การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

เยเนซิศ บทที่ 11

6. การตกต่ำครั้งที่สี่ของมนุษย์ — ตกต่ำจากอำนาจแห่งการปกครองของมนุษย์ไปสู่การกบฏที่อยู่ภายใต้การยุยงของซาตาน
11:1–9
(1) ก่อสร้างเมืองหนึ่งเมืองกับหอหนึ่งหอเพื่อกบฏต่อพระเจ้า ละทิ้งพระเจ้า และประกาศนามของตนเอง
ข้อ 1–4
ยนซ. 11:1 และทั่วทั้งแผ่นดินมีภาษาเดียวและพูดอย่างเดียวกัน.
ยนซ. 11:2 เมื่อเขาย้ายไปทิศตะวันออก ก็ได้พบที่ราบลุ่มในดินแดน1กซีนาร เขาก็อาศัยอยู่ที่นั่น.
ยนซ. 11:3 แล้วก็ปรึกษาต่อกันว่า “มาเถิด ให้เรากทำ1อิฐและเผาให้สุกแข็ง” เขาจึงใช้อิฐต่างหิน และใช้ยางมะตอยต่างปูน.
ยนซ. 11:4 เขาทั้งหลายกล่าวว่า “มาเถิดให้เราสร้าง1กเมืองขึ้น และก่อ2หอให้มียอดเทียมขฟ้า เพื่อเราจะได้ประกาศ2นามของเรา ไม่ต้องคกระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน.”
(2) การจัดการที่พระเจ้ามีต่อการตกต่ำครั้งที่สี่ของมนุษย์ — ให้มนุษย์ได้อาศัยอยู่กระจัดกระจายไป และทำให้ภาษาของเขาสับสนวุ่นวายไป
ข้อ 5–9
ยนซ. 11:5 ฝ่ายพระยะโฮวาจึงเสด็จทอดพระเนตรเมืองและหอที่มนุษย์โลกได้ก่อสร้างขึ้นนั้น.
ยนซ. 11:6 แล้วพระยะโฮวาตรัสว่า “ดูเถิด คนทั้งปวงก็เป็นชนชาติเดียวกัน มีภาษาอย่างเดียวกัน เขาจึงเริ่มต้นกระทำอย่างนี้ แล้วภายหลังจะยับยั้งเขาไม่ให้ทำสิ่งที่เขาคิดจะทำนั้นก็ไม่ได้.
ยนซ. 11:7 มาเถิดให้1กเราลงไปทำให้ภาษาของเขา2วุ่นวายไป เขาจะไม่เข้าใจภาษาของกันและกัน.”
ยนซ. 11:8 พระยะโฮวาจึงทรงทำให้เขากพลัดพรากจากที่นั่นไปทั่วแผ่นดิน เขาทั้งหลายก็เลิกสร้างเมืองนั้นเสีย.
ยนซ. 11:9 เหตุฉะนี้จึงเรียกชื่อหอนั้นว่า1กบาเบล เพราะว่าที่นั่นพระยะโฮวาทรงทำให้ภาษาทั่วแผ่นดินวุ่นวายไป และพระยะโฮวาทำให้เขาทั้งหลายกระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน.
7. ลำดับวงศ์ตั้งแต่มนุษย์ได้รับความรอดโดยนํ้าจนถึงการทรงเรียกของพระยะโฮวา
11:10–32
ยนซ. 11:10 ต่อไปนี้เป็นกพงศ์พันธุ์ของเซม อายุเซมได้หนึ่งร้อยปีจึงให้กำเนิดอาระฟัคซัด ภายหลังน้ำท่วมได้สองปี.
ยนซ. 11:11 หลังจากเซมให้กำเนิดอาระฟัคซัดแล้ว ก็มีชีวิตเป็นอยู่อีกห้าร้อยปี และให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีกหลายคน.
ยนซ. 11:12 หลังจากอาระฟัคซัดมีชีวิตเป็นอยู่สามสิบห้าปีจึงให้กำเนิดเซลา.
ยนซ. 11:13 หลังจากอาระฟัคซัดให้กำเนิดเซลาแล้ว มีชีวิตเป็นอยู่อีกสี่ร้อยสามปี และให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีกหลายคน.
ยนซ. 11:14 เซลามีชีวิตเป็นอยู่ได้สามสิบปีจึงให้กำเนิดเอเบระ.
ยนซ. 11:15 หลังจากเซลาให้กำเนิดเอเบระแล้วก็มีชีวิตเป็นอยู่อีกสี่ร้อยสามปี และให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีกหลายคน.
ยนซ. 11:16 เอเบระมีชีวิตเป็นอยู่ได้สามสิบสี่ปี จึงให้กำเนิดเพเล็ฆ.
ยนซ. 11:17 หลังจากเอเบระให้กำเนิดเพเล็ฆแล้วก็มีชีวิตเป็นอยู่อีกสี่ร้อยสามสิบปีและให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีกหลายคน.
ยนซ. 11:18 เพเล็ฆมีชีวิตเป็นอยู่ได้สามสิบปี จึงให้กำเนิดระอู.
ยนซ. 11:19 หลังจากเพเล็ฆให้กำเนิดระอูแล้วก็มีชีวิตเป็นอยู่อีกสองร้อยเก้าปี และให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีกหลายคน.
ยนซ. 11:20 ระอูมีชีวิตเป็นอยู่ได้สามสิบสองปี จึงให้กำเนิดซะรูฆ.
ยนซ. 11:21 หลังจากระอูให้กำเนิดซะรูฆแล้วก็มีชีวิตเป็นอยู่อีกสองร้อยเจ็ดปี และให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีกหลายคน.
ยนซ. 11:22 ซะรูฆมีชีวิตเป็นอยู่ได้สามสิบปี จึงให้กำเนิดนาโฮร.
ยนซ. 11:23 หลังจากซะรูฆให้กำเนิดนาโฮรแล้วก็มีชีวิตเป็นอยู่อีกสองร้อยปี และให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีกหลายคน.
ยนซ. 11:24 นาโฮรมีชีวิตเป็นอยู่ได้ยี่สิบเก้าปี จึงให้กำเนิดเธรา.
ยนซ. 11:25 หลังจากนาโฮรให้กำเนิดเธราแล้วก็มีชีวิตเป็นอยู่อีกหนึ่งร้อยสิบเก้าปี และให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีกหลายคน.
ยนซ. 11:26 กเธรามีชีวิตเป็นอยู่ได้เจ็ดสิบปี จึงให้กำเนิดอับราม นาโฮรและฮาราน.
ยนซ. 11:27 ต่อไปนี้จะเป็นพงศ์พันธุ์ของเธรา. เธราให้กำเนิดอับราม นาโฮรและฮาราน ฮารานให้กำเนิดกโลต.
ยนซ. 11:28 ส่วนฮารานสิ้นชีพก่อนเธราผู้เป็นบิดาในดินแดนที่ตนบังเกิด คือ1กเมืองอูระของ2ชาวเคเซ็ด.
ยนซ. 11:29 อับรามกับนาโฮรต่างก็ได้ภรรยา ภรรยาของอับรามชื่อ1กซาราย ภรรยาของนาโฮรชื่อมิละคา มิละคาเป็นบุตรสาวของฮาราน ฮารานเป็นบิดาของนางมิละคาและบิดาของนางยิศคา.
ยนซ. 11:30 ฝ่ายนางซารายนั้นกเป็นหมันหามีบุตรไม่.
ยนซ. 11:31 1เธราก็พาอับรามบุตรของตนกับกโลตหลานชายคือบุตรชายของฮารานนั้น และนางซารายบุตรสะใภ้คือภรรยาของอับราม ออกไปจากขเมืองอูระของชาวเคเซ็ด จะเข้าไปในดินแดนคะนาอัน เมื่อเขาทั้งหลายมาถึง2เมืองฮารานแล้วก็อาศัยอยู่ที่นั่น.
ยนซ. 11:32 อายุเธราได้สองร้อยห้าปีจึงสิ้นชีวิตที่เมืองฮารานนั้น.

คำอธิบาย เยเนซิศ บทที่ 11

ยนซ. 11:2 ก ยนซ.10:10
ยนซ. 11:2 1ก คือบาบิโลน.
ยนซ. 11:3 ก อซด.1:14; 5:7–16
ยนซ. 11:3 1 การก่อสร้างของพระเจ้าสร้างด้วยหิน (1พกษ.6:7; มธ.16:18; ยฮ.1:42; 1กธ.3:12ก; 1ปต.2:5; วว.21:18–20) ซึ่งก่อกำเนิดจากการงานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าผ่านการทรงสร้างและการเปลี่ยนแปลง แต่การก่อสร้างของเมืองบาเบลและหอบาเบลนั้นกลับสร้างด้วยอิฐ (เทียบ อซด.1:11, 14ก) ซึ่งเป็นผลมาจากการตรากตรำของมนุษย์ผ่านการเผาดินที่พระเจ้าทรงสร้าง.
ดินมีไว้สำหรับให้ชีวิตงอกงามขึ้น (1:11). ส่วนการทำอิฐคือการประหารและเผาทำลายองค์ประกอบของดินที่ทำให้ชีวิตงอกงาม. ในด้านภาพเล็งนั้น ดินเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสภาพมนุษย์ (2:7; 3:19; มธ.13:3–8 และคำอธิบาย 1กธ.15:47ก). ดังนั้นการกบฏที่ซาตานได้ยุยงให้เกิดขึ้นจึงได้ประหารองค์ประกอบในตัวมนุษย์ที่มีไว้ให้ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เจริญงอกงามโดยการเผาทำลายองค์ประกอบเหล่านี้เสีย และยังใช้มนุษย์ในทางที่ผิด ด้วยการมาก่อสร้างการดำเนินชีวิตตามสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นและปราศจากพระเจ้า.
ยนซ. 11:4 ก เทียบ ยนซ.4:17
ยนซ. 11:4 1ก เมืองที่สร้างขึ้นโดยการตรากตรำของมนุษย์เป็นเครื่องหมายเล็งถึงมนุษย์ได้ละทิ้งพระเจ้าและนำเอาวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งปราศจากพระเจ้า มาแทนที่พระองค์ (ดู 14:17 คำอธิบาย 2).
ยนซ. 11:4 2 การสร้างหอคอยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างชื่อเสียงให้มนุษย์ และป่าวประกาศการกบฏและการต่อต้านของพวกเขาต่อพระเจ้า. ส่วนการก่อแท่นบูชาและการร้องเรียกพระนามพระยะโฮวาของอับราฮามในบทที่ 12:7–8 นั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการกระทำในที่นี้.ตามบทบันทึกทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี เมืองบาเบลและหอบาเบลนั้นเต็มไปด้วยนามของรูปเคารพ. ดังนั้นที่เมืองบาเบล มนุษย์ได้ติดตามซาตาน ยกชูตัวเองเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า ปฏิเสธพระนามของพระเจ้า ปฏิเสธสิทธิและอำนาจของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ และตกต่ำไปสู่การไหว้รูปเคารพ. นี่คือการตกต่ำครั้งที่สี่ของมนุษย์ คือการตกต่ำจากอำนาจแห่งการปกครองของมนุษย์ภายใต้อำนาจของพระเจ้าไปสู่การกบฏร่วมกันของมนุษยชาติทั้งหมดต่อพระเจ้าภายใต้การยุยงของซาตาน (ดู 6:3 คำอธิบาย 2).
ยนซ. 11:4 ข พบญ.1:28; 9:1; เทียบ ดนอ.4:11, 22
ยนซ. 11:4 ค ยนซ. 11:8–9
ยนซ. 11:7 ก ยนซ.1:26; 3:22; ยซย.6:8
ยนซ. 11:7 1ก สรรพนาม “เรา” ในที่นี้ บ่งชี้ว่าตัวของพระเจ้าตรีเอกภาพเองได้เสด็จลงมาที่เมืองบาเบล และพิพากษาการกบฏนั้นโดยตรง (ดู 1:1 คำอธิบาย 2).
ยนซ. 11:7 2 เพื่อทำให้มนุษยชาติไม่อาจก่อตัวขึ้นเป็นพันธมิตรมาต่อต้านพระองค์ พระเจ้าจึงทรงพิพากษามนุษยชาติที่กบฏเหล่านี้ด้วยการแตกแยกและความสับสน มนุษยชาติถูกทำให้กระจัดกระจายแตกแยกในการดำเนินชีวิตจนไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันในสถานที่แห่งเดียวได้ (ข้อ 8–9) และภาษาก็ถูกทำให้สับสนวุ่นวายจนไม่สามารถพูดภาษาเดียวกัน ไม่มีความเข้าใจ ความเห็น และทัศนคติเดียวกันได้ (ข้อ 7, 9). ในทางกลับกัน ชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องนั้นล้วนมีความเป็นหนึ่งและความกลมกลืนกัน ผู้เชื่อทุกคนมีความคิดเดียวกับความเห็นอย่างเดียว และมีปากเดียวกับคำพูดอย่างเดียวกัน (1กธ.1:10; รม.15:5–6; ฟป.2:2; 4:2; เทียบ กจ.2:5–11).
การกบฏของมนุษยชาติที่เมืองบาเบลนั้น มนุษย์ได้ตกต่ำอย่างถึงที่สุด จนในที่สุดเป็นเหตุให้พระเจ้าต้องละทิ้งเผ่าพันธุ์ที่ถูกสร้างของอาดามและทรงเรียกมนุษย์คนหนึ่ง คืออับราฮามออกจากเผ่าพันธุ์นั้น เพื่อพระองค์จะยังคงมีหนทางที่จะสำเร็จพระประสงค์ดั้งเดิมของพระองค์ในการทรงสร้างมนุษย์ (1:26–28).
ยนซ. 11:8 ก ยนซ. 11:4, 9; พบญ.32:8; เทียบ ยนซ.10:25, 32
ยนซ. 11:9 ก ยนซ.10:10
ยนซ. 11:9 1ก หมายถึง ความสับสน.
ยนซ. 11:10 ก ข้อ 10–27; ยนซ.10:21–22; 1คนก.1:17–27; ลก.3:34–36
ยนซ. 11:26 ก ยฮซ.24:2
ยนซ. 11:27 ก ยนซ.11:31; 12:5; 13:1, 5; 14:12; 19:1–36; ลก.17:28–29; 2ปต.2:7
ยนซ. 11:28 ก กจ.7:2–3
ยนซ. 11:28 1ก หมายถึง ความสว่าง. จากกิจการ 7:2 พระเจ้าแห่งสง่าราศีได้ทรงปรากฏแก่อับราฮามก่อนในเมืองอูระของชาวเคเซ็ด ในขณะที่เขายังอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมีย ก่อนที่จะไปอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน (เทียบ ข้อ 31). ก่อนที่พระเจ้าจะเริ่มปรากฏแก่อับราฮาม เขาและครอบครัวของเขาปรนนิบัติพระอื่นๆ (ยฮซ.24:2). พระเจ้าทรงเรียกอับราฮามผู้เป็นบิดาแห่งความเชื่อ (รม.4:16; ฆต.3:7) ออกมาจากภูมิหลังแห่งความมืดของการกราบไหว้รูปเคารพ ซึ่งก็คือภูมิหลังของหอบาเบล (ข้อ 3–4). พระเจ้าเสด็จมาหาอับราฮามและปรากฏแก่เขาเพื่อที่จะนำความสว่างมาสู่อับราฮาม (เทียบ มธ.4:16; กจ.9:1–3; 2กธ.4:6) และผลักดันเขาให้ออกมาจากประเทศแห่งการกราบไหว้รูปเคารพของซาตาน (ดู กจ.7:2 คำอธิบาย 2 และ ฮร.12:2 คำอธิบาย 2).
พระเจ้าเสด็จมาเรียกอับราฮามเพื่อพระองค์จะได้ทรงเริ่มต้นใหม่กับมนุษย์ที่ตกต่ำ. การทรงเรียกอับราฮามของพระเจ้าคือการย้ายเผ่าพันธุ์ จากเผ่าพันธุ์ที่ถูกสร้างของอาดามไปสู่เผ่าพันธุ์ที่ถูกเรียกของอับราฮาม (ดู รม.4:16 คำอธิบาย 1). การย้ายเผ่าพันธุ์ในการทรงเรียกของพระเจ้านั้นในความเป็นจริงแล้วก็คือการหันเปลี่ยนของชีวิตจากชีวิตของอาดามไปสู่ชีวิตของพระคริสต์ (ฆต.2:20; ฟป.1:21ก) จากชีวิตที่ตกต่ำแห่งสิ่งทรงสร้างเก่าไปสู่ชีวิตที่เข้มแข็งกว่าและดีกว่าแห่งสิ่งทรงสร้างใหม่ ซึ่งก็คือชีวิตที่ไม่ได้ถูกสร้างของพระเจ้า. ขั้นตอนของการหันเปลี่ยนแห่งชีวิตนี้ถูกแสดงอยู่ในแต่ละบทของหนังสือเยเนซิศ และอยู่ในประสบการณ์ที่รวมตัวกันของอับราฮาม ยิศฮาค และยาโคบ.
ยนซ. 11:28 2 เคเซ็ดเป็นสถานที่ซึ่งเป็นฝ่ายผีมาร เป็นดินแดนแห่งการกราบไหว้รูปเคารพในเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นบริเวณที่ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำใหญ่สองสายคือ แม่น้ำยูเฟรติสและไทกริส. ดังนั้นการที่จะออกจากเคเซ็ดเมืองแห่งการกราบไหว้รูปเคารพแล้วเดินทางไปยังแผ่นดินงาม คือดินแดนคะนาอันนั้น อับราฮามซึ่งเป็นชาวเฮ็บรายคนแรก (14:13 และคำอธิบาย) จึงต้องข้ามแม่น้ำยูเฟรติส (ดู ฮร.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 3 และ ฮร.11:13 คำอธิบาย 2).
ยนซ. 11:29 ก เทียบ ยนซ.17:15
ยนซ. 11:29 1ก หมายถึง เจ้าหญิงของฉัน
ยนซ. 11:30 ก ยนซ.16:1; 15:2–3; เทียบ ยซย.54:1; ฆต.4:27
ยนซ. 11:31 1 จากกิจการ 7:2–3 พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับราฮามในเมืองอูระของชาวเคเซ็ด และเรียกเขาให้ “ออกมาจากดินแดนของเจ้าและจากญาติพี่น้องของเจ้า และไปยังดินแดนที่เราจะชี้ให้แก่เจ้า.” นี่ก็คือการปรากฏและการทรงเรียกครั้งแรกของพระเจ้าที่มีต่อเขา. อย่างไรก็ตามอับราฮามไม่ได้ตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้าในทันที แต่กลับยังคงอยู่ในเมืองอูระไปอีกระยะหนึ่ง. หลังจากที่ฮารานพี่ชายของอับราฮามตายแล้ว (ข้อ 28) พระเจ้าทรงใช้อำนาจสิทธิ์ขาดทำให้เธราบิดาของเขานำครอบครัวย้ายออกมาจากเมืองอูระไปยังเมืองฮาราน ดังนั้นผู้ที่เป็นผู้เริ่มต้นในการออกจากเมืองอูระ จึงไม่ใช่อับราฮาม แต่คือบิดาของเขา (ดู กจ.7:4 และคำอธิบาย).
ยนซ. 11:31 ก ยนซ.11:27
ยนซ. 11:31 ข ยนซ.15:7; นฮย.9:7; กจ.7:4; ยฮซ.24:3
ยนซ. 11:31 2 อับราฮามได้ออกมาจากดินแดนเคเซ็ด แต่เขากลับไปอาศัยอยู่ที่เมืองฮาราน แทนที่จะไปยังดินแดนคะนาอันที่พระเจ้าทรงใช้ให้เขาไป (กจ.7:3). สิ่งนี้ชี้ถึงอับราฮามไม่ยินดีที่จะตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้าอย่างเด็ดขาด.
สารบัญ