เยเนซิศ บทที่ 18
(4) เป็นอยู่ในการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า
18:1—24:67
18:1—24:67
ก. ไปมาหาสู่กับพระเจ้าผู้อยู่ในระดับของมนุษย์
18:1–22
18:1–22
ยนซ.
18:1 พระยะโฮวาได้ทรงปรากฏแก่อับราฮามที่หมู่ต้นโอ๊คแห่งมัมเร เมื่อท่านนั่งอยู่ที่ประตูกกระโจมเวลาแดดร้อน
ยนซ.
18:2 ท่านก็เงยหน้าขึ้นมองดูเห็น1บุรุษสามคนยืนอยู่ตรงหน้า เมื่อได้เห็นก็วิ่งออกไปจากประตูกระโจมกต้อนรับพวกเขาโน้มตัวลงถึงดิน
ยนซ.
18:3 กล่าวว่า “นายเจ้าข้า ถ้าข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่าน ขออย่าได้ไปจากข้าพเจ้าผู้เป็นทาสของท่านเลย.
ยนซ.
18:4 ให้ตักน้ำมาสักหน่อยกชำระเท้าท่าน และเชิญท่านทั้งสามพักให้หายเหนื่อยใต้ต้นไม้เถิด.
ยนซ.
18:5 ข้าพเจ้าจะกเอาขนมปังสักหน่อยมาชูกำลังให้ชื่นใจก่อนจะเลยไป ด้วยท่านได้มายังผู้ทาสของท่าน” ท่านเหล่านั้นจึงว่า “จงทำตามที่พูดนั้นเถิด.”
ยนซ.
18:6 ฝ่ายอับราฮามก็รีบเข้าไปในกระโจมบอกนางซาราว่า “จงเร่งตระเตรียม1กแป้งที่ละเอียดสามทะนานมานวดทำ2ขนมปัง.”
ยนซ.
18:7 อับราฮามก็รีบออกไปจูงกลูกวัวตัวอ่อนและดีมาให้คนรับใช้ คนรับใช้นั้นก็ได้ตระเตรียมโดยเร็ว.
ยนซ.
18:8 อับราฮามจึงเอาเนยกับน้ำนมและเนื้อลูกวัวที่ตระเตรียมไว้นั้นมาตั้งตรงหน้าแล้วตัวเองก็ยืนอยู่ข้างใต้ต้นไม้เมื่อท่านเหล่านั้นรับประทานอยู่.
ยนซ.
18:9 ท่านจึงถามอับราฮามว่า “ซาราภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน?” อับราฮามทูลว่า “อยู่ในกระโจม.”
ยนซ.
18:10 1หนึ่งในสามคนนั้นกล่าวว่า “เราจะกลับมาหาเจ้า2ตามกาลเวลานี้ในกปีหน้า และนางซาราภรรยาของเจ้าจะมีขบุตรชายคนหนึ่ง.” ส่วนนางซาราซึ่งอยู่ที่ประตูกระโจมข้างหลังของ3ท่านผู้นั้นก็ได้ยิน.
ยนซ.
18:11 ฝ่ายอับราฮามกับนางซาราก็กแก่ชรามาก ส่วนนางซารานั้นประจำเดือนก็หมดแล้ว.
ยนซ.
18:12 เหตุฉะนั้นนางซาราก็กหัวเราะในใจพูดว่า “เราแก่ชราแล้ว ขนายของเราก็แก่ชราแล้วเช่นกัน จะยินดีในเรื่องนี้อีกหรือ?”
ยนซ.
18:13 แต่พระยะโฮวาตรัสแก่อับราฮามว่า “ทำไมซาราจึงหัวเราะและพูดว่า ฉันแก่ชราแล้วจะให้กำเนิดบุตรได้จริงๆ หรือ?
ยนซ.
18:14 กมีสิ่งใดที่อัศจรรย์เกินไปสำหรับพระยะโฮวาหรือ? เราจะกลับมาหาเจ้าตาม1ขเวลาที่กำหนดในคปีหน้าเวลานี้ และนางซาราจะให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง.”
ยนซ.
18:15 ฝ่ายนางซาราก็ปฏิเสธว่า “ข้าพเจ้ามิได้หัวเราะ” เพราะนางกลัว. แต่ท่านผู้นั้นว่า “ไม่! เจ้าหัวเราะจริงๆ.”
ยนซ.
18:16 ท่านทั้งสามก็ลุกขึ้นจากที่นั่น แล้วมองไปทางเมืองซะโดม. อับราฮามก็เดินตามท่านไปส่งท่าน.
ยนซ.
18:17 พระยะโฮวาตรัสว่า “เราจะกปิดซ่อน1เหตุการณ์ที่เราจะกระทำมิให้อับราฮามรู้หรือ?
ยนซ.
18:18 ด้วยอับราฮามจะเป็นประเทศใหญ่และมีกำลังมาก และกชนนานาประเทศทั่วแผ่นดินจะได้รับพระพรเพราะเขา?
ยนซ.
18:19 ด้วยเรา1ดูแลคำนึงถึงอับราฮาม เพื่อจะให้เขาสั่งกำชับลูกหลานของเขาและครอบครัวที่สืบต่อมาของเขา ให้ถือรักษาทางของพระยะโฮวาด้วยการกระทำความชอบธรรมและยุติธรรมเพื่อพระยะโฮวาจะได้พระราชทานให้เขาตามคำที่พระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับเขานั้น.”
ยนซ.
18:20 แล้วพระยะโฮวาตรัสว่า “เพราะเสียงร้องของชาวเมืองกซะโดมและเมืองอะโมราดังยิ่งนัก และบาปของเขาหนักยิ่งนัก
ยนซ.
18:21 เราจะลงไปตรวจดูว่าคนทั้งหลายได้กระทำเหมือนเสียงร้องที่มาถึงเราทั้งสิ้นหรือไม่ ถ้าไม่ เราก็จะรู้.
ยนซ.
18:22 ท่านเหล่านั้นหันจากที่นั่นและมุ่งไปยังเมืองซะโดม แต่อับราฮาม1กยังยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระยะโฮวา.
ข. การทูลขอแทนครั้งหนึ่งที่เต็มด้วยสง่าราศี
18:23–33
18:23–33
ยนซ.
18:23 อับราฮามก็เข้ามาใกล้ทูลว่า “พระองค์จะทรงทำลายทั้ง1คนชอบธรรมกับคนชั่วจริงหรือ?
ยนซ.
18:24 สมมุติว่ามีคนชอบธรรมอยู่ในเมืองนั้นห้าสิบคน พระองค์ยังจะทรงทำลายเมืองนั้น ไม่งดโทษไว้เพราะคนชอบธรรมห้าสิบคนซึ่งอยู่ที่นั่นหรือ?
ยนซ.
18:25 1พระองค์ย่อมไม่ทรงประหารทั้งคนชอบธรรมและคนชั่วพร้อมกัน กระทำต่อคนชอบธรรมเหมือนกับคนชั่ว กผู้พิพากษาของทั้งแผ่นดินจะไม่กระทำในสิ่งที่ยุติธรรมหรือ?”
ยนซ.
18:26 พระยะโฮวาตรัสว่า “ถ้าเราพบคนชอบธรรมในเมืองซะโดมห้าสิบคน เราจะงดโทษที่นั่นไว้เพราะเห็นแก่เขา.”
ยนซ.
18:27 อับราฮามจึงทูลตอบว่า “ดูเถิด แม้ข้าพเจ้าเป็นเพียงผงคลีดินและขี้เถ้า ยังบังอาจทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า.
ยนซ.
18:28 สมมุติว่าคนชอบธรรมห้าสิบคนขาดอยู่ห้าคน พระองค์จะทรงทำลายเมืองนั้นทั้งหมดเพราะขาดห้าคนหรือ?” พระองค์จึงตรัสว่า “แม้เราพบสี่สิบห้าคนที่นั่นแล้ว เราก็จะไม่ทำลาย.”
ยนซ.
18:29 อับราฮามทูลพระองค์อีกว่า สมมุติว่าพบสี่สิบคนที่นั่นเล่า?” พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่กระทำเพราะเห็นแก่สี่สิบคนนั้น.”
ยนซ.
18:30 อับราฮามจึงทูลว่า “ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่ากริ้วข้าพเจ้าเลย. ข้าพเจ้าขอทูลว่า สมมุติว่าจะพบสามสิบคนที่นั่นเล่า?” พระองค์ตรัสว่า “ถ้าเราพบสามสิบคนที่นั่น เราจะไม่กระทำ.”
ยนซ.
18:31 อับราฮามกราบทูลว่า “ข้าพเจ้ายังบังอาจทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า สมมุติว่าจะพบยี่สิบคนที่นั่นเล่า?” พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่ทำลาย เพราะเราเห็นแก่ยี่สิบคนนั้น.”
ยนซ.
18:32 แล้วอับราฮามได้ทูลอีกว่า “ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่ากริ้ว ข้าพเจ้าจะขอทูลอีกครั้งเดียว. สมมุติว่าพบสิบคนที่นั่นเล่า?” พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่ทำลาย เพราะเห็นแก่สิบคนนั้น.”
ยนซ.
18:33 เมื่อพระยะโฮวา1ตรัสแก่อับราฮามจบลงแล้ว พระองค์จึงเสด็จไป ส่วนอับราฮามก็กลับไปยังสถานที่ของตน.
คำอธิบาย เยเนซิศ บทที่ 18
ยนซ.
18:1 ก ฮร.11:9; ยนซ.12:8
ยนซ.
18:2 1 หรือบุรุษธรรมดา หนึ่งในบุรุษสามคนนี้คือพระยะโฮวาพระเจ้า (ข้อ 13–14, 22) ซึ่งก็คือพระคริสต์ อีกสองคนคือทูตสวรรค์ (ข้อ 22, 19:1). หลังจากที่อับราฮามได้รับพิธีสุหนัตและกำลังธรรมชาติของเขาถูกสิ้นสุด เขาก็ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในการสามัคคีธรรมที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าและกลายเป็นมิตรสหายของพระเจ้า (ยก.2:23; 2คนก.20:7; ยซย.41:8). กระทั่งก่อนที่จะกลายเป็นเนื้อหนัง (ยฮ.1:14) พระยะโฮวาในฐานะที่ทรงเป็นพระคริสต์ก็ได้ทรงปรากฏต่ออับราฮามในลักษณะมนุษย์ ด้วยร่างกายของมนุษย์ และมีการไปมาหาสู่กับเขาในระดับของมนุษย์แล้ว.
ยนซ.
18:2 ก ยนซ.19:1; เทียบ ฮร.13:2
ยนซ.
18:4 ก ยนซ.19:2; 24:32; 43:24; เทียบ ลก.7:44; ยฮ.13:14; 1ตธ.5:10
ยนซ.
18:5 ก วนฉ.6:18; 13:15; 19:5; บพส.104:15
ยนซ.
18:6 ก มธ.13:33; ลก.13:21
ยนซ.
18:6 1ก ภาษาเฮ็บราย ซีอา (Se–ahs) สามซีอาเท่ากับหนึ่งเอฟา (E–phah) ซึ่งเป็นปริมาณที่ปกติของอาหารมื้อหนึ่ง (เทียบ 1ซมอ.1:24; วนฉ.6:19) แป้งที่ละเอียดสามทะนานเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ที่เป็นขึ้นในสภาพมนุษย์ (เทียบ 13:33).
ยนซ.
18:6 2 ขนมปัง, ลูกวัว (ข้อ 7; เทียบ ลก.15:23), ครีมนม, และน้ำนม (ข้อ 8; เทียบ 1ปต.2:2) ล้วนเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง เป็นอาหารที่ทำให้ทั้งพระเจ้าและมนุษย์อิ่มหนำ. ขณะที่อับราฮามรับสุขการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ในด้านแบบเล็งนั้น คือเขาได้นำพระคริสต์ถวายแด่พระเจ้าเป็นอาหารของพระองค์.
ยนซ.
18:7 ก วนฉ.13:15; ลก.15:23
ยนซ.
18:10 1 หนึ่งในสามคนนั้น แปลตามตรงคือ พระองค์.
ยนซ.
18:10 2 แปลตามตรงคือ ตามกาลเวลาของชีวิต ข้อ 14 ก็เช่นเดียวกัน.
ยนซ.
18:10 ก ยนซ.18:14; 2พกษ.4:16
ยนซ.
18:10 ข ยนซ.17:16
ยนซ.
18:10 3 ท่านผู้นั้น แปลตามตรงคือ พระองค์ ข้อ 15 ก็เช่นเดียวกัน.
ยนซ.
18:11 ก รม.4:19; ฮร.11:11–12
ยนซ.
18:12 ก ยนซ.17:17
ยนซ.
18:12 ข 1ปต.3:6
ยนซ.
18:14 ก โยบ 42:2; ยรม.32:17; ซคย.8:6; มธ.19:26; เทียบ รม.4:21
ยนซ.
18:14 ข ยนซ.17:21; 21:2
ยนซ.
18:14 1ข กาลเวลาของชีวิต (ข้อ 10) ก็คือวันที่ถูกกำหนดไว้ที่จะให้กำเนิดยิศฮาค (17:21) ซึ่งก็คือเวลาแห่งการเยี่ยมเยียนของพระเจ้า (21:1). การกำเนิดของยิศฮาคเป็นการเสด็จมาของพระยะโฮวา ซึ่งก็คือการมาถึงแห่งพระคุณ. (เทียบ ยฮ.1:17). ยิศฮาคได้บังเกิดโดยอาศัยกำลังของพระคุณแห่งพระเจ้า แต่ไม่ใช่อาศัยกำลังของชีวิตธรรมชาติแห่งมนุษย์. สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นหลังจากอับราฮามได้รับพิธีสุหนัต เขาและนางซาราผู้เป็นภรรยาของเขาเป็นเหมือนตายแล้วอย่างสิ้นเชิง (ข้อ 11, รม.4:18–19) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งว่า กาลเวลาของชีวิต ซึ่งก็คือกาลเวลาที่พระคริสต์ทรงกลายเป็นชีวิตของเราจะมาถึงหลังจากกำลังธรรมชาติของเราถูกทำให้สิ้นสุด.
ยนซ.
18:14 ค ยนซ.18:10
ยนซ.
18:17 ก เทียบ อมศ.3:7; บพส.25:14; 103:7
ยนซ.
18:17 1 พระเจ้าทรงเปิดเผยต่ออับราฮามถึงพระประสงค์ของพระองค์ว่าจะทำลายเมืองซะโดม ด้วยว่าพระองค์กำลังเสาะหาผู้ที่ทูลขอแทน. เมื่อพระเจ้าประสงค์จะทำลายเมืองซะโดม พระทัยของพระองค์กำลังคำนึงถึงโลตซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองซะโดม (13:12; 14:12; 19:1). พระองค์ประสงค์ที่จะช่วยโลต เพื่อรักษาลำดับวงศ์ของพระคริสต์ที่ผ่านนางรูธผู้เป็นชาวโมอาบที่เป็นเชื้อสายของโลตไว้ (19:37; นรธ.1:4; มธ.1:5) แต่ถ้าไม่มีผู้ที่ทูลขอแทน พระองค์ก็ไม่อาจกระทำสิ่งนี้ได้. ด้วยเหตุนี้ในการสามัคคีธรรมที่ใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างพระเจ้ากับอับราฮาม พระองค์ไม่ได้ตรัสถึงชื่อของโลต แต่พระองค์ได้ทรงเปิดเผยพระทัยปรารถนาของพระองค์อย่างลับลึก. การทูลขอแทนที่ถูกต้องไม่ใช่ถูกริเริ่มจากมนุษย์ แต่โดยการเปิดเผยของพระเจ้า. ดังนั้นการทูลขอแทนเช่นนี้จึงพูดออกซึ่งความปรารถนาของพระเจ้าและปูทางให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง.
ยนซ.
18:18 ก ยนซ.12:3
ยนซ.
18:19 1 แปลตามตรงคือ รู้จัก.
ยนซ.
18:20 ก มธ.10:15; ยด.7; วว.11:8
ยนซ.
18:22 ก ยรม.18:20
ยนซ.
18:22 1ก จุดประสงค์ของอับราฮามที่ยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระยะโฮวา ก็เพื่อทูลขอแทนโลต. การทูลขอแทนอันสง่าราศีของอับราฮามที่มีต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าไม่ใช่ว่ามนุษย์บนโลกอธิษฐานต่อพระเจ้าบนสวรรค์ แต่คือการสนทนาที่เต็มไปด้วยสภาพมนุษย์ในระหว่างมิตรสหายสองคนคือการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมตามการเปิดเผยแห่งพระทัยปรารถนาของพระเจ้า.
ยนซ.
18:23 1 ในที่นี้อับราฮามพูดเป็นนัยถึงโลต (2ปต.2:7–9). ดูอย่างผิวเผินแล้ว อับราฮามได้ทูลขอแทนเพื่อเมืองซะโดม แต่อันที่จริงเขาได้ทูลขอเพื่อโลต (19:27–29).
ยนซ.
18:25 1 ในการทูลขอแทนซึ่งอับราฮามได้กระทำเพื่อโลตนั้น เขาไม่ได้ขอร้องพระองค์ตามความรักและพระคุณของพระเจ้า แต่ได้ท้าทายพระเจ้าตามหลักเกณฑ์แห่งความชอบธรรมของพระเจ้า. ความชอบธรรมของพระเจ้านั้นผูกมัดพระองค์ยิ่งกว่าความรักและพระคุณของพระองค์ (ดู รม.1:17 คำอธิบาย 1).
ยนซ.
18:25 ก บพส.58:11; 94:2; 98:9; รม.3:6; ฮร.12:23
ยนซ.
18:33 1 การทูลขอแทนของอับราฮามไม่ได้จบลงที่การพูดของอับราฮาม แต่จบลงที่การตรัสของพระเจ้า นี่แสดงว่าการทูลขอแทนที่แท้จริงคือพระเจ้าตรัสในการพูดของเรา.