การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

เยเนซิศ บทที่ 1

หัวข้อหลัก: การเนรมิตสร้างของพระเจ้า การเสื่อมเสียของซาตาน การตกต่ำของมนุษย์ และคำสัญญาแห่งการช่วยของพระยะโฮวา

ผู้เขียน: โมเซผู้เขียนหนังสือเบญจบรรณ (พบญ.31:9, 24; ลก.24:27, 44; ยฮ. 1:45; 5:46; กจ.28:23; 2กธ.3:15).

เวลาที่เขียน: ประมาณ 1490 ปี ก่อนคริสตศักราช เป็นเวลาเดียวกับที่เขียนหนังสือเอ็กโซโด (ดูคำแนะนำในหนังสือเอ็กโซโด).

สถานที่เขียน: ป่ากันดารทางทิศตะวันออกของอียิปต์.

ช่วงเวลาที่ได้ครอบคลุมถึง: ตั้งแต่การเนรมิตสร้างเมื่อแรกเริ่ม (1:1) จนกระทั่งโยเซฟได้จากโลกไป ประมาณ 1635 ปีก่อนคริสตศักราช (50:26).

I. การเนรมิตสร้างของพระเจ้า
1:1—2:25
1. พระทัยปรารถนาและพระประสงค์ของพระเจ้า
1:1—2:3
(1) การเนรมิตสร้างดั้งเดิมของพระเจ้า
1:1
ยนซ. 1:1 1กเมื่อแรกเริ่มนั้น2พระเจ้าได้3ขเนรมิตสร้าง4ฟ้าสวรรค์ทั้งหลายและแผ่นดิน
(2) การพิพากษากับความเสื่อมเสีย
1:2ก
ยนซ. 1:2 1แต่แผ่นดินนั้นก็กลายเป็นที่2กรกร้างว่างเปล่า มี2ความมืดอยู่เหนือ3ห้วงน้ำลึก
(3) การฟื้นฟูและการเนรมิตสร้างที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของพระเจ้า
1:2ข—2:3
ก. วันที่หนึ่ง
พระวิญญาณเสด็จมา พระคำได้มาและความสว่างก็มาด้วย
1:2ข–5
และ 4ขพระวิญญาณของ5พระเจ้าได้6ฟูมฟักอยู่เหนือผิวน้ำนั้น.
ยนซ. 1:3 พระเจ้า1กตรัสว่า “จงมี1ขความสว่าง” ความสว่างก็มีขึ้น
ยนซ. 1:4 พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นกดี จึงได้1ขแยกความสว่างนั้นออกจากความมืด
ยนซ. 1:5 พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่ากวัน และทรงเรียกความมืดนั้นว่าคืน. มี ขเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หนึ่ง.
ข. วันที่สอง
นํ้าที่อยู่ใต้พื้นอากาศกับนํ้าที่อยู่บนพื้นอากาศได้แยกออกจากกัน
1:6–8
ยนซ. 1:6 พระเจ้ากตรัสว่า “จงมี1พื้นอากาศในระหว่างน้ำทั้งหลาย ให้เป็นที่2ขแยกน้ำออกจากน้ำ.
ยนซ. 1:7 พระเจ้าได้ทรงสร้างพื้นอากาศ แล้วได้แยกน้ำที่อยู่ใต้พื้นอากาศออกจากกน้ำที่อยู่เหนือพื้นอากาศนั้น ก็เป็นดังนั้น.
ยนซ. 1:8 พระเจ้าจึงทรงเรียกพื้นอากาศนั้นว่าฟ้าสวรรค์ มีกเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็น1วันที่สอง.
ค. วันที่สาม
ที่แห้งกับทะเลแยกจากกันและได้บังเกิดชีวิตของพืช
1:9–13
ยนซ. 1:9 พระเจ้ากตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าสวรรค์นั้น จงขรวบรวมเข้าแห่งเดียวกัน ให้1คที่แห้งปรากฏขึ้น” ก็เป็นดังนั้น.
ยนซ. 1:10 พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า1แผ่นดิน และที่รวบรวมน้ำนั้นว่า1ทะเล และพระเจ้าทรงเห็นว่ากดี.
ยนซ. 1:11 พระเจ้ากตรัสว่า “แผ่นดินขจงงอก1ต้นหญ้าและต้นผักที่ออกเมล็ด อีกทั้งต้นไม้ที่ออกผลและมีเมล็ดในผลตามคชนิดของมัน” ก็เป็นดังนั้น.
ยนซ. 1:12 ต้นหญ้า ต้นผักที่ออกเมล็ดกตามชนิดของมัน และต้นไม้ที่ออกผลและมีเมล็ดในผลกตามชนิดของมัน ทุกอย่างก็งอกขึ้นที่แผ่นดิน พระเจ้าทรงเห็นว่าขดี
ยนซ. 1:13 มีเวลากเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สาม.
ง. วันที่สี่
ดวงสว่างต่างๆ ปรากฏขึ้น
1:14–19
ยนซ. 1:14 พระเจ้ากตรัสว่า “จงมี1ขดวงสว่างทั้งหลายบนพื้นฟ้าอากาศเป็นที่แบ่งวันออกจากคืน ให้เป็น2คเครื่องหมายที่กำหนด ฤดู วัน ปี
ยนซ. 1:15 ให้อยู่บนพื้นฟ้าอากาศ สำหรับจะได้ส่องสว่างเหนือแผ่นดิน” ก็เป็นดังนั้น
ยนซ. 1:16 พระเจ้าได้ทรง1กสร้างดวงสว่างใหญ่ไว้สองดวง ให้2ดวงใหญ่นั้นควบคุมวัน 3ดวงเล็กนั้นควบคุมคืนและ4ขดวงดาวทั้งหลายด้วย.
ยนซ. 1:17 พระเจ้าทรงกตั้งดวงสว่างเหล่านี้ไว้ในพื้นฟ้าอากาศให้ส่องสว่างบนแผ่นดิน
ยนซ. 1:18 ให้1ควบคุมวันและคืน และ1แยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่ากดี.
ยนซ. 1:19 มีเวลากเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สี่.
จ. วันที่ห้า
สิ่งมีชีวิตในนํ้าและในอากาศได้บังเกิดขึ้น
1:20–23
ยนซ. 1:20 พระเจ้ากตรัสว่า “น้ำจงอุดมด้วย1ขฝูงสัตว์ที่มีชีวิตและ2นกจงบินไปมาในฟ้าอากาศเหนือแผ่นดิน.
ยนซ. 1:21 พระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างกปลาทะเลขนาดใหญ่และสารพัดสัตว์ที่มีชีวิตแหวกว่ายในน้ำขตามชนิดของมันทุกอย่าง และเนรมิตสร้างบรรดาสัตว์ที่มีปีกบินได้ขตามชนิดของมันทุกอย่าง แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าคดี.
ยนซ. 1:22 พระเจ้าจึงทรงกอวยพรให้สัตว์เหล่านั้นว่า “จงบังเกิดขทวีมากขึ้นจนเต็มน้ำในทะเล และให้นกทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน.
ยนซ. 1:23 มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่ห้า.
ฉ. วันที่หก
สิ่งมีชีวิตบนแผ่นดินได้บังเกิดขึ้น
1:24–31
(ก) สัตว์ป่าบนแผ่นดิน
ข้อ 24–25
ยนซ. 1:24 พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดฝูงสัตว์ที่มีกชีวิตขตามชนิดของมัน คือ1สัตว์ใช้ 2สัตว์เลื้อยคลาน และ1สัตว์ทั้งปวงขตามชนิดของมัน” ก็เป็นดังนั้น.
ยนซ. 1:25 พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทั้งปวงกตามชนิดของมัน สัตว์ใช้กตามชนิดของมัน และสรรพสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินกตามชนิดของมันทุกอย่าง แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าขดี.
(ข) มนุษย์
ข้อ 26–28
a. การประชุมของฐานันดรพระเจ้า
ข้อ 26
ยนซ. 1:26 แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้1กพวกเราสร้าง2ขมนุษย์คตาม3งฉายาและ3จลักษณะของพวกเรา ให้4พวกเขา5ฉมีอำนาจครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ ฝูงสัตว์ใช้ และแผ่นดินทั้งหมด อีกทั้ง6สรรพสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินทั้งสิ้น.”
b. พระเจ้าทรงสร้างชายและหญิง
ข้อ 27
ยนซ. 1:27 พระเจ้าจึงทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ขึ้นกตามพระฉายาของพระองค์ และตามพระฉายาของพระองค์นั้นพระเจ้าได้ทรงขเนรมิตสร้างมนุษย์ขึ้นและได้ทรงเนรมิตสร้างให้เป็นคชายและหญิง.
c. พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ให้บังเกิดทวีมากขึ้น
ข้อ 28
ยนซ. 1:28 พระเจ้าได้ทรงกอวยพระพรแก่พวกเขา ตรัสแก่เขาว่า “จงขบังเกิดทวีมากขึ้นจนเต็มทั่วแผ่นดิน จง1พิชิตแผ่นดินนี้ จงมีอำนาจครอบครองฝูงปลาในทะเลและฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาบนแผ่นดิน.”
(ค) มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ล้วนได้รับความอิ่มหนำเพราะการหล่อเลี้ยงของพระเจ้า
ข้อ 29–30
ยนซ. 1:29 พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด สารพัดผักที่ออกเมล็ดมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดินและต้นไม้ทั้งปวงที่ออกผลซึ่งมีเมล็ด เรายกให้เป็น1กอาหารของเจ้าทั้งหลาย.
ยนซ. 1:30 ฝ่ายสัตว์ทั้งหลายที่แผ่นดินและนกทั้งปวงที่ฟ้าอากาศกับบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินเรายกต้นหญ้าเขียวสดทั้งปวงให้เป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้น ก็เป็นดังนั้น.
(ง) พระเจ้าทรงทอดพระเนตรดูทุกสิ่งเห็นว่าดีนัก
ข้อ 31
ยนซ. 1:31 พระเจ้าทรงทอดพระเนตรดูสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้นั้นเห็นว่า1กดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หก.

คำอธิบาย เยเนซิศ บทที่ 1

ยนซ. 1:1 ก เทียบ ยฮ.1:1–2
ยนซ. 1:1 1ก พระคัมภีร์ประกอบด้วยสองพันธสัญญาคือพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่. พระคัมภีร์คือการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่ครบถ้วน ซึ่งพระเจ้าทรงจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและประทานให้มนุษย์. การเปิดเผยที่สำคัญซึ่งอยู่ในพระคัมภีร์ทั้งเล่มคือแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวของพระเจ้าตรีเอกภาพผู้มีเพียงหนึ่งเดียว (อฟ.1:10; 3:9; 1ตธ.1:4ข). ศูนย์กลางและการแพร่หลายของแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งและอุดมสมบูรณ์อย่างหาที่สุดไม่ได้ ซึ่งเป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมและการสำแดงของพระเจ้าตรีเอกภาพ (กซ.2:9; 1:15–19; ยฮ.1:18). เป้าหมายของแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์นี้คือคริสตจักรอันเป็นพระกาย, ความบริบูรณ์, และการสำแดงของพระคริสต์ (อฟ.1:22ข–23; 3:8–11) ซึ่งจะสำเร็จสุดยอดในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ อันเป็นการเข้าสนิท, การผสมผสาน, และการผสมรวมกันระหว่างพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนและสำเร็จสุดยอดกับมนุษย์ที่มีสามส่วน ซึ่งได้รับการไถ่, การบังเกิดใหม่, การเปลี่ยนแปลง, และการได้รับสง่าราศีของพระองค์. พระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึงการทำให้แผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์นี้สำเร็จลุล่วง โดยแบ่งเป็นหลายขั้นตอนที่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เริ่มจากการเนรมิตสร้างของพระเจ้าในเยเนซิศบทที่ 1—2 และสำเร็จสุดยอดที่กรุงเยรูซาเล็มใหม่ในวิวรณ์บทที่ 21—22. พันธสัญญาเดิมได้เปิดเผยถึงเนื้อหาแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า ประการสำคัญนั้นอยู่ในลักษณะที่เป็นแบบเล็ง, เครื่องหมาย, และเงา ขณะที่ในพันธสัญญาใหม่ แบบเล็ง, เครื่องหมาย, และเงาเหล่านี้ล้วนได้สำเร็จเป็นจริงและปรากฏเป็นจริงแล้ว. ดังนั้นพันธสัญญาเดิมจึงเป็นการบรรยายในเชิงเครื่องหมายแห่งแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า ส่วนพันธสัญญาใหม่เป็นการสำเร็จเป็นจริงของความเป็นจริง.
คำว่า “เยเนซิศ” ซึ่งพันธสัญญาเดิมฉบับเซ็บทัวจินท์ใช้เป็นหัวข้อของหนังสือเล่มนี้ เป็นศัพท์ในภาษาละตินซึ่งแปลว่า การให้กำเนิด, ต้นกำเนิด. ในฐานะที่เป็นหนังสือเล่มแรกในพระคัมภีร์ เยเนซิศได้ให้กำเนิดและเป็นต้นกำเนิดของหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในพระคำอันศักดิ์สิทธิ์. ดังนั้นเมล็ดพันธุ์ของหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จึงถูกหว่านไว้ในหนังสือเล่มนี้. เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ก็จะงอกงามและพัฒนาขึ้นในหนังสือเล่มต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพันธสัญญาใหม่ และในที่สุดก็จะถูกเก็บเกี่ยวในหนังสือวิวรณ์ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสุดท้าย.
หนังสือเยเนซิศคือภาพย่อของการเปิดเผยที่ครบถ้วนในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม โดยเริ่มจากมนุษย์ที่ถูกเนรมิตสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า (1:26) และจบลงที่มนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า อิสราเอล (32:28; 48:2) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่เพียงแค่ภายนอกมีพระฉายาของพระเจ้าเท่านั้น แต่พระเจ้ายังทรงนำตัวของพระองค์มากระทำเข้าสู่ภายในตัวเขาอีกด้วย เพื่อทำให้เขากลายเป็นการสำแดงของพระองค์. อิสราเอลที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือเมล็ดพันธุ์ หรือภาพย่อของกรุงเยรูซาเล็มใหม่.
เมื่อดูอย่างผิวเผินแล้ว เยเนซิศบทที่ 1—2 เป็นเพียงบทบันทึกที่กล่าวถึงการเนรมิตสร้างเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว แทบทุกหัวข้อที่บันทึกไว้ในสองบทนี้ล้วนเปิดเผยถึงพระคริสต์ผู้เป็นชีวิตสำหรับพลไพร่ของพระเจ้า (ยฮ.1:1, 4; 11:25; 14:6) เพื่อจะก่อกำเนิดและก่อสร้างคริสตจักร. บทที่ 3—50 นำเสนอชีวประวัติของบุคคลสำคัญแปดคน ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละสี่คน เพื่อเป็นตัวแทนของมนุษย์สองเผ่าพันธุ์ โดยมีอาดาม, เฮเบล, ฮะโนค และโนฮาเป็นตัวแทนของเผ่าพันธุ์ที่ถูกสร้าง ส่วนอับราฮาม, ยิศฮาค, ยาโคบ และโยเซฟเป็นตัวแทนของเผ่าพันธุ์ที่ถูกเรียก. สิ่งสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ไม่ใช่การงานของบุคคลเหล่านี้ แต่เป็นชีวิต, การดำเนินชีวิต และวิถีทางของเขาต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า. ในเยเนซิศพระเจ้าทรงใช้บทบันทึกที่เกี่ยวกับการเนรมิตสร้างและชีวประวัติของบุคคลแปดคนนี้มาเปิดเผยถึงชีวิตที่ทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลุล่วง.
คำว่า “เมื่อแรกเริ่มนั้น” ในข้อนี้ชี้ถึงจุดเริ่มต้นแห่งกาลเวลา (เทียบ ยฮ.1:1). เวลาเริ่มต้นในขณะที่จักรวาลนี้ถูกเนรมิตสร้างขึ้น และเวลาจะดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่พระที่นั่งใหญ่สีขาว (วว.20:11–15). เวลามีไว้เพื่อจะกระทำให้สำเร็จซึ่งพระประสงค์นิรันดร์ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ในนิรันดร์กาลในอดีต (อฟ.3:11) เพื่อนิรันดร์กาลในอนาคต.
ยนซ. 1:1 2 ในภาษาเฮ็บรายคือ อีโลฮิม ซึ่งหมายถึง องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์. ชื่อตามภาษาเฮ็บรายในที่นี้เป็นพหูพจน์ แต่คำกริยาของ “เนรมิตสร้าง” เป็นเอกพจน์. นอกจากนี้ข้อ 26 ใช้สรรพนาม “พวกเรา” ซึ่งเป็นพหูพจน์ในการอ้างถึงพระเจ้า ขณะที่ข้อ 27 กลับใช้สรรพนาม “พระองค์” ที่เป็นเอกพจน์. นี่ก็คือเมล็ดพันธุ์ที่เกี่ยวกับตรีเอกภาพ. พระเจ้ามีเพียงองค์เดียว (ยซย.45:5; 1กธ.8:4; 1ตธ.2:5) แต่พระองค์ก็เป็นสามด้วย — พระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณ (มธ.28:19). พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตรีเอกภาพ. ผู้ทรงทำการเนรมิตสร้างนั้นคือพระเจ้าตรีเอกภาพ (ดู 2กธ.13:14 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 3).
เยเนซิศแบ่งออกเป็นสามช่วง แต่ละช่วงขึ้นต้นด้วยชื่อที่ต่างกัน. ช่วงแรก (1:1—2:25) ซึ่งขึ้นต้นด้วยพระนาม “พระเจ้า” กล่าวถึงการเนรมิตสร้างของพระเจ้า; ช่วงที่สอง (3:1—11:32) ซึ่งขึ้นต้นด้วย “งู” กล่าวถึงการที่งูทำให้มนุษย์เสื่อมเสีย; และช่วงที่สาม (12:1—50:26) ซึ่งขึ้นต้นด้วยพระนาม “พระยะโฮวา” กล่าวถึงการที่พระยะโฮวาทรงเรียกมนุษย์ที่ตกต่ำ.
ยนซ. 1:1 ข ซคย.12:1; บพส.33:6; ยซย.42:5;45:18; ยรม.10:12; 51:15; ยฮ.1:3
ยนซ. 1:1 3ข คำว่า “เนรมิตสร้าง” ในที่นี้ชี้ถึงการบันดาลจากสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น ต่างกับ “สร้าง” ใน 2:4 และ “ปั้น” ใน 2:7 โดยที่สองคำหลังนี้ชี้ถึงการเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำให้เป็นของอย่างอื่น.
เหตุจูงใจในการเนรมิตสร้างของพระเจ้าคือการทำให้ความปรารถนาของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริงและสนองความชอบพระทัยอันดีงามของพระองค์เอง (อฟ.1:5, 9). พระประสงค์ในการเนรมิตสร้างของพระเจ้าก็เพื่อที่จะให้พระบุตรของพระเจ้าได้รับสง่าราศี (กซ.1:15–19) และสำแดงตัวของพระเจ้าเองให้ปรากฏ (บพส.19:1–2; รม.1:20 คำอธิบาย 1 และ 2) ในตัวมนุษย์เป็นพิเศษ (1ตธ.3:16) ผ่านทางพระบุตรของพระองค์ คือพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าและพระฉายาหรือการสำแดงของพระเจ้า (กซ.2:9; 1:15). มูลฐานในการเนรมิตสร้างของพระเจ้าคือน้ำพระทัยและโครงการของพระเจ้า (อฟ.1:10 คำอธิบาย 1; วว.4:11 คำอธิบาย 2). สื่อกลางในการเนรมิตสร้างของพระเจ้าคือพระบุตรของพระเจ้า (กซ.1:15–16; ฮร.1:2ข) และพระคำของพระเจ้า (ฮร.11:3; ยฮ.1:1–3) ซึ่งทั้งสองก็คือพระคริสต์นั่นเอง (ยฮ.1:1, 18; วว.19:13)
ยนซ. 1:1 4 ในขั้นตอนแห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์และเหล่าทูตสวรรค์ถูกเนรมิตสร้างขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงเนรมิตสร้างแผ่นดินโลกขึ้นเป็นอันดับที่สอง โดยน่าจะมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดถูกเนรมิตสร้างขึ้นมาพร้อมกันด้วย (โยบ 38:4–7 กับคำอธิบายที่ 1 ในข้อ 7).
ยนซ. 1:2 1 พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างแผ่นดินโลกขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบ (โยบ 38:4–7; ยซย.45:18). คำว่า “แต่” และ “กลายเป็น” ในข้อนี้บ่งชี้ว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นจึงทำให้สิ่งที่พระเจ้าเนรมิตสร้างไว้ได้กลายเป็นที่ “รกร้างว่างเปล่า.” เรื่องที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงนี้ก็คือการที่พระเจ้าทรงพิพากษาจักรวาลในยุคก่อนอาดามหลังจากที่ซาตานได้ก่อกบฏขึ้นมา. การพิพากษานี้ได้ดำเนินการต่อซาตาน, ต่อเหล่าทูตสวรรค์และสิ่งมีชีวิตบนแผ่นดินโลกในยุคก่อนอาดาม ซึ่งได้ร่วมเป็นกบฏด้วยกันกับซาตาน, และต่อฟ้าสวรรค์กับแผ่นดินโลกด้วย (ดู ยซย.14:12–15 กับคำอธิบาย; ยอค.28:12–19 กับคำอธิบาย)
ยนซ. 1:2 ก ยรม.4:23; ยซย.24:1
ยนซ. 1:2 2ก ทุกครั้งที่พันธสัญญาเดิมนำคำว่า “รกร้าง” และ “ว่างเปล่า” มาไว้รวมกัน ที่นั่นย่อมแสดงถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการพิพากษาของพระเจ้า (เทียบ ยรม.4:23; ยซย.24:1; 34:11). ความมืดซึ่งอยู่เหนือห้วงน้ำลึกก็เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการพิพากษาของพระเจ้าเช่นเดียวกัน (เทียบ อซด.10:21—22; วว.16:10
ยนซ. 1:2 3 ในพระคัมภีร์นั้น น้ำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงชีวิต (ยฮ.4:10, 14; 7:38; วว.22:1) หรือความตายก็ได้ (7:17—24; อซด.14:21–30; ยฮ.3:5; รม.6:3). น้ำในที่นี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงความตาย. ผลลัพธ์ของการที่พระเจ้าทรงพิพากษาจักรวาลในยุคก่อนอาดาม ทำให้ทั่วทั้งโลกถูกปกคลุมไปด้วยห้วงน้ำลึก ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าทั่วทั้งแผ่นดินโลกเต็มด้วยความตายและอยู่ภายใต้ความตาย (ดู มก.1:23 คำอธิบาย 1; 1ตธ.4:1 คำอธิบาย 6 และ วว.21:1 คำอธิบาย 3)
ยนซ. 1:2 ข บพส.104:30
ยนซ. 1:2 4ข ในภาษาเฮ็บรายคือรูอัค (ruach) ซึ่งอาจแปลเป็น วิญญาณ, ลม, หรือลมปราณก็ได้. นี่เป็นครั้งแรกที่พระคัมภีร์กล่าวถึงพระวิญญาณ. พระวิญญาณของพระเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณแห่งชีวิต (รม.8:2) ได้เสด็จมาฟูมฟักอยู่เหนือน้ำแห่งความตายเพื่อจะก่อกำเนิดชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์ (ข้อ 26) เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้า. ในด้านประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณนั้น การมาถึงของพระวิญญาณคือเงื่อนไขแรกในการก่อกำเนิดชีวิต (ยฮ.6:63ก).
ยนซ. 1:2 5 ข้อ 1 บันทึกถึงการเนรมิตสร้างดั้งเดิมของพระเจ้า. ข้อ 2ก ชี้ถึงการที่พระเจ้าทรงพิพากษาจักรวาลในยุคก่อนอาดาม. ใน 1:2ข—2:3 ทั้งตอนนี้ไม่ได้ชี้ถึงการเนรมิตสร้างดั้งเดิมของพระเจ้า แต่ชี้ถึงการที่พระเจ้าทรงฟื้นฟูจักรวาลที่ถูกทำลายไป และเพิ่มด้วยการเนรมิตสร้างที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของพระองค์ ซึ่งใช้เวลาหกวัน.
ยนซ. 1:2 6 ตามความหมายเดิมคือไก่ฟูมฟักไข่
ยนซ. 1:3 ก ยนซ.1:6, 9, 11, 14, 20, 24, 26; บพส.33:6, 9; ฮร.11:3
ยนซ. 1:3 1ก หลังจากที่พระวิญญาณได้ฟูมฟักแล้ว (ข้อ 2ข) พระคำของพระเจ้าก็มาถึงเพื่อจะนำมาซึ่งความสว่าง (เทียบ บพส.119:105, 130). ในด้านประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณนั้น การมาถึงของพระคำคือเงื่อนไขที่สองในการก่อกำเนิดชีวิต (ยฮ.5:24; 6:63ข) ส่วนการมาถึงของความสว่างเป็นเงื่อนไขที่สาม (มธ.4:13–16; ยฮ.1:1–13).
พระวิญญาณ, พระคำ, และความสว่างคือสื่อกลางที่พระเจ้าใช้ในการก่อกำเนิดชีวิตเพื่อจะทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลุล่วง. พระคัมภีร์กล่าวถึงพระวิญญาณแห่งชีวิต, พระคำแห่งชีวิต และความสว่างแห่งชีวิต (รม.8:2; ฟป.2:16; ยฮ.8:12ข). พระคริสต์ซึ่งเป็นพระวิญญาณทรงเป็นความเที่ยงแท้ของพระเจ้า (รม.8:9–10; 2กธ.3:17; ยฮ.16:13–15) พระคริสต์ซึ่งเป็นพระคำทรงเป็นการตรัสของพระเจ้า (ยฮ.1:1; ฮร.1:2) และพระคริสต์ซึ่งเป็นความสว่างทรงเป็นการส่องสว่างของพระเจ้า (ยฮ.8:12ก; 9:5).
ยนซ. 1:3 ข ยซย.45:7; 2กธ.4:6; เทียบ ยฮ.1:4–5
ยนซ. 1:4 ก ยนซ.1:10, 12, 18, 21, 25, 31
ยนซ. 1:4 ข เทียบ 2กธ.6:14
ยนซ. 1:4 1ข การแบ่งแยกความสว่างออกจากความมืดเพื่อจะได้แบ่งกลางวันและกลางคืนออกจากกัน (ข้อ 5; เทียบ 2กธ.6:14ข) คือเงื่อนไขที่สี่ในการก่อกำเนิดชีวิต.
ยนซ. 1:5 ก บพส.74:16; ยรม.33:20
ยนซ. 1:5 ข ยนซ.1:8, 13, 19, 23, 31
ยนซ. 1:6 ก ยนซ.1:3
ยนซ. 1:6 1 ชั้นบรรยากาศ ซึ่งก็คืออากาศที่ห่อหุ้มโลกเอาไว้.
ยนซ. 1:6 ข บพส.104:6–7
ยนซ. 1:6 2ข การแบ่งแยกน้ำออกจากกันด้วยการสร้างพื้นอากาศเอาไว้ระหว่างกลาง. ในด้านฝ่ายวิญญาณนั้น เรื่องนี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการแยกของฝ่ายสวรรค์ออกจากของฝ่ายโลกโดยการงานแห่งกางเขน (กซ.3:1–3; ฮร.4:12) คือเงื่อนไขที่ห้าในการก่อกำเนิดชีวิต.
ยนซ. 1:7 ก บพส.148:4
ยนซ. 1:8 ก ยนซ.1:5
ยนซ. 1:8 1 ในตอนท้ายของวันที่สองไม่ได้บันทึกว่า พระเจ้าตรัสว่าพื้นอากาศ (อากาศ) และน้ำนั้นดี (เทียบ ข้อ 4, 10, 12, 18, 21, 25). กรณีนี้เป็นเพราะในอากาศมีเหล่าทูตสวรรค์ที่ตกต่ำ (อฟ.2:2; 6:12) และน้ำก็คือที่อาศัยของบรรดาผีโสโครก (มธ.12:43 กับคำอธิบาย)
ยนซ. 1:9 ก ยนซ.1:3
ยนซ. 1:9 ข บพส.33:7; 104:7–9; โยบ 38:8–11
ยนซ. 1:9 ค 2ปต.3:5; โยบ 38:4–6;
ยนซ. 1:9 1ค การปรากฏขึ้นของแผ่นดินแห้งคือเงื่อนไขที่หกในการก่อกำเนิดชีวิต. เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่สามซึ่งสอดคล้องกับวันแห่งการเป็นขึ้น (1กธ.15:4). ในพระคัมภีร์ ทะเลเป็นตัวแทนของความตาย ส่วนแผ่นดินเป็นตัวแทนของพระคริสต์ (ดู พบญ.8:7 คำอธิบาย 1) อันเป็นแหล่งที่ก่อกำเนิดชีวิต. หลังจากที่แผ่นดินปรากฏขึ้นแล้ว ชีวิตทุกชนิด — ชีวิตพืช, ชีวิตสัตว์, กระทั่งชีวิตมนุษย์ — ก็ได้ก่อกำเนิดออกมาจากแผ่นดิน (ข้อ 11–12, 24–27; 2:7). นี่เป็นแบบเล็งว่า ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งปวงแห่งชีวิตนี้ล้วนมาจากพระคริสต์. ในวันที่สาม พระคริสต์ได้ออกจากความตายในการเป็นขึ้น เพื่อจะก่อกำเนิดชีวิต (ยฮ.12:24; 1ปต.1:3) เพื่อการก่อรูปของคริสตจักร.
ยนซ. 1:10 1 การแยกแผ่นดินออกจากน้ำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการแบ่งแยกชีวิตออกจากความตาย. ตั้งแต่วันที่สองเป็นต้นมา (ข้อ 6–7) พระเจ้าได้ทรงเริ่มการงานแห่งการกักกันและจำกัดน้ำแห่งความตายที่ปกคลุมแผ่นดินโลกเอาไว้ (เทียบ ยรม.5:22). ในที่สุดเมื่อการงานของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงแล้ว ในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ก็จะไม่มีทะเลอีกต่อไป (วว.21:1 กับคำอธิบาย 3). ยิ่งกว่านั้นในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ก็จะไม่มีกลางคืนอีกต่อไปด้วย (วว.21:25 กับคำอธิบาย 2). กรณีนี้หมายความว่าทั้งความตายและความมืดจะถูกกำจัดทิ้งไป
ยนซ. 1:10 ก ยนซ.1:4
ยนซ. 1:11 ก ยนซ.1:3
ยนซ. 1:11 ข ยนซ.2:9; บพส.104:14
ยนซ. 1:11 1 ชีวิตพืชเป็นรูปแบบของชีวิตในชั้นที่ต่ำสุด เป็นชีวิตที่ปราศจากจิตสำนึก ซึ่งสอดคล้องกับระยะแรกสุดของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในตัวของผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่ (เทียบ 1กธ.3:6). ชีวิตพืชต่างๆ นานาเหลือคณานับนี้เป็นแบบเล็งถึงการสำแดงอันอุดมแห่งความอุดมสมบูรณ์ซึ่งหาที่สุดไม่ได้ของชีวิตพระคริสต์ ในด้านความงดงามที่ปรากฏแก่สายตามนุษย์ (ยนซ.2:9) ในด้านความหอมหวน (พพร.1:12–13) และในด้านการบำรุงเลี้ยงที่ให้แก่มนุษย์และสัตว์ (ยนซ.1:29–30). ทั้งต้นไม้ (ยนซ.2:9; อซด.15:23–25; พพร.2:3; 5:15; ยซย.11:1; ยฮ.15:1; วว.22:2), ดอกไม้ (พพร.1:14) และธัญพืชซึ่งเป็นอาหารสำหรับมนุษย์ (ยฮ.6:9, 13) และเป็นเครื่องบูชาถวายแด่พระเจ้า (ลวต.2:1–3, 14) ต่างก็เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ทั้งสิ้น.
ยนซ. 1:11 ค ยนซ.1:12, 21, 24, 25; เทียบ ยนซ.1:26, 27
ยนซ. 1:12 ก ยนซ.1:11
ยนซ. 1:12 ก ยนซ.1:11
ยนซ. 1:12 ข ยนซ.1:4
ยนซ. 1:13 ก ยนซ.1:5
ยนซ. 1:14 ก ยนซ.1:3
ยนซ. 1:14 ข บพส.136:7; 104:19
ยนซ. 1:14 1ข ตามการเปิดเผยของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ความสว่างมีไว้สำหรับชีวิต. ความสว่างและชีวิตย่อมควบคู่กันไปเสมอ (บพส.36:9; มธ.4:16; ยฮ.1:4; 8:12; 1ยฮ.1:1–7). เมื่อความสว่างยิ่งสูงส่งขึ้น ชีวิตก็จะยิ่งสูงส่งขึ้นไปด้วย. ความสว่างที่ไม่แน่นอนในวันที่หนึ่ง (ข้อ 3) เพียงพอสำหรับการก่อกำเนิดรูปแบบของชีวิตในชั้นที่ต่ำสุดเท่านั้น ถ้าจะก่อกำเนิดรูปแบบของชีวิตในชั้นที่สูงขึ้นซึ่งรวมถึงชีวิตมนุษย์ด้วยก็จำเป็นต้องมีความสว่างที่แน่นอนและเป็นแก่นสารยิ่งขึ้นซึ่งมาจากดวงสว่าง — ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ และดวงดาว (ข้อ 16; บพส.136:7–9) ในวันที่สี่. กรณีนี้บ่งชี้ว่า แม้ความสว่าง “ในวันแรก” จะเพียงพอสำหรับการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณของเรา แต่สำหรับการเติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์จนสุกงอมนั้น เราต้องมีความสว่างที่มากและแรงกล้ายิ่งขึ้น นั่นคือความสว่าง “ในวันที่สี่.”
ยนซ. 1:14 ค เทียบ มธ.2:2, 9
ยนซ. 1:14 2ค เครื่องหมาย, ฤดู, วัน, และปี ล้วนเป็นเงาของพระคริสต์ทั้งสิ้น (กซ.2:16–17).
ยนซ. 1:16 ก บพส.136:7–9
ยนซ. 1:16 1ก แม้ก่อนหน้านี้ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ และดวงดาวก็ถูกเนรมิตสร้างไว้แล้ว (เทียบ โยบ 38:7) แต่ในเวลาที่พระเจ้าทรงพิพากษาฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลกหลังจากที่ซาตานก่อกบฏพระองค์ก็ทรงหยุดการใช้งานของดวงสว่างเหล่านี้ไว้ (ดู โยบ 9:5 คำอธิบาย 1). ในวันที่สี่ การใช้งานของดวงสว่างเหล่านี้จึงถูกฟื้นฟูขึ้นมาเพื่อก่อกำเนิดรูปแบบของชีวิตในชั้นที่สูงขึ้น.
ยนซ. 1:16 2 คือดวงอาทิตย์ (บพส.136:8) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ (มลค.4:2; ลก.1:78–79; มธ.4:16; อฟ.5:14). องค์พระเยซูเจ้าก็ทรงเปรียบเหล่าวิสุทธิชนผู้มีชัยชนะเป็นดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน (มธ.13:43ก).
ยนซ. 1:16 3 คือดวงจันทร์ (บพส.163:9). ในความฝันของโยเซฟ บิดาของเขาถูกเปรียบเป็นดวงอาทิตย์, มารดาของเขาถูกเปรียบเป็นดวงจันทร์ และพี่น้องของเขาถูกเปรียบเป็นดวงดาว (37:9). ดวงจันทร์ยังสามารถถือเป็นเครื่องหมายของคริสตจักรซึ่งเป็นภรรยาของพระคริสต์ก็ได้ (เทียบ พพร.6:10). ดวงจันทร์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง แต่ส่องสว่างในเวลากลางคืนได้ด้วยการสะท้อนแสงสว่างของดวงอาทิตย์. ในทำนองเดียวกัน คริสตจักรก็ส่องสว่างในค่ำคืนที่มืดมิดแห่งยุคคริสตจักรด้วยการสะท้อนแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ (เทียบ ฟป.2:15).
ยนซ. 1:16 ข โยบ 38:31–33
ยนซ. 1:16 4ข ดวงดาวเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์เป็นอันดับแรก (อฤธ.24:17; 2ปต.1:19; วว.22:16ข). แม้ว่าพระคริสต์จะทรงเป็นดวงอาทิตย์ที่แท้จริง แต่ในยุคปัจจุบันอันเป็นเวลากลางคืนพระองค์ไม่ได้ปรากฏดุจดวงอาทิตย์ แต่ทรงส่องสว่างดุจดาวประจำรุ่งที่สุกใส (วว.22:16 กับคำอธิบาย 4). ดวงดาวยังเป็นเครื่องหมายเล็งถึงวิสุทธิชนที่มีชัยชนะ (ดนอ.12:3; เทียบ วว.1:20). ในยามที่ดวงจันทร์อยู่ในช่วงข้างแรมย่อมต้องการความสว่างจากดวงดาวเป็นพิเศษ ทำนองเดียวกันในช่วงเวลาที่คริสตจักรตกต่ำก็ต้องการการส่องสว่างของเหล่าวิสุทธิชนที่มีชัยชนะ ซึ่งเป็นดวงดาวฝ่ายสวรรค์เป็นพิเศษ (วว.2:7, 11, 17, 26–28; 3:5, 12, 20–21).
ยนซ. 1:17 ก ยรม.31:35; โยบ 38:12–13
ยนซ. 1:18 1 การควบคุมของความสว่างในวันที่สี่ยังเพิ่มกำลังให้กับการแยกความสว่างออกจากความมืดในข้อ 4 ด้วย. ทั้งการควบคุมและการแบ่งแยกนี้ต่างก็เป็นเงื่อนไขของการเติบโตในชีวิต.
ยนซ. 1:18 ก ยนซ.1:4
ยนซ. 1:19 ก ยนซ.1:5
ยนซ. 1:20 ก ยนซ.1:3
ยนซ. 1:20 ข
ยนซ. 1:20 1ข นี่คือชีวิตของสัตว์ที่มีจิตสำนึกต่ำสุด ซึ่งสอดคล้องกับขั้นแรกในการเติบโตในชีวิตของผู้เชื่อทั้งหลาย (เทียบ 1ยฮ.2:13). ชีวิตของสัตว์ในทะเลเป็นแบบเล็งถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิตของพระคริสต์ในด้านฤทธิ์เดชซึ่งมีชัยชนะต่อความตาย (ที่มีน้ำเค็มเป็นเครื่องหมาย) ในการดำเนินชีวิตของพระองค์. ปลาสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำเค็มได้โดยปราศจากรสเค็มฉันใด พระคริสต์และเหล่าผู้เชื่อของพระองค์ซึ่งมีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกฝ่ายซาตานได้โดยไม่ถูกความเสื่อมเสียของโลกทำให้ “เค็ม” ฉันนั้น (เทียบ ยฮ.14:30; 17:15–16). ชีวิตของสัตว์ในทะเลยังแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิตของพระคริสต์ในด้านที่ได้ป้อนเลี้ยงมนุษย์ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์อีกด้วย (ยฮ.6:9ก; 21:9)
ยนซ. 1:20 2 ชีวิตนกสูงส่งกว่าชีวิตปลา. ปลาสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำแห่งความตาย แต่นกอยู่เหนือล้ำน้ำแห่งความตาย. โดยการที่ผู้เชื่อทั้งหลายเติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น พวกเขาก็สามารถอยู่เหนือล้ำอุปสรรคทั้งปวงในโลก (เทียบ ยซย.40:31). ชีวิตนกเป็นแบบเล็งถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิตของพระคริสต์ดังที่จะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงเป็นนกอินทรีซึ่งแบกเหล่าผู้ที่ได้รับการไถ่ของพระเจ้าไปสู่จุดหมายปลายทางของพระองค์ (อซด.19:4; พบญ.32:11–12; วว.12:14) และในการที่พระองค์ทรงเป็นนกเขาใหญ่หรือนกพิราบสำหรับถวายแด่พระเจ้าเพื่อความบาปแห่งพลไพร่ของพระเจ้า (ลวต.1:14; 5:7).
ยนซ. 1:21 ก บพส.104:26; 74:14; ยซย.27:1
ยนซ. 1:21 ข ยนซ.1:11
ยนซ. 1:21 ข ยนซ.1:11
ยนซ. 1:21 ค ยนซ.1:4
ยนซ. 1:22 ก ยนซ.1:28; 5:2; 9:1
ยนซ. 1:22 ข ยนซ.1:28; 8:17; 9:1, 7; 28:3; 35:11; 48:4; ลวต.26:9
ยนซ. 1:24 ก ยนซ.2:19; บพส.148:10
ยนซ. 1:24 ข ยนซ.1:11
ยนซ. 1:24 1 สัตว์ใช้และสัตว์ทั้งปวง ที่อยู่บนแผ่นดินเป็นชีวิตที่อยู่ในชั้นที่สูงขึ้น โดยมีจิตสำนึกที่สูงกว่าปลาและนก เป็นชีวิตที่สามารถกระทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จบนแผ่นดินได้. สัตว์ทั้งปวง และสัตว์ใช้ที่อยู่บนแผ่นดินเป็นแบบเล็งถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิตของพระคริสต์ดังที่จะเห็นได้ในพระคริสต์ผู้เป็นสิงโตที่มีชัยชนะ (วว.5:5) ซึ่งสู้รบเพื่อแผนการบริหารของพระเจ้า เห็นได้ในพระคริสต์ผู้เป็นแกะและโคสำหรับถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าเพื่อทำให้การไถ่ที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง (ลวต.1:2–3, 10; 3:1, 6, 12; 4:3; 5:6; ยฮ.1:29; 1ปต.1:19; วว.5:6–9) และเห็นได้ในพระคริสต์ผู้เป็นโคที่แบกรับหน้าที่ความผิดชอบและตรากตรำอย่างสัตย์ซื่อ เพื่อจะทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง (มธ.20:28; ยฮ.6:38). เมื่อผู้เชื่อทั้งหลายในพระคริสต์ได้เติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น พวกเขาก็สามารถดำเนินชีวิตบนแผ่นดินโลก ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง (เทียบ 1กธ.3:2; ฆต.6:2; 1กธ.15:58).
ยนซ. 1:24 2 ดูข้อ 26 คำอธิบาย 6.
ยนซ. 1:24 ข ยนซ.1:11
ยนซ. 1:25 ก ยนซ.1:11
ยนซ. 1:25 ก ยนซ.1:11
ยนซ. 1:25 ก ยนซ.1:11
ยนซ. 1:25 ข ยนซ.1:4
ยนซ. 1:26 ก ยนซ.3:22; 11:7; ยซย.6:8
ยนซ. 1:26 1ก ให้พวกเรา... เปิดเผยว่ามีการประชุมเกิดขึ้นท่ามกลางสามพระภาคแห่งผู้มีฐานันดรความเป็นพระเจ้าในเรื่องการเนรมิตสร้างมนุษย์. พระเจ้าตรีเอกภาพได้ทรงลงมติไว้ในนิรันดร์กาลก่อนว่าจะทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ขึ้นมา. กรณีนี้บ่งชี้ว่าการเนรมิตสร้างมนุษย์มีไว้สำหรับพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าตรีเอกภาพ (อฟ.3:9–11). จุดมุ่งหมายที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ก็เพื่อที่จะทำให้แผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในการแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่มนุษย์ได้สำเร็จลุล่วง (1ตธ.1:4 กับคำอธิบาย 3 ย่อหน้าแรก). เรื่องนี้จะถูกเปิดเผยไว้อย่างสมบูรณ์ในหนังสือเล่มต่อๆ ไปในพระคัมภีร์.
ยนซ. 1:26 ข ยนซ.2:7; บพส.8:4–5; ฮร.2:6–7; ผปก.7:29; เทียบ อฟ.4:24; กซ.3:10
ยนซ. 1:26 2ข หรือ มนุษยชาติ ในภาษาเฮ็บรายคืออาดาม (adam). ในข้อต่อไปก็เช่นเดียวกัน. ชีวิตมนุษย์คือชีวิตที่สูงส่งที่สุดซึ่งถูกเนรมิตสร้างขึ้นมา เป็นชีวิตที่มีพระฉายาและพระลักษณะของพระเจ้าซึ่งสามารถสำแดงพระองค์. และสามารถมีอำนาจครอบครองเพื่อพระเจ้า อาดามผู้เป็นมนุษย์คนแรกคือแบบเล็งของพระคริสต์ (รม.5:14; 1กธ.15:45, 47; บพส.8:4–8; ฮร.2:6–9) ผู้เป็นศูนย์กลางแห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้า (กซ.1:16–17) เป็นประมุขของสิ่งสารพัดที่ถูกสร้าง (กซ.1:15) และของมนุษย์ทั้งปวง (1กธ.11:3) เป็นการสำแดงของพระเจ้าในด้านพระฉายาและพระลักษณะของพระองค์ (ฮร.1:3; 2กธ.4:4; กซ.1:15) และเป็นตัวแทนของพระเจ้าเพื่อมาปกครองสิ่งสารพัดที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้น (บพส.8:6–8; มธ.28:18).
ยนซ. 1:26 ค เทียบ ยนซ 1:11
ยนซ. 1:26 ง ยนซ.1:27; 9:6; 1กธ.11:7; กซ.1:15; เทียบ 2กธ.3:18
ยนซ. 1:26 3ง พระฉายาของพระเจ้าซึ่งชี้ถึงสิ่งทรงเป็นทางภายในของพระเจ้านั้น ก็คือการสำแดงธาตุแท้ทางภายในแห่งคุณลักษณะของพระเจ้า ซึ่งคุณลักษณะที่เด่นที่สุดก็ได้แก่ ความรัก (1ยฮ.4:8) ความสว่าง (1:5) ความบริสุทธิ์ (วว.4:8) และความชอบธรรม (ยรม.23:6). พระลักษณะของพระเจ้าซึ่งชี้ถึงลักษณะสภาพของพระเจ้า (ฟป.2:6) คือการสำแดงธาตุแท้และเนื้อแท้แห่งฐานันดรของพระเจ้า. ดังนั้นเราจึงไม่ควรเห็นพระฉายาและพระลักษณะของพระเจ้าเป็นสองสิ่งที่แยกจากกัน. คุณธรรมต่างๆ ทางภายในของมนุษย์ซึ่งถูกสร้างไว้ในวิญญาณของมนุษย์ คือสำเนาแห่งคุณลักษณะต่างๆ ของพระเจ้า และเป็นสื่อกลางที่มนุษย์ใช้สำแดงคุณลักษณะต่างๆ ของพระเจ้า. ลักษณะสภาพทางภายนอกของมนุษย์ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นร่างกายของมนุษย์ คือสำเนาแห่งลักษณะสภาพของพระเจ้า. ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ให้เป็นแบบจำลองของพระองค์เองให้มนุษย์มีความสามารถที่จะบรรจุพระเจ้าและสำแดงพระองค์. สิ่งมีชีวิตทั้งปวงนอกจากมนุษย์ ล้วนถูกเนรมิตสร้างขึ้น “ตามชนิดของมัน” (ข้อ 11–12, 21, 24–25) แต่มนุษย์ถูกเนรมิตสร้างขึ้นตามชนิดของพระเจ้า (เทียบ กจ.17:28–29ก). เนื่องจากพระเจ้าและมนุษย์คือชนิดเดียวกัน มนุษย์จึงสามารถเข้าสนิทกับพระเจ้าและมีชีวิตเป็นอยู่ร่วมกับพระองค์ได้ในการเข้าสนิททางอินทรียภาพ (ยฮ.15:5; รม.6:5; 11:17–24; 1กธ.6:17).
พระคริสต์พระบุตรซึ่งเป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้า (กซ.2:9) คือพระฉายาของพระเจ้าผู้ไม่ประจักษ์แก่ตา คือการสำแดงธาตุแท้แห่งคุณลักษณะต่างๆ ของพระเจ้า (กซ.1:15; 2กธ.4:4; ฮร.1:3). มนุษย์ถูกเนรมิตสร้างขึ้นตามพระคริสต์ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้พระคริสต์ได้เข้าสู่มนุษย์และถูกสำแดงผ่านมนุษย์ (กซ.1:27; ฟป.1:20–21ก). มนุษย์ที่ถูกสร้างคือภาชนะที่มีชีวิต คือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุพระคริสต์ (รม.9:21, 23; 2กธ.4:7). ในที่สุด ในการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์ พระองค์ก็ทรงสวมใส่สภาพมนุษย์และทรงกลายเป็นลักษณะของมนุษย์ทั่วไป (ฟป.2:6–8) เพื่อโดยการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์มนุษย์จะได้รับชีวิตที่นิรันดร์และศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า (1ปต.1:3; 1ยฮ.5:11–12) และทางภายในก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงและถูกถอดแบบตามพระฉายาของพระคริสต์โดยชีวิตนี้ (2กธ.3:18; รม.8:29) ส่วนทางภายนอกก็ได้เปลี่ยนรูปลักษณะจนเหมือนกับพระลักษณะของพระวรกายอันสง่าราศีของพระคริสต์ (ฟป.3:21) เพื่อมนุษย์จะได้เป็นเหมือนกับพระคริสต์ (1ยฮ.3:2ข) และสำแดงพระเจ้าร่วมกับพระคริสต์ต่อจักรวาลนี้ (อฟ.3:21).
แม้มนุษย์ที่ถูกสร้างจะเป็นแบบจำลองของพระเจ้าซึ่งมีพระฉายาและพระลักษณะของพระเจ้า แต่ก็ไม่มีความเที่ยงแท้ของพระเจ้าหรือชีวิตของพระเจ้าแต่อย่างใด. ดังนั้นเขาจึงยังต้องต้อนรับพระเจ้ามาเป็นชีวิตของเขาโดยการกินต้นไม้แห่งชีวิต เพื่อเขาจะได้มีความเที่ยงแท้ของพระเจ้ามาสำแดงพระองค์ (2:9 คำอธิบาย 2).
ยนซ. 1:26 จ ยนซ.5:1; ยก.3:9
ยนซ. 1:26 4 สรรพนาม “พวกเขา” ในที่นี้และในข้อ 27–28 และ 5:2 บ่งชี้ว่าอาดามเป็นมนุษย์แห่งกลุ่มชน เป็นมนุษย์ที่รวบยอดซึ่งครอบคลุมถึงมนุษยชาติทั้งปวง. พระเจ้าไม่ได้ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ไว้มากมาย แต่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างมนุษยชาติไว้อย่างรวบยอดในตัวมนุษย์ผู้เดียวคืออาดาม. พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างมนุษย์แห่งกลุ่มชนผู้นี้ขึ้นมาตามพระฉายาและพระลักษณะของพระองค์เพื่อมนุษยชาติจะได้สำแดงพระเจ้าอย่างเป็นกลุ่มชน.
ยนซ. 1:26 ฉ บพส.8:6–8; ฮร.2:7–8; ยนซ.9:2; ยก.3:7
ยนซ. 1:26 5ฉ พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างมนุษย์แห่งกลุ่มชนไม่เพียงให้เขามีพระฉายามาสำแดงพระองค์เท่านั้น แต่ยังให้เป็นตัวแทนของพระองค์โดยการใช้อำนาจครอบครองของพระองค์เหนือสิ่งสารพัดอีกด้วย. จุดมุ่งหมายที่พระเจ้าให้มนุษย์มีอำนาจครอบครองก็เพื่อให้มนุษย์ (1) สยบศัตรูของพระเจ้า คือซาตานซึ่งเป็นกบฏต่อพระเจ้า (2) ฟื้นฟูแผ่นดินโลกที่ซาตานได้ช่วงชิงไป และ (3) ใช้อำนาจของพระเจ้าปกครองแผ่นดินโลกเพื่อให้อาณาจักรของพระเจ้ามาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลก น้ำพระทัยของพระองค์ได้สำเร็จบนแผ่นดินโลก และสง่าราศีของพระเจ้าจะได้ปรากฏบนแผ่นดินโลก (มธ.6:10, 13ข).
พระเจ้าทรงให้มนุษย์มีพระฉายาของพระเจ้าเพื่อมาสำแดงพระองค์และมีอำนาจครอบครองของพระเจ้าเพื่อมาเป็นตัวแทนของพระองค์. จุดมุ่งหมายนี้ไม่ได้สำเร็จลุล่วงบนตัวอาดามผู้เป็นมนุษย์คนแรก(1กธ.15:45ก) ที่เป็นคนเก่า (รม.6:6) แต่สำเร็จลุล่วงบนตัวพระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์คนที่สอง (1กธ.15:47ข กับคำอธิบาย 2) ที่เป็นคนใหม่ (อฟ.2:15 กับคำอธิบาย 7) ซึ่งประกอบด้วยพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะกับคริสตจักรอันเป็นพระกายของพระองค์ (อฟ.1:22–23; 1กธ.12:12 กับคำอธิบาย 2; กซ.3:10–11 กับคำอธิบาย 9). จุดมุ่งหมายนี้จะสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์บนตัวผู้เชื่อทั้งหลายที่มีชัยชนะซึ่งดำเนินชีวิตพระคริสต์เพื่อการสำแดงแห่งกลุ่มชนของพระองค์ (ฟป.1:19–26) และจะมีอำนาจเหนือบรรดาประชาชาติและครองอำนาจเป็นกษัตริย์ร่วมกับพระคริสต์ในอาณาจักรพันปี (วว.2:26–27; 20:4, 6). สุดท้ายจุดมุ่งหมายนี้จะสำเร็จลุล่วงในขั้นสุดยอดในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งจะสำแดงพระฉายาของพระเจ้า เพราะมีสง่าราศีของพระองค์และลักษณะที่ปรากฏของพระองค์ (วว.4:3ก; 21:11, 18ก) และยังใช้อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าในการคงไว้ซึ่งอำนาจครอบครองของพระเจ้าเหนือทั้งจักรวาลนี้ตราบชั่วนิรันดร์ (วว.21:24; 22:5).
ยนซ. 1:26 6 เป็นแบบเล็งถึงซาตานผู้เป็นงู (3:1, 14; วว.12:9) และเหล่าทูตของมัน (มธ.25:41; วว.12:4ก, 7ข) ตลอดจนบรรดาผีโสโครกที่ติดตามซาตาน (เทียบ ลก.10:19; ดู วว.4:6 คำอธิบาย 2 ย่อหน้าแรก)
ยนซ. 1:27 ก เทียบ ยนซ.1:11
ยนซ. 1:27 ข 27ข ยซย.43:7
ยนซ. 1:27 ค ยนซ.5:2; มธ.19:4; มก.10:6; เทียบ ยนซ.2:18, 21–23
ยนซ. 1:28 ก ยนซ.1:22
ยนซ. 1:28 ข ยนซ.1:22
ยนซ. 1:28 1 “พิชิต” ในที่นี้เปิดเผยเป็นนัยว่าสงครามระหว่างพระเจ้ากับซาตานผู้เป็นศัตรูของพระองค์กำลังดำเนินอยู่บนแผ่นดิน. ฝ่ายใดได้ครองแผ่นดินก็จะได้รับชัยชนะ. มนุษย์ถูกพระเจ้าเนรมิตสร้างขึ้นเพื่อมาสยบ พิชิตและฟื้นฟูแผ่นดินกลับคืนสู่พระเจ้า
ยนซ. 1:29 ก ยนซ.9:3; บพส.104:14; 145:15–16
ยนซ. 1:29 1ก ดู 9:3 คำอธิบาย 1.
ยนซ. 1:31 ก 1ตธ.4:4
ยนซ. 1:31 1ก ก่อนหน้านี้พระเจ้าตรัสว่า “ดี” (ข้อ 4, 10, 12, 21, 25) แต่ในที่นี้พระองค์ตรัสว่า “ดีนัก” เพราะอาดามมีพระฉายาของพระเจ้าและได้รับอำนาจครอบครองของพระเจ้า.
สารบัญ