เยเนซิศ บทที่ 12
III. การทรงเรียกของพระยะโฮวา
12:1—50:26
12:1—50:26
1. ในด้านที่หนึ่ง — ประสบการณ์ของอับราฮาม
12:1—25:18
12:1—25:18
(1) การทรงเรียกของพระเจ้า
12:1–7ก
12:1–7ก
ยนซ.
12:1 1พระยะโฮวาจึง2ตรัสแก่อับรามว่า “เจ้าต้องกออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จาก3บ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะชี้ให้เจ้า
ยนซ.
12:2 1เราจะให้เจ้าเป็น2กประเทศใหญ่ เราจะอวยพรให้เจ้า จะให้เจ้ามีนามชื่อที่ยิ่งใหญ่เลื่องลือไป เจ้าจะเป็นขพระพรแก่ผู้อื่น.
ยนซ.
12:3 เราจะอวยพรแก่คนที่กอวยพรให้เจ้า เราจะ1สาปแช่งคนที่แช่งเจ้า และ2ขบรรดาวงศ์วานของมนุษย์โลกจะได้3พระพรเพราะเจ้า.”
ยนซ.
12:4 ฝ่ายอับรามก็กออกไปตามคำพระยะโฮวาตรัสสั่งนั้น โลตก็ไปด้วย เมื่ออับรามออกจากเมืองฮารานท่านมีอายุได้เจ็ดสิบห้าปี.
ยนซ.
12:5 อับรามได้พานางซารายภรรยาของตนกับกโลตหลานชาย และทรัพย์สมบัติที่ได้ส่ำสมไว้ ทั้งบรรดาผู้คนที่ได้ในเมืองฮารานนั้น 1ออกไปยังขดินแดนคะนาอัน แล้วก็ได้2มาถึงดินแดน3คะนาอัน.
ยนซ.
12:6 อับรามก็เดินผ่านดินแดนนั้นมาถึงสถานที่แห่งกเซเค็ม คือที่ต้นโอ๊กแห่งโมเร คราวนั้นชนชาติคะนาอันก็อาศัยอยู่ที่ดินแดนนั้น.
ยนซ.
12:7 พระยะโฮวาได้ทรง1สำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่อับราม. แล้วตรัสว่า “2ดินแดนนี้เราจะยกให้2กเชื้อสายของเจ้า.”
(2) ดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ
12:7ข—14:24
12:7ข—14:24
ก. ดำเนินชีวิตแห่งแท่นบูชาและกระโจม
12:7ข–8
12:7ข–8
อับรามก็ก่อ3ขแท่นบูชาถวายแด่
พระยะโฮวาผู้สำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่
ตนนั้น.
ยนซ.
12:8 อับรามก็ย้ายไปจากที่นั่นมาถึงภูเขาทางทิศตะวันออกของ1กเบ็ธเอล จึงตั้ง2ขกระโจมอยู่ที่นั่น ให้เบ็ธเอลนั้นอยู่ทิศตะวันตก และ1ฮายอยู่ทิศตะวันออก ส่วนท่านได้ก่อคแท่นบูชาถวายพระยะโฮวาและ3งร้องเรียกพระนามพระองค์ที่นั่น.
ข. การทดลองของผู้ถูกเรียก
12:9—13:18
12:9—13:18
(ก) การกันดารอาหาร
12:9—13:4
12:9—13:4
ยนซ.
12:9 แล้วอับรามก็ได้เดินทางมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ จนย้ายมาที่1เนเกบ.
ยนซ.
12:10 เมื่อเกิด1กกันดารอาหารที่ดินแดนนั้นอับรามได้ลงไปยังอียิปต์และอาศัยอยู่ที่นั่น ด้วยว่ามีการกันดารอาหารหนักที่ดินแดนนั้น.
ยนซ.
12:11 ครั้นจะเข้าอียิปต์แล้ว อับรามก็พูดกับนางซารายภรรยาว่า “ฉันรู้แล้วว่าเจ้าเป็นหญิงรูปงาม
ยนซ.
12:12 เมื่อชาวอียิปต์เห็นเจ้า เขาจะว่านี่เป็นภรรยาของเขา ก็จะฆ่าฉันเสียแต่จะให้เจ้ารอดชีวิตอยู่.
ยนซ.
12:13 ขอจงบอกว่าเจ้าเป็นกน้องสาวของฉัน เพื่อเขาจะได้ปฏิบัติดีต่อฉันเพราะเห็นแก่เธอ และ1ฉันจะรอดชีวิตเพราะเธอ.”
ยนซ.
12:14 ครั้นอับรามมาถึงอียิปต์แล้ว ชาวอียิปต์ก็เห็นว่านางสวยงามนัก
ยนซ.
12:15 เจ้าหน้าที่ของฟาโรห์เห็นนางแล้ว ก็ทูลยกย่องนางนั้นต่อหน้าฟาโรห์ นางจึงถูกพาเข้าไปในวังของฟาโรห์.
ยนซ.
12:16 ฝ่ายฟาโรห์ก็ปฏิบัติดีต่ออับรามมากนักเพราะเห็นแก่นางนั้น อับรามก็ได้แกะ โค ลาตัวผู้ ทาสา ทาสี ลาตัวเมียและอูฐเป็นอันมาก.
ยนซ.
12:17 แต่พระยะโฮวาได้ทรงทำให้เกิดโรคระบาดแก่กฟาโรห์ทั้งราชวงศ์ เพราะเห็นแก่นางซารายภรรยาของอับรามนั้น.
ยนซ.
12:18 ฟาโรห์จึงเรียกอับรามมาตรัสว่า “เจ้าทำอย่างนี้แก่เราทำไมเล่า? ทำไมไม่บอกให้เรารู้ว่านางเป็นภรรยาของเจ้า?
ยนซ.
12:19 เจ้าว่านางเป็นน้องสาวของเจ้า แล้วให้เรารับนางไว้เป็นภรรยาของเราทำไมเล่า? บัดนี้ภรรยาของเจ้าอยู่ที่นี่จงรับเอาไปเสียเถิด.”
ยนซ.
12:20 ฟาโรห์จึงตรัสสั่งคนใช้ให้ส่งอับราม1กับภรรยาและบรรดาของๆ ท่านไปเสีย.
คำอธิบาย เยเนซิศ บทที่ 12
ยนซ.
12:1 1 หลังจากที่บิดาของอับราฮามตายแล้ว (11:32) พระเจ้าได้ทรงปรากฏแก่อับราฮามและเรียกเขาเป็นครั้งที่สอง (ดู 11:31 คำอธิบาย 1). การที่พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับราฮามอีกครั้งหนึ่งนี้เป็นการดึงดูด กระตุ้น และเพิ่มกำลังให้เขาตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้า. สิ่งนี้ก็เหมือนกับเหล่าผู้เชื่อที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ (ดู มธ.4:20 คำอธิบาย 2 และข้อ 22 คำอธิบาย 1; มธ.9:9 คำอธิบาย 3; ฮร.12:2 คำอธิบาย 2 และ 2ปต.1:3 คำอธิบาย 8).
บทบันทึกของอับราฮาม ยิศฮาค และยาโคบ (กับโยเซฟ — ดู 37:2 คำอธิบาย 1) มีความซ้อนทับกันอยู่. เยเนซิศไม่ได้แสดงบทบันทึกเหล่านี้เป็นของแต่ละคนที่แยกออกจากกัน แต่เป็นองค์ประกอบของบุคคลแห่งกลุ่มชนคนเดียว. ประสบการณ์ของบุคคลทั้งสามนี้แสดงถึงบุคคลที่ครบถ้วนคนเดียวที่ได้ประสบการณ์พระเจ้าตรีเอกภาพในด้านที่แตกต่างกันไป. “พระเจ้าของอับราฮาม พระเจ้าของยิศฮาค พระเจ้าของยาโคบ” คือพระยะโฮวา ซึ่งก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพ — พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ (อซด.3:15; มธ.28:19). ประสบการณ์ของอับราฮามเป็นเครื่อง หมายเล็งถึงประสบการณ์ของพระเจ้าพระบิดาในการทรงเรียกมนุษย์ โปรดให้ชอบธรรม ตกแต่งมนุษย์ให้ดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ และดำเนินชีวิตอยู่ในการสามัคคีธรรมกับพระองค์ (12:1; 15:6; บทที่ 17— 18; 19:29; 21:1–13; 22:1–18). ประสบการณ์ของยิศฮาคเป็นเครื่องหมายเล็งถึงประสบการณ์ของพระเจ้าพระบุตรในการไถ่มนุษย์ (22:1–14) และการอวยพรมนุษย์ให้รับมรดกแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดของพระองค์ ดำเนินชีวิตแห่งการรับสุขความเต็มล้นของพระองค์ และเป็นอยู่ในสันติสุข (25:5; 26:3–4, 12–33). ประสบการณ์ของยาโคบ (กับโยเซฟ) เป็นเครื่องหมายเล็งถึงประสบการณ์ของพระเจ้าพระบิดาในความรักที่ทรงมีต่อมนุษย์และเลือกสรรมนุษย์ของพระองค์ (มลค.1:2; รม.9:10–13) และประสบการณ์ของพระเจ้าพระวิญญาณในการให้สรรพสิ่งร่วมมือกันและกันเพื่อให้ผู้ที่รักพระองค์ได้รับประโยชน์. ให้ได้รับการเปลี่ยนแปลง และกระทำให้มนุษย์สุกงอมในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อมนุษย์จะสามารถอวยพรคนทั้งหลาย ปกครองเหนือแผ่นดินโลกและให้คนทั้งหลายอิ่มหนำด้วยพระเจ้าพระบุตรในฐานะการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต (27:41; 28:1–35:10; บทที่ 37, 39—49; รม.8:28–29).
บทบันทึกของอับราฮาม ยิศฮาค และยาโคบ (กับโยเซฟ — ดู 37:2 คำอธิบาย 1) มีความซ้อนทับกันอยู่. เยเนซิศไม่ได้แสดงบทบันทึกเหล่านี้เป็นของแต่ละคนที่แยกออกจากกัน แต่เป็นองค์ประกอบของบุคคลแห่งกลุ่มชนคนเดียว. ประสบการณ์ของบุคคลทั้งสามนี้แสดงถึงบุคคลที่ครบถ้วนคนเดียวที่ได้ประสบการณ์พระเจ้าตรีเอกภาพในด้านที่แตกต่างกันไป. “พระเจ้าของอับราฮาม พระเจ้าของยิศฮาค พระเจ้าของยาโคบ” คือพระยะโฮวา ซึ่งก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพ — พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ (อซด.3:15; มธ.28:19). ประสบการณ์ของอับราฮามเป็นเครื่อง หมายเล็งถึงประสบการณ์ของพระเจ้าพระบิดาในการทรงเรียกมนุษย์ โปรดให้ชอบธรรม ตกแต่งมนุษย์ให้ดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ และดำเนินชีวิตอยู่ในการสามัคคีธรรมกับพระองค์ (12:1; 15:6; บทที่ 17— 18; 19:29; 21:1–13; 22:1–18). ประสบการณ์ของยิศฮาคเป็นเครื่องหมายเล็งถึงประสบการณ์ของพระเจ้าพระบุตรในการไถ่มนุษย์ (22:1–14) และการอวยพรมนุษย์ให้รับมรดกแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดของพระองค์ ดำเนินชีวิตแห่งการรับสุขความเต็มล้นของพระองค์ และเป็นอยู่ในสันติสุข (25:5; 26:3–4, 12–33). ประสบการณ์ของยาโคบ (กับโยเซฟ) เป็นเครื่องหมายเล็งถึงประสบการณ์ของพระเจ้าพระบิดาในความรักที่ทรงมีต่อมนุษย์และเลือกสรรมนุษย์ของพระองค์ (มลค.1:2; รม.9:10–13) และประสบการณ์ของพระเจ้าพระวิญญาณในการให้สรรพสิ่งร่วมมือกันและกันเพื่อให้ผู้ที่รักพระองค์ได้รับประโยชน์. ให้ได้รับการเปลี่ยนแปลง และกระทำให้มนุษย์สุกงอมในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อมนุษย์จะสามารถอวยพรคนทั้งหลาย ปกครองเหนือแผ่นดินโลกและให้คนทั้งหลายอิ่มหนำด้วยพระเจ้าพระบุตรในฐานะการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต (27:41; 28:1–35:10; บทที่ 37, 39—49; รม.8:28–29).
ยนซ.
12:1 2 ขณะที่พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับราฮาม พระองค์ก็ทรงเรียกเขาด้วย. การพูดคุยของพระเจ้ากับอับราฮามนั้นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นและเพิ่มกำลังให้เขาตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้า (เทียบ รม.1:6; 8:30; 1กธ.1:9 เทียบข้อ 1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 1).
ยนซ.
12:1 ก กจ.7:3
ยนซ.
12:1 3 ในการปรากฏครั้งที่สองของพระเจ้าแก่อับราฮาม พระเจ้าไม่เพียงเรียกอับราฮามให้ออกมาจากเมืองของเขาและญาติพี่น้องของเขา แต่ให้ออกมาจากบ้านบิดาของเขาด้วย (เทียบ กจ.7:3; ดู 11:31 คำอธิบาย 1). สิ่งนี้หมายความว่าพระเจ้าทรงเรียกเพียงอับราฮามและซารายภรรยาของเขาเท่านั้น แต่เมื่ออับราฮามออกจากเมืองฮาราน เขาได้นำโลตหลานชายของเขามาด้วย (ข้อ 4–5). นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เด็ดขาดของอับราฮามในการตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้า.
ยนซ.
12:2 1 พระสัญญาของพระเจ้าแก่อับราฮามในข้อ 2–3 นั้นเป็นการประกาศกิตติคุณ (ฆต.3:8 และคำอธิบาย). พระเจ้าไม่เพียงปรากฏแก่อับราฮามและเรียกเขาเท่านั้น แต่พระองค์ยังประทานพระสัญญาแห่งกิตติคุณมาเป็นสิ่งที่กระตุ้นอับราฮามให้ตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้าอีกด้วย.
ยนซ.
12:2 ก ยนซ.17:6; 18:18; พบญ.26:5
ยนซ.
12:2 2ก ในการประกาศกิตติคุณของพระองค์แก่อับราฮาม พระเจ้าทรงสัญญาจะให้เขากลายเป็นประเทศใหญ่. ประเทศใหญ่นี้ก็คืออาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งประกอบด้วยประเทศอิสราเอลในฐานะอาณาจักรของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิม (มธ.21:43) คริสตจักรในฐานะอาณาจักรของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่ (มธ.16:18–19ก; รม.14:17) อาณาจักรพันปีในยุคหน้า (วว.11:15; 20:4, 6) และฟ้าสวรรค์ใหม่กับแผ่นดินโลกใหม่กับกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในโลกนิรันดร์ (วว.22:3, 5).
ยนซ.
12:2 ข ฆต.3:14
ยนซ.
12:3 ก ยนซ.27:29; อฤธ.24:9
ยนซ.
12:3 1 จากระยะเวลาที่นะบูคัศเนซัรทำลายกรุงเยรูซาเล็มจนถึงบัดนี้ ทุกประเทศ ทุกชนชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ หรือคนใดก็ตามที่ได้สาปแช่งชาวยิวนั้น ล้วนได้รับการสาปแช่งไปแล้วทั้งสิ้น และใครก็ตามที่อวยพรชาวยิว ก็จะได้รับพระพรเช่นกัน
ยนซ.
12:3 ข ยนซ.18:18; 22:18; 26:4; 28:14; กจ.3:25; ฆต.3:8
ยนซ.
12:3 2ข ในการทรงเรียกของพระเจ้า พระองค์ทรงหันจากอาดามมาสู่อับราฮาม แต่ในพระสัญญาของพระองค์ พระองค์ทรงมีการหันเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือหันจากอับราฮามไปสู่ทุกวงศ์วานในเผ่าพันธุ์ของอาดามโดยพระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายของอับราฮาม.
ยนซ.
12:3 3 พระพรในที่นี้ประกอบด้วยพระพรในการทรงสร้างและทรงไถ่ของพระเจ้า รวมถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ที่จะให้แก่มนุษย์ — ตัวของพระเจ้าเอง และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมีในยุคนี้และยุคที่จะมาถึง (ฆต.3:14 ดูคำอธิบาย). ในความเป็นจริงแล้วพระพรแห่งพระสัญญานี้ก็คือตัวของพระเจ้าเองผู้ทรงเป็นพระวิญญาณ. ดังนั้นในการประกาศกิตติคุณของพระเจ้าแก่อับราฮาม (ฆต.3:8) พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะประทานพระองค์เองเป็นพระพรแก่ผู้ที่พระองค์ทรงเรียก. จาก 22:18 พระพรนี้จะมาถึงชนนานาประเทศได้โดยผ่านเชื้อสายของอับราฮาม ซึ่งก็คือพระคริสต์ (มธ.1:1; ฆต.3:16). พระพรที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮาม ซึ่งทำให้เขากลายเป็นพระพรให้แก่ผู้อื่นนั้น พระพรนี้เป็นนัยถึงกระโจมของเซม (ดู 9:27 คำอธิบาย 1).
ยนซ.
12:4 ก ฮร.11:8; กจ.7:4
ยนซ.
12:5 ก ยนซ.11:27
ยนซ.
12:5 1 จากเฮ็บราย 11:8 อับราฮามออกไปโดยความเชื่อ โดยไม่รู้ว่าจะไปไหน. (ดูคำอธิบายข้อนั้น).
ยนซ.
12:5 ข เทียบ ฮร.11:9
ยนซ.
12:5 2 ดูกิจการ 7:4 คำอธิบาย 1.
ยนซ.
12:5 3 เป้าหมายของพระเจ้าที่มีต่ออับราฮาม พระองค์ไม่เพียงช่วยเขาให้ออกมาจากสิ่งแวดล้อมและภูมิหลังของเขา แต่ยังนำเขาเข้าสู่ดินแดนคะนาอันเพื่อที่จะสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า. ในทำนองเดียวกัน เป้าหมายของพระเจ้าที่มีต่อเหล่าผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่นั้น พระองค์ก็ไม่เพียงช่วยพวกเขาจากสภาพการณ์ที่ตกต่ำเท่านั้น แต่ยังนำพวกเขาเข้าสู่ความเที่ยงแท้แห่งแผ่นดินงาม ซึ่งก็คือพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งเป็นส่วนที่พระเจ้าทรงแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกอีกด้วย (พบญ.8:7–10 และข้อ 7 คำอธิบาย 1; กซ.1:12 และคำอธิบาย 2; ดู 15:3 คำอธิบาย 1).
ยนซ.
12:6 ก ยนซ.33:18; 37:12
ยนซ.
12:7 1 นี่คือครั้งที่สามที่พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับราฮาม. ในที่นี้พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับราฮามอีกครั้งหนึ่ง เพื่อยืนยันว่าเขาได้ตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้า และได้มาถึงสถานที่ที่พระเจ้าประสงค์ที่จะให้เขาอยู่. การที่พระเจ้าปรากฏแก่อับราฮามอีกครั้งหนึ่งนี้ยังได้เพิ่มกำลังแก่เขาให้ดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ (ฮร.11:8–10) เพื่อเป็นพยานต่อต้านการดำเนินชีวิตที่ปราศจากพระเจ้าที่มนุษยชาติได้พัฒนาขึ้นที่เมืองบาเบล.
ยนซ.
12:7 2 ทั้งเชื้อสายและดินแดนล้วนเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางและการแพร่หลายแห่งแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า(ดู 15:3 คำอธิบาย 1).
พระคริสต์ซึ่งก็คือพระเจ้าที่ได้กลายเป็นเนื้อหนัง ทรงเป็นเชื้อสายสามชั้น เชื้อสายของหญิง (3:15; ยซย.7:14; ฆต.4:4) เชื้อสายของอับราฮาม (12:7; มธ.1:1; ฆต.3:16) และเชื้อสายของดาวิด (2ซมอ.7:12–14; มธ.1:1; 22:42–45; รม.1:3; วว.22:16). ในฐานะเชื้อสายของหญิง ซึ่งก็คือเชื้อสายของนางมาเรีย พระคริสต์ทรงสำเร็จการไถ่ ทำลายซาตานคืองูเฒ่า และได้ทรงช่วยผู้เชื่อทั้งหลายในพระคริสต์ให้พ้นจากความบาปและความตาย (ฮร.2:14; มธ.1:20–21; 1กธ.15:53 –57). ในฐานะเชื้อสายของอับราฮาม พระคริสต์ทรงกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุม สรรพสิ่ง (1กธ.15:45; 2กธ.3:17) เพื่อให้ผู้เชื่อทั้งหลายในพระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายของอับราฮาม (ฆต.3:29) จะสามารถรับพระวิญญาณผู้สำเร็จสุดยอด คือการสำเร็จสุดยอดของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนเป็นมรดกอันศักดิ์สิทธิ์และพระพรฝ่ายวิญญาณของพวกเขาจวบจนนิรันดร์ (กจ.26:18; อฟ.1:14ก; ฆต.3:14). ในฐานะเชื้อสายของดาวิดพระคริสต์ได้นำผู้เชื่อของพระองค์เข้าสู่อาณาจักรและกระทำให้พวกเขาร่วมมีส่วนในฐานะกษัตริย์ของพระองค์ในการเป็นขึ้นของพระองค์ในอาณาจักรที่นิรันดร์ของพระเจ้า (2ตธ.2:12; วว.20:4, 6; 22:5ข). การเปิดเผยถึงพระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายสามชั้น ก็คือเนื้อหาสาระของกิตติคุณที่ครบสมบูรณ์.
พระคริสต์ซึ่งก็คือพระเจ้าที่ได้กลายเป็นเนื้อหนัง ทรงเป็นเชื้อสายสามชั้น เชื้อสายของหญิง (3:15; ยซย.7:14; ฆต.4:4) เชื้อสายของอับราฮาม (12:7; มธ.1:1; ฆต.3:16) และเชื้อสายของดาวิด (2ซมอ.7:12–14; มธ.1:1; 22:42–45; รม.1:3; วว.22:16). ในฐานะเชื้อสายของหญิง ซึ่งก็คือเชื้อสายของนางมาเรีย พระคริสต์ทรงสำเร็จการไถ่ ทำลายซาตานคืองูเฒ่า และได้ทรงช่วยผู้เชื่อทั้งหลายในพระคริสต์ให้พ้นจากความบาปและความตาย (ฮร.2:14; มธ.1:20–21; 1กธ.15:53 –57). ในฐานะเชื้อสายของอับราฮาม พระคริสต์ทรงกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุม สรรพสิ่ง (1กธ.15:45; 2กธ.3:17) เพื่อให้ผู้เชื่อทั้งหลายในพระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายของอับราฮาม (ฆต.3:29) จะสามารถรับพระวิญญาณผู้สำเร็จสุดยอด คือการสำเร็จสุดยอดของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนเป็นมรดกอันศักดิ์สิทธิ์และพระพรฝ่ายวิญญาณของพวกเขาจวบจนนิรันดร์ (กจ.26:18; อฟ.1:14ก; ฆต.3:14). ในฐานะเชื้อสายของดาวิดพระคริสต์ได้นำผู้เชื่อของพระองค์เข้าสู่อาณาจักรและกระทำให้พวกเขาร่วมมีส่วนในฐานะกษัตริย์ของพระองค์ในการเป็นขึ้นของพระองค์ในอาณาจักรที่นิรันดร์ของพระเจ้า (2ตธ.2:12; วว.20:4, 6; 22:5ข). การเปิดเผยถึงพระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายสามชั้น ก็คือเนื้อหาสาระของกิตติคุณที่ครบสมบูรณ์.
ยนซ.
12:7 ก ยนซ.13:15; 15:18; 17:8; 24:7; 26:3–4; 28:4, 13; 35:12; 48:4; อซด.33:1; พบญ.34:4; 2คนก.20:7; นฮย.9:8; กจ.7:5
ยนซ.
12:7 ข ยนซ.8:20
ยนซ.
12:7 3ข นี่คือ แท่นบูชาแรกที่อับราฮามได้ก่อขึ้น. แท่นบูชามีไว้เพื่อนมัสการพระเจ้า โดยถวายทุกสิ่งที่เราเป็น และทุกสิ่งที่เรามีแด่ พระเจ้า เพื่อพระประสงค์ของพระองค์. การก่อแท่นบูชาของอับราฮามนั้นได้รับการกระตุ้นจากการปรากฏอีกครั้งหนึ่งของ พระเจ้า และสิ่งนี้ก็สามารถถือเป็นพยานที่ต่อต้านการสร้างหอบาเบลอีกด้วย.
ยนซ.
12:8 ก ยนซ.13:3; 28:19
ยนซ.
12:8 1ก เบ็ธเอล แปลว่า บ้านของพระเจ้า และ ฮาย แปลว่า กองซากปรักหักพัง. เมืองเบ็ธเอลและเมืองฮายเป็นภาพที่ขัดกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งว่า ในสายตาของผู้ที่ได้รับการทรงเรียกแล้ว มีเพียงบ้านของพระเจ้าที่มีคุณค่า สิ่งอื่นล้วนแต่เป็นกองซากปรักหักพังทั้งสิ้น.
ยนซ.
12:8 ข ยนซ.13:3, 18; 18:1; 24:67; 25:27; 26:17, 25; 31:25; 33:19; 35:21; ฮร.11:9
ยนซ.
12:8 2ข อับราฮามได้ก่อแท่นบูชาขึ้นก่อนเพื่อนมัสการพระเจ้า จากนั้นเขาจึงตั้งกระโจมไว้สำหรับการดำเนินชีวิตของเขา. ทั้งอับราฮาม ยิศฮาค และยาโคบล้วนอาศัยอยู่ในกระโจม (12:8; 26:25; 35:21). การอาศัยอยู่ในกระโจมของพวกเขานั้นเป็นการป่าวประกาศว่าพวกเขาคือแขกแปลกหน้าและคนต่างแดนอยู่ในโลกที่กำลังแสวงหาเมืองที่ประเสริฐกว่า และกำลังเฝ้าคอย “เมืองที่มีฐานรากซึ่งพระเจ้าเป็นผู้ออกแบบและเป็นผู้สร้างขึ้น” (ฮร.11:9–10, 13–16). ทั้งบ้านเมืองที่ประเสริฐกว่าและเมืองที่มีฐานรากนั้น ก็คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (ดู ฮร.11:10 คำอธิบาย 1 และข้อ 13 คำอธิบาย 2).
ยนซ.
12:8 ค ยนซ.12:7
ยนซ.
12:8 ง ยนซ.4:26
ยนซ.
12:8 3ง ดู 4:26 คำอธิบาย 2.
ยนซ.
12:9 1 คือ ทะเลทรายอันแห้งแล้งทางตอนใต้ของดินแดนคะนาอัน.
ยนซ.
12:10 ก ยนซ.26:1; 41:54; 43:1
ยนซ.
12:10 1ก การกันดารอาหารที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมโดยอำนาจสิทธิ์ขาดของพระองค์ เป็นบททดสอบเพื่อจะดูว่าอับราฮามจะดำเนินชีวิตโดยความเชื่อและเชื่อพึ่งพระเจ้าสำหรับความต้องการในแต่ละวันของเขาหรือไม่ (เทียบ 1ปต.1:6–7). แต่แทนที่อับราฮามจะเชื่อพึ่งพระเจ้า เขากลับเดินทางลงไปยังอียิปต์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของซาตาน.
ยนซ.
12:13 ก ยนซ.20:2; 26:7
ยนซ.
12:13 1 แปลตามตรงคือ จิตของฉัน.
ยนซ.
12:17 ก เทียบ 1คนก.16:21; บพส.105:14
ยนซ.
12:20 1 ขณะที่อับราฮามอยู่ในอียิปต์ เขาได้มีประสบการณ์ต่อพระคุณแห่งการปกป้องของพระเจ้า. แม้อับราฮามจะพ่ายแพ้ในการเชื่อพึ่งพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ยังคงอวยพรเขา ทำให้เขามั่งคั่งสมบูรณ์ (ข้อ 16; 13:2) และปกป้องซารายภรรยาของเขา. โดยประสบการณ์ในอียิปต์นี้อับราฮามได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าที่ได้ทรงเรียกเขานั้น ยังทรงดูแลเขาและทุกสิ่งล้วนอยู่ในอำนาจสิทธิ์ขาดแห่งพระหัตถ์ของพระองค์.