป็นจริงตราบชั่วนิรันดร์. ฉะนั้นในด้านแบบเล็งนั้นวัสดุอันล้ำค่าที่ได้กล่าวถึงในข้อ 11–12 ล้วนมีไว้เพื่อก่อสร้างผู้หญิงคนนี้ (ดู ข้อ 12 คำอธิบาย 1).
ยนซ.
2:22 3 เอวาออกมาจากอาดามและถูกนำกลับไปสู่อาดามจนกลายเป็นรูปกายเดียวกันกับอาดาม (ข้อ 24) ทำนองเดียวกันคริสตจักรที่ก่อกำเนิดมาจากพระคริสต์ก็จะกลับคืนสู่พระคริสต์ (อฟ.5:27; วว.19:7) จนกลายเป็นวิญญาณเดียวกันกับพระองค์ (1กธ.6:17; ดู อฟ.5:32 คำอธิบาย 1).
ยนซ.
2:23 ก ยนซ.29:14; วนฉ.9:2; 2ซมอ.5:1; 19:13; เทียบ อฟ.5:28–30
ยนซ.
2:23 1 ภาษาเฮ็บรายคืออิชช่าห์ (Ishshah) ข้อ 22 ก็เช่นกัน. เอวาเป็นการเพิ่มพูนของอาดามฉันใด ในฐานะที่คริสตจักรเป็นเจ้าสาวก็คือการเพิ่มพูนของพระคริสต์ผู้เป็นเจ้าบ่าวฉันนั้น (ยฮ.3:29–30).
ยนซ.
2:23 ข 1กธ.11:8
ยนซ.
2:23 2 ภาษาเฮ็บรายคืออิช (Ish) คำว่า “มนุษย์” คำแรกในข้อ 24 ก็เช่นกัน. ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “อาดาม” ที่แปลเป็น “มนุษย์” ในที่อื่นๆ ของบทนี้.
ยนซ.
2:24 ก มธ.19:5; มก.10:7; อฟ.5:31; เทียบ 1กธ.7:10–11
ยนซ.
2:24 ข 1กธ.6:16
ยนซ.
2:24 1 ดูข้อ 22 คำอธิบาย 3. อาดามกับเอวาได้กลายเป็นกายเดียวกันคือหน่วยที่ครบสมบูรณ์หน่วยหนึ่งก็เป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงการที่พระเจ้าได้เข้าสนิทเป็นหนึ่งกับมนุษย์. กรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่จะมาในอนาคตก็จะเป็นการเข้าสนิทที่นิรันดร์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์อันเป็นคู่ครองแห่งจักรวาลในฐานะที่เป็นหน่วยที่ครบสมบูรณ์ของการก่อรูประหว่างสภาพพระเจ้ากับสภาพมนุษย์.
ยนซ.
2:25 1 อาดามกับเอวาได้กลายเป็นหนึ่งและได้ดำเนินชีวิตคู่ของสามีกับภรรยา. กรณีนี้ก็บรรยายว่าในกรุงเยรูซาเล็มใหม่นั้น พระเจ้าตรีเอกภาพแห่งการช่วยไถ่ผู้ได้ผ่านขั้นตอนและสำเร็จสุดยอดก็คือสามีแห่งจักรวาลได้ดำเนินชีวิตคู่ร่วมกับมนุษย์ที่พระองค์ทรงช่วยไถ่ บังเกิดใหม่ เปลี่ยนแปลง และได้รับสง่าราศีซึ่งเป็นภรรยาตราบชั่วนิรันดร์ (ดู วว.22:17 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2).
ในพระคัมภีร์นั้นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับสวนเอเดนซึ่งเป็นการเปิดเผยแรกได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับกรุงเยรูซาเล็มใหม่ซึ่งเป็นการเปิดเผยสุดท้าย. การเปิดเผยทั้งสองอย่างนี้ได้ครอบคลุมสี่เรื่องด้วยกันคือ (1) ต้นไม้แห่งชีวิตก็คือศูนย์กลางแห่งแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า (ข้อ 9; วว.22:2). (2) แม่น้ำสายเดียวได้ไหลไปสู่แผ่นดินทั้งสี่ทิศ (ข้อ 10; วว.22:1). (3) วัสดุที่ล้ำค่าสามชนิด (ข้อ 11–12; วว.21:11–14, 18–21). (4) สามีภรรยาคู่หนึ่ง (ข้อ 18–25; วว.21:9–10; วว.22:17). ทั้งสองส่วนที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยนี้ก็คือเส้นทางศูนย์กลางแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์ทั้งเล่มและควรจะเป็นหลักการควบคุมสำหรับการอธิบายและการเข้าใจพระคัมภีร์.
ในพระคัมภีร์นั้นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับสวนเอเดนซึ่งเป็นการเปิดเผยแรกได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับกรุงเยรูซาเล็มใหม่ซึ่งเป็นการเปิดเผยสุดท้าย. การเปิดเผยทั้งสองอย่างนี้ได้ครอบคลุมสี่เรื่องด้วยกันคือ (1) ต้นไม้แห่งชีวิตก็คือศูนย์กลางแห่งแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า (ข้อ 9; วว.22:2). (2) แม่น้ำสายเดียวได้ไหลไปสู่แผ่นดินทั้งสี่ทิศ (ข้อ 10; วว.22:1). (3) วัสดุที่ล้ำค่าสามชนิด (ข้อ 11–12; วว.21:11–14, 18–21). (4) สามีภรรยาคู่หนึ่ง (ข้อ 18–25; วว.21:9–10; วว.22:17). ทั้งสองส่วนที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยนี้ก็คือเส้นทางศูนย์กลางแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์ทั้งเล่มและควรจะเป็นหลักการควบคุมสำหรับการอธิบายและการเข้าใจพระคัมภีร์.
ยนซ.
2:25 ก เทียบ ยนซ.3:7, 10–11; 9:22; อซด.20:26; ลวต.18:6–19